บทที่ 3 #3 ไพรอยากสัก
น่านลังเลว่าจะรอไพรดีไหม คิดไปคิดมาเขาจะรอให้คนนั้นกลับมาย่ำยีอีกทำไม โยนผ้านวมที่พันรอบตัวลงพื้น ลุกยืนด้วยความทรมาน
ปวดร้าวบั้นเอวลงมาถึงปลายเท้าที่เจ็บสุดก็คือตรงนั้น รูที่อยู่กึ่งกลางระหว่างขา น้ำสีขาวขุ่นไหลย้อนลงมาตามง่ามขา หยดลงพื้นเป็นหย่อมๆ
น่านมองสภาพน่าเวทนาของตนผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งอยู่ปลายเตียง พลาดท่าให้คู่อริเสียได้ เขานึกแค้น ทว่าตอนนี้ นอกจากหนีผู้ชายคนนั้น เขาก็คิดอย่างอื่นไม่ออกแล้ว
ถอดปลอกหมอน อันที่จริงน่านอยากทิ้งทั้งใบเลย แต่กลัวน้องกลับมาไม่มีหมอนนอนจึงเก็บไว้ก่อน ดึงผ้าปูที่นอนออกอย่างทุลักทุเล
ของเหลวสีขาวก็ไหลออกไม่จบไม่สิ้น น่านโคตรหงุดหงิด เขายัดผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอนลงถังขยะใบเล็กในห้อง ส่วนผ้าห่ม ใช้เท้าเขี่ยไปกองหน้าประตู รอเวลาเอาไปทิ้งถังขยะใต้ตึก
เขาใช้เวลาในการอาบน้ำไม่นาน ไพรอาสาไปรับเหนือที่โรงพยาบาล ไม่รู้ทำเรื่องไปถึงไหน สองคนนั้นเป็นเพื่อนกัน เขาจึงไม่ต้องเป็นห่วง
ขณะเดินกอดผ้านวมลงบันได เขากับไพรพลันสวนทางกัน อีกคนวิ่งขึ้นมาด้วยใบหน้าชุ่มเหงื่อ คอปกเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวพิมพ์ลายสุดเท่เปียกชุ่ม ที่แผ่นหลังก็ด้วยกางเกงผ้าฟอกนิ่มสามส่วนสีดำตัดกับเสื้อ เซตผมง่ายๆ ดูหล่อแบบชิลๆ
ตัดมาที่อีกฝั่ง ใบหน้าหล่อซีดเซียว ปากแห้งกร้าน ลำคอมีรอยแดงจ้ำๆ มือไม้สั่นเทา
“...” น่านสบตาไพรนิ่งๆ ไม่กล้าเอ่ยคำใด
“กูลืมบัตรประชาชน”
“...” น่านพยักหน้าหนึ่งครั้ง หลุบตามองบันได ที่อีกไม่กี่ขั้นก็ถึงทางเชื่อมชั้นที่สองแล้ว เดินลงไปอีกหน่อยก็จะเจอประตูทางออกตึก
ข้างตึกมีถังขยะสีเขียว แดง เหลือง น้ำเงิน เขาพลางนึกว่าตนต้องทิ้งถังไหน จากนั้นก็เรียกแท็กซี่สักคันแล้วกลับบ้าน หยุดเรียนสักสองวัน
“เอาผ้าห่มไปซักเหรอ”
“อืม ใช่แล้ว!”
“รอแป๊บนะ เดี๋ยวกูไปเอาบัตรประชาชนแล้วจะมาช่วย” ไพรพูดจบก็วิ่งขึ้นบันได
น่านฟังเสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ห้องของเหนือกับไพรอยู่ชั้นสี่ กว่าไพรจะเข้าห้องไปหาบัตรประชาชน มีเวลาเหลือเฟือให้หนี
แต่น่านกลับยืนนิ่ง กระทั่งไพรวิ่งมายืนด้านข้าง หัวใจที่ไร้ชีวิตชีวามานานพลันเต้นแรงแทบทะลุออกจากอก วงแขนเรียวกอดผ้านวมแน่น
ไพรเห็นเม็ดเหงื่อบนหน้าผากขาว ใช้หลังมือปาดแผ่วเบา ราวกับกำลังเขี่ยเม็ดข้าวในถ้วยตวงให้เรียบเสมอกัน น่านเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย
คบแต่เพื่อนนักเลง ไม่เคยมีใครอ่อนโยนกับเขาแบบนี้มาก่อน หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้ว คล้ายมีสายฟ้าฟาดลงกลางอกหลายเส้น
เขาส่งผ้านวมให้อีกคนแล้วแบมือ
“...เอากุญแจห้องของมึงมา!”
“...ครับๆ”
น่านนอนป่วยอยู่ในห้องของไพร โดยมีไพรดูแลไม่ห่างหนึ่งวันหนึ่งคืน น่านหายเร็วเพราะอีกคนค่อยป้อนข้าว ป้อนยา และทายาที่ก้นให้!
ระหว่างไม่สบาย น่านฝันถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ตอนอายุเจ็ดขวบ พ่อแม่ยังไม่หย่ากัน ไพรชอบมาเล่นที่บ้านแล้วเอาของเล่นแพงๆ มาอวด ครอบครัวของน่านถึงไม่อดยากแต่ก็ไม่ได้รวย
ของเล่นแต่ละชิ้น ร้องไห้จนหน้าแฉะไปเจ็ดวันเจ็ดคืน แม่กับพ่อก็ไม่ซื้อให้ เขาเลยอิจฉาไพร แอบหักแขนหักขาหุ่นยนต์ของเล่นไพร ไปหลายตัว ทำบ่อยเข้าไพรก็จับได้ จึงทะเลาะกัน
จากนั้นทั้งสองก็ไม่ถูกกัน ตอนที่น่านย้ายออกจากบ้านแม่ไปอยู่กับพ่อ น่านจำได้ว่าอีกคนยืนอยู่หน้ารั้วบ้าน แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา
ตอนที่เข้ามหาวิทยาลัย น่านรู้ว่าไพรกับน้องของตนเข้ามหา'ลัยเดียวกัน เขาจึงเข้าอีกสถาบัน หาพรรคพวกไปตีเด็กช่างสถาบันที่คู่อริเรียน!
ความแค้นฝังลึกเช่นนี้ไม่น่าหายไปง่ายๆ แต่ตอนนี้เขาไม่บ่นสักคำที่อีกคนนอนกอดไม่ปล่อย
ขาข้างหนึ่งสอดเข้าตรงกลางระหว่างขาเขา ในท่าตะแคงทั้งคู่แต่เขาหันหลังให้ไพร ความเป็นชายชาตรีหกสิบสองนิ้วขนาบบั้นท้ายงอน
น่านรู้สึกว่ามันกำลังหาโอกาสเข้าในตัวเขา ขยับหนีเล็กน้อย อีกคนก็ตามมาแบบเนียนๆ
“รอยสักที่หลังมือไม่เคยเห็น...ไปสักมาตอนไหน” ไพรส่งเสียงแหบพร่า นี่เป็นครั้งแรกที่น่านรู้สึกว่าเสียงของไพรมีเสน่ห์ ในเวลาเดียวกัน มือหยาบกระด้างไต่เข้าเสื้อยืด ลูบวนรอบสะดือ
ให้ความรู้สึกวูบวาบ แต่น่านคนนี้ ไม่มีทางหลงกลหมาป่าตัวผู้ ที่โดดเดี่ยวและหิวโหยแล้ว ดันมืออีกคนออก ทว่าเรี่ยวแรงยังไม่กลับมา จึงทำได้แค่ถอนหายใจ แล้วกุมมือไพรไว้แน่น
“สักก่อนที่จะยกพวกไปตีมึง...สวยไหม กูสักเองกับมือ” น่านยกแขนข้างที่จับมือไพรขึ้น
เขาชื่นชอบรอยสักตั้งแต่เด็ก แบบอย่างมาจากพ่อ พ่อเขาสักอาร์ตเต็มตัว โคตรเท่
พอโตเป็นหนุ่มจึงชวนเหนือที่ชอบรอยสักเหมือนกันไปสัก เขามีร้านประจำหนึ่งร้าน หลังๆ ไปขอความรู้จากเจ้าของร้านแล้วสักเอง
อนาคตก็อยากเปิดร้านสักลาย อาร์ตๆ เล็กๆ ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ มีแฟนสักคน เลี้ยงแมว และปลูกต้นไม้พันธุ์เล็กไว้หน้าร้าน
ชั้นบนหรือหลังร้านทำเป็นห้องนอน ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ต้องหวือหวา น่านวางแผนชีวิตโดยไม่ทันได้ระวังตัว ร่างโยกขึ้นลงเป็นจังหวะ
เสียงเตียงดังเอี๊ยดอ๊าด ไม่นานทั้งคู่ก็สุขสม เขาไม่ยอมให้อีกคนทำอีก ทุบไหล่แกร่งหนึ่งที!
ไพรจึงพละออกแต่โดยดี ทิ้งตัวนอนที่เดิม ดึงอีกคนเข้าสู่โอบกอด ใบหน้าซุกหลังคอขาว
“สักให้บ้างสิ”
“กูเพิ่งหัดสัก รูปง่ายๆ พอได้ แต่ถ้ายากๆ ไปสักที่ร้านเอาเอง เดี๋ยวแนะนำร้านสักให้เอาไหม”
“สักรูปหัวใจ และก็ชื่อมึงไว้ตรงหัวใจกู เกินความสามารถมึงปะ?” ไพรถามเสียงทุ้มลุ่มลึก
หัวใจพลันส่ายไหว ร่างกายร้อนแผ่ว “...”
“ถ้าสักไม่ได้ พาไปร้านประจำที่มึงชอบไปสักหน่อย วันนี้เลยนะ”
“จะ...จะสักชื่อกูไปทำไม”
“ชื่อเมีย สักไม่ได้เหรอ?”
“คะ...ใครเมียมึง?!”
“อีกสักรอบไหม”
“ไม่เอา!!”
“...” ไพรใช้ข้อศอกค้ำที่นอน ใบหน้าหล่อก้มมองคนที่อยู่ต่ำกว่า ถ้าโน้มลงอีกนิด ปลายจมูกก็จะแตะกัน แต่ถึงไม่โน้มลงมา แบบนี้ก็เหมือน...
กำลังจูบกัน น่านแค่เคยแตะปากไพรเบาๆ เขาไม่รู้ว่ารสชาติปากแห้งกร้านทว่าอ่อนนุ่มของไพรเป็นยังไง ได้กลิ่นบุหรี่จางๆ จากลมหายใจ
“อือ...” แค่น่านเผยอปาก อีกคนก็ทาบลงมาแทรกลิ้นร้อนเข้าโพรงปาก เกี่ยวพันลิ้นน่านเชื่องช้า คล้ายรออีกคนตอบกลับ น่านไม่เคยจูบใคร
เขาตอบกลับอย่างเงอะงะ สองมือกำเสื้อยืดที่ไพรสวม ด้วยความบังเอิญ หรือเลินเล่อ
เขาคว้าหมับกลางแผ่นอก หัวใจที่เต้นแรงพอกัน สัมผัสนิ้วทั้งห้า ดวงตาสวยหรี่ลง เมื่อดูดดื่มกันจนสบายใจทั้งสองฝ่าย งานเลี้ยงก็เลิกรา แต่หัวใจที่เต้นแรงสองดวงยังคงสั่นไหวไม่หยุด
“...เดี๋ยวสักให้” หลังจากเงียบไปนาน น่านก็เป็นคนทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลง
“น่าน...เป็นแฟนกันนะ”
“...อะอืม...”
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป...
น่านเก็บตัวอยู่ในห้องไพรโดยที่ไม่ให้เหนือรู้ แต่ด้วยเหตุนี้ ไพรงอนเขาไม่ยอมทำให้เขารู้สึกดีโดยกักขังเขาไว้ใต้ร่างแบบที่ชอบทำวันละสามสี่ครั้ง ผ้าปูที่นอนถอดเปลี่ยน ซักไม่ทัน
จนต้องนอนบนฟูกเปลือยๆ น่านมองรอยสักรูปหัวใจ และชื่อตนบนแผ่นอกกำยำ เขาเองก็สักรูปหัวใจและชื่อไพรบนหน้าอกจุดที่ใกล้กับหัวใจ
เขาเป็นคนทำเอง...
ห้าทุ่มครึ่งแล้ว ไพรไม่ยอมทำการบ้าน!
น่านคิด กอดอกนั่งขัดสมาธิบนเตียง “ไป!”
“ไม่หิว”
น่านถอนหายใจ “เค้าไม่ได้ชวนเตงไปกินข้าวสักหน่อย ชวนไปหาเหนือ ไปบอกเหนือว่าเราเป็นแฟนกัน” น่านพลันตัวลอย
เนื่องจากไพรดีใจ พรวดเข้าไปอุ้มเขาแล้วเดินดุ่มไปเคาะห้องของเหนือ เหนือกำลังจู๋จี๋แฟนคนสวยอยู่หยุดชะงัก เดินไปเปิดประตู
“พวกเราเป็นแฟนกัน!”
เหนือไม่ทันถาม ไพรก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม อุ้มเมียในท่าเจ้าสาว น่านโอบคอคู่อริที่เลื่อนขั้นเป็นคนรัก และวาดฝันอนาคตที่มีกันคร่าวๆ แล้ว
“พรุ่งนี้พี่จะย้ายมาอยู่กับไพรแล้วนะ”
“...ยินดีด้วย” เหนือยังคงงง ขณะเดียวกันแฟนคนสวยเดินมายืนด้านข้าง เขาจึงแนะนำให้พี่ฝาแฝดรู้จักเสียเลย
“นี่พายแฟนเหนือ”
“อ้าว...ไม่ใช่ชื่อไพรหรอกเหรอ?”
วันนั้นน่านจำได้ว่าเหนือบอกแฟนชื่อไพร แต่ความจริงแล้วเหนือบอกว่าชื่อพายต่างหาก
สาวสวยเมื่อได้ยินเช่นนี้ จากปากพี่ของแฟน หัวใจดวงน้อยก็สั่นคลอน มองเหนือด้วยสายตาซับซ้อน
“ไพรคือใคร?” เธอเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ไพรอะไรวันนั้นเราบอกว่าเธอชื่อพาย แต่พี่เราฟังผิด ได้ยินว่าไพรก็เลย...”
“อ้อ! แอบเก็บอีไพรไว้อีกคนใช่ไหม!”
เหนือยังพูดไม่จบพายก็แทรก น่านตบไหล่สามี ขยับปากไม่ออกเสียง “กลับห้องทำการบ้านกัน” แล้วยิ้มหวาน
ไพรที่เรียนไม่เก่งเท่าไหร่ เพราะเลือดนักสู้ในกายเยอะกว่าเลือดเด็กเรียน วันๆ ตั้งกลุ่มแก๊งยกพวกไปตีเด็กช่างต่างสถาบัน เลือดออกถึงได้เลิกรา แต่ตอนนี้มีเมีย เขาเลิกเกเร ตั้งใจเรียน
พลันตาลุกวาว เข้าใจประโยคของเมีย เดินกลับรังรัก ถอดเสื้อผ้าเมียออกอย่างนุ่มนวล แต่พอถึงเวลาสอดใส่ เลือดนักสู้ก็กลับมา...
“เราเลิกกันเถอะ” แม่สาวสวยสะบัดหน้าแล้วเดินกระแทกส้นเท้าจากไปทันที
“ไอ้เหี้ยน่าน! ไอ้เหี้ยไพรมีเมียแล้วลืมเพื่อน!”
