บทที่ 4 EP 01 คนไม่มีสิทธิ์ [2]
“ช่วงนี้งานที่แบล็กทาวน์ยุ่งมากมั้ยคิราวะ”
“ก็นิดหน่อยครับ”
ฉันคิดแล้วเชียวว่าเขาต้องตอบแบบนี้
“มีเรื่องอะไรที่ต้องกังวลรึเปล่า”
“ไม่มีครับ”
“งั้นเหรอ” ฉันถามอย่างครุ่นคิด ถึงจะรู้ว่าต่อให้มี คิราวะก็ต้องตอบว่าไม่มีอยู่แล้ว เพราะยังไงซะถ้าเขาตอบว่ามี ฉันก็คงช่วยไม่ได้อยู่ดี มันก็เริ่มทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่ายังไงก็ไม่รู้
“คิราวะ”
“ครับคุณฮานะ”
“นายช่วยสอนงานให้ฉันบ้างได้มั้ย” ฉันถามออกไปตรงๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนหน้านี้ฉันคงไม่กล้า แต่ตอนนี้ฉันชักอยากจะลองทำอะไรที่ไม่เคยทำดูบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะมีประโยชน์กว่าการนั่งรถมาเรียนหนังสือแล้วกลับไปนอน
การที่ได้ตื่นมาเห็นว่าโอยามะต้องทำงานหนักทุกวันทุกคืน ในขณะที่ฉันใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ซึ่งถึงแม้ว่าเขาเองไม่เคยปริปากบ่น ไม่เคยเล่าอะไรให้ฉันฟังถึงเรื่องที่เขาไม่สบายใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่ฉันเป็นคนรักของเขา มันก็เริ่มทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับการเป็นผู้หญิงของเขาเอาซะเลย
“เรื่องนั้นคงต้องรอให้ผมได้รับคำสั่งจากคุณโอยามะก่อนครับ” คิราวะตอบเสียงเรียบ เขามองฉันผ่านกระจกมองหลังของรถแล้วส่งรอยยิ้มจางๆ มาให้ ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบที่ฉันคิดเอาไว้แล้วเหมือนกันนั่นแหละ
สุดท้ายเมื่อไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ฉันก็เลือกที่จะเงียบมาตลอดทาง อีกอย่างก็คือรู้สึกเหม็นความรัก เพราะเหมือนจะเห็นริโกะกับคิราวะส่งสายตาให้กันบ่อยๆ ชิส์!
ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงแบล็กทาวน์ ตึกแฝดที่สูงที่สุดในย่านมารุที่ฉันเองก็ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งฉันจะได้มีโอกาสเดินเข้าออกที่นี่ราวกับว่ามันเป็นสถานที่ที่ฉันคุ้นชิน มิหนำซ้ำยังสามารถขึ้นไปถึงชั้นบนสุดที่สูงเสียดฟ้านั่นได้โดยไม่ต้องมีบัตรผ่านประตู
“แล้วเจอกันข้างบนนะริโกะ” ฉันโบกมือให้ริโกะก่อนจะแยกออกมาใช้ลิฟต์ส่วนตัวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของตึก ส่วนริโกะก็ต้องเดินไปเข้าที่ประตูทางด้านหน้าเหมือนกันกับคิราวะ
กิจวัตรประจำวันของฉันยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง จะว่าน่าเบื่อมันก็คงใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าฉันเต็มใจจะอยู่แบบนี้มันก็ใช่อีก จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อฉันเป็นผู้หญิงของโอยามะ ผู้ชายที่มีให้ฉันทุกอย่างยกเว้นความธรรมดา
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อพาฉันขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบซึ่งเป็นชั้นที่โอยามะนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่เพื่อฉัน ถ้าเดินมาจากลิฟต์ของตัวตึกห้องทำงานของเขาจะอยู่สุดโถงทางเดิน แต่ถ้ามาจากลิฟต์ส่วนตัวอย่างฉัน ออกจากลิฟต์มาแล้วเลี้ยวขวาไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว
“หวังว่านายจะรักษาสัญญาก็แล้วกัน ฉันจะรอ”
เสียงนั้นมัน...
สองตาของฉันเบิกโพลงขึ้นมาในฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังมาจากหน้าห้องทำงานของโอยามะ
คือฉันยังไม่ได้เดินออกจากลิฟต์น่ะ เมื่อครู่นี้ฉันมัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อย แต่เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ก็ทำให้ความคิดของฉันกระเจิดกระเจิงไปหมด มันเหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่างที่แฝงมากับน้ำเสียง สะกดให้ฉันต้องรีบก้าวเท้าออกมาจากลิฟต์พร้อมกับภาวนาขอให้อย่าเป็นคนที่ฉันคิดเอาไว้เลย
กึก!
แต่แล้วสองเท้าของฉันก็ต้องชะงักงัน เหมือนกันกับเจ้าของเสียงพูดเมื่อครู่ เสียงของส้นรองเท้าสีดำที่กระทบกับพื้นกระเบื้องหยุดลงเมื่อเจ้าของฝีเท้าหยุดยืนประจันหน้ากับฉัน
ดวงตาโฉบเฉี่ยวคู่คมตวัดมองมาที่ฉันที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนที่ริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดจะเหยียดยิ้มกลายๆ รอยยิ้มร้ายกาจแบบนั้นมันทำให้ภาพในอดีตที่เลวร้ายเมื่อครั้งก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัวของฉันอีกครั้ง
“ฮิมาวาริ”
ชื่อของเธอฉันไม่เคยลืม และนอกจากชื่อของเธอแล้ว ฉันก็ไม่เคยลืมสิ่งที่เธอทำไว้กับฉันด้วย!
