บทที่ 10 BLUE 9 | หญิงเองก็ลำบาก
คริษฐ์ไม่ได้ส่งคนตัวเล็กหน้าร้านสะดวกซื้อตามที่ขู่เอาไว้ เขาส่งเธอถึงหน้ารีสอร์ตโดยสวัสดิภาพเลยต่างหาก คนถูกพากลับมาส่งที่พักกระโดดลงจากท้ายกระบะพร้อมทำหน้างอประท้วง เธอทำหน้าไม่พอใจเหมือนหมาถูกเจ้าของหลอกว่าจะพาไปนั่งรถเล่น แต่กลับขับวนแค่รอบหมู่บ้านเท่านั้น
“เรน่าอยากไปด้วย”
“ฉันงานยุ่ง อีกอย่างยังไม่ถึงเวลาเปิดร้าน” คนอายุมากกว่าตีขรึมใส่
ตั้งแต่อยู่ด้วยกันเมื่อวานหลายครั้งเกือบเก็บอาการไม่ได้
เจ้าหญิงของเขาน่ารัก ฉอเลาะเก่ง หากรู้ว่าเขาเป็นคริษฐ์คู่หมั้นตนเองและยังยิ้มแฉ่งทำตาปริบๆ อ้อนได้แบบนี้คงหลงมาก
ได้แค่ฝัน...มาเฟียหนุ่มรู้กิตติศัพท์เธอดี
“เข้าไปอยู่ในห้อง ตอนบ่ายไม่จำเป็นก็ไม่ต้องออกไปข้างนอก แดดมันร้อน”
ทุกครั้งเวลาเธอร้อนแก้มกลมๆ นุ่มนิ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ตอนนั่งหน้าเตาทอดลูกชิ้นเมื่อวานก็รอบหนึ่ง
“ในห้องก็ร้อน นะๆ ขอเรน่าไปด้วย~”
โกหก... เขาจับเด็กขี้โกหกได้หนึ่งราย
เขาเป็นคนจิ้มเลือกที่พักของเจ้าหญิงน้อยด้วยตนเอง รู้ดีว่าที่พักที่นี่ภายนอกดูธรรมดาแต่ความจริงเป็นรีสอร์ตที่ได้รับความนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่อยากพักโรงแรม ไม่มีทางที่เครื่องปรับอากาศจะไม่เย็น
ค่าห้องก็ไม่ใช่น้อย เงินสามพันที่หยิบมาจากเรน่าเขานำเงินตนเองใส่เพิ่มเข้าไปอีกหลายเท่า เพื่อจองห้องที่สะอาดแล้วปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอ
เขาอยากให้เธอเที่ยวได้อย่างอิสระและปลอดภัย...
คนอยากเที่ยวพุ่งเขามาเกาะแขนแกร่ง สัมผัสจากมือนุ่มทำเขาเกือบจะใจอ่อน หากไม่มีภูมิคุ้มกันเด็กขี้อ้อนจากน้องสาวคนเล็กคงเผลอพยักหน้าตอบตกลงแบบเมื่อกี้
ไม่ได้ตั้งใจพาเธอไปที่โรงงานเก่าของกรอสเวอร์เนอร์ แค่แวะมาดักทักทายสาวน้อยจอมซนก่อนไปทำงานเท่านั้น โชคดีที่ป้ายบริษัทถูกปลดทิ้งแล้วและเรน่าเองก็เหมือนจะอ่านป้ายภาษาไทยอันอื่นในโรงงานไม่ออก
เขาใช้ที่นั่นเก็บเครื่องดื่มตัวใหม่ ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดสอบครั้งสุดท้ายก่อนวางจำหน่าย เพื่อเอาไว้คุยกับพาร์ตเนอร์จากจีนในอีกสองสัปดาห์
“อย่างอแง ฉันไม่ใช่ผู้ปกครองเธอนะ”
เขาแอ็กติ้งรำคาญจัดเต็ม แต่ดูท่าเรน่าจะเป็นพวกตีมึนเก่งและไม่สนความรู้สึกคนอื่น
“ถ้าไม่ให้ไปด้วย เรน่าจะกรี๊ด”
“กรี๊ดเลย”
เพราะยังไงก็ให้ไปด้วยไม่ได้ ตอนนี้ทีมทไวไลต์กว่าสิบนายกำลังเนรมิตบาร์ริมหาด ยากประหนึ่งการสร้างกรุงโรมให้เสร็จในวันเดียว
“พี่อะ!!”
เขาทิ้งเธอให้ยืนกระฟัดกระเฟียดหน้าทางเข้ารีสอร์ต หนีขึ้นรถและขับออกไปช้าๆ มองเรน่าผ่านกระจกมองหลัง กระทั่งเห็นเธอเดินเข้าอาณาเขตที่พักจึงให้ลูกน้องบึ่งรถไปที่ท้ายหาดเพื่อสะสางงานจริงๆ ของตนเอง
×××
คนตัวเล็กกลับมานอนทิ้งตัวดีดดิ้นบนเตียง เครื่องปรับอากาศในห้องเย็นฉ่ำปอดอย่างที่เขาบอกนั่นแหละ แต่เธออยากไปเที่ยวกับเขามากกว่า ขอไปนั่งดูเฉยๆ ก็ยังดี
เรน่าไม่สนใจการท่องเที่ยวตามปกติ แม้ที่นี่จะมีกิจกรรมให้ทำหลากหลายทั้งขับเจ็ตสกี ล่องเรือยอช์ต ดำน้ำ และเที่ยวเมืองเก่า
เธออยากไปขายลูกชิ้นแบบเมื่อวาน! อยากขายก๋วยเตี๋ยวด้วย อยากเห็นว่าวันๆ พวกพี่คนหล่อขับรถไปส่งของที่ไหนบ้าง
คนสวยนอนเอามือก่ายหน้าผาก การถูกขัดใจทำให้เรน่ารู้สึกกระสับกระส่ายคล้ายจะเป็นไข้
'โครกกก~'
หิวข้าว...
เบรกฟาสต์เมื่อเช้าย่อยหมดแล้ว
คนตัวเล็กเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ไม่อาจเมินเฉยเสียงท้องร้องของตนเองได้ จึงเอื้อมมือใช้เล็บเจลจิกพลาสติกหุ้มแพ็กน้ำดื่มที่ซื้อจากเขามาเมื่อวาน หยิบขึ้นมาเปิดฝาดื่มประทังความหิวหลายอึก
'ปึก'
แผ่นกระดาษขนาดเอสี่ถูกพับครึ่งหล่นลงนอนแน่นิ่งกับพื้น น้องสาวมาเฟียก้มตัวลงไปหยิบขึ้นมากางอ่าน พลันแววตาสดใสก็ฉายประกายระยิบระยับออกมา
'Sand & Sips Beach Bar and BBQ'
แซนด์แอนด์ซิปส์?
Sand คือทราย
Sip คือจิบ
แล้วก็อาหารที่เหมาะกับทะเลอันดับที่หนึ่งในใจเรน่า...บาร์บีคิว!!
คนตัวเล็กตาลุกวาว หรือร้านที่ว่าคือที่นี่!!
ดวงตาสีฟ้ากวาดตาหาเวลาเปิด เห็นว่าอีกราวๆ สองชั่วโมงจะถึงเวลาเปิดร้าน หากไปตอนนี้ต้องได้นั่งดูพวกเขาทำงานกันแน่ๆ คิดได้ดังนั้นจึงกุลีกุจอลุกขึ้นคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจสะพายหลังวิ่งไปถามทางกับคนดูแลรีสอร์ต
เพราะคุยภาษาไทยไม่รู้เรื่องจึงจบที่ภาษามือ แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคใหญ่เพราะนวัตกรรมล้ำสมัยมีสิ่งที่เรียกว่ากูเกิ้ลแมพ แม้จุดที่ปักจะไม่ขึ้นชื่อร้านที่ว่า แต่คนดูแลรีสอร์ตนั่งยันนอนยันกับเธอว่าดูจากแผ่นที่ในภาพไม่ปักหมุดใส่มือถือให้ผิดแน่นอน
ถ้าเรน่าหลงทางจะกลับมาวีน!
ระยะทางจากรีสอร์ตถึงจุดหมายห่างกันเพียงหนึ่งกิโลเมตรนิดๆ แถมจุดพักระหว่างทางที่น่าแวะดูก็มีหลายจุด ทั้งมินิมาร์ต ร้านขายของฝาก อย่างน้อยซื้ออะไรติดไม้ติดมือไปให้เขาหน่อยก็อาจจะเป็นการสานสัมพันธ์ที่ดี
เรน่าเสียเวลาในมินิมาร์ตพอสมควร ขนาดที่ว่าตอนเธอมาถึงมีหมาไอ้โรมนอนอยู่หน้าประตู แต่พอออกมามันก็ไม่อยู่แล้ว นึกถึงชื่อหมาแล้วก็รู้สึกผิดกับพี่ชาย แต่ช่างมันเถอะ ขนาดคนเรายังชื่อซ้ำกันเยอะแยะ...เนอะ -_-;
เรียวขาสวยใต้กางเกงยีนขาสั้นขาดๆ เดินเข้าซอยข้างมินิมาร์ตเพื่อมุ่งหน้าลงไปยังหาดในเวลาห้าโมงเย็น เหมือนที่นี่จะเป็นแหล่งรวมร้านมีบาร์ริมทะเลเพื่อนต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มีทั้งร้านใหญ่ ร้านเล็ก กึ่งผับกึ่งร้านอาหาร แถมยังเปิดเพลงเรียกลูกค้ากันแบบไม่มีใครยอมใคร
แล้วไอ้ร้านนั่นมันอยู่ที่ไหน!!
คนตัวเล็กเดินลากขามาถึงท้ายหาด กระทั่งเห็นโดโด้กำลังยืนก่อไฟหน้าเตาบาร์บีคิวโดยมีผู้ชายอีกคนเดินเช็ดโต๊ะ
ไร้เงาพี่คนหล่อ
เรน่าหยุดและยืนเงยหน้ามองศาลามุงหญ้าคาแบบเปิดโล่งสี่ทิศ มีการต่อไม้ไผ่ยื่นออกมานอกศาลาทำเป็นโต๊ะบาร์แบบนั่งสนทนากับบาร์เทนเดอร์ได้ และมีโต๊ะสำหรับแขกเพียงสี่ห้าโต๊ะเท่านั้น
ที่นี่เป็นเพียงติกิบาร์ (Tiki bar) หรือบีชบาร์ตามเกาะเขตร้อน ไม่ใช่ร้านใหญ่โตหรูหราหมาเห่าแบบที่คิดเอาไว้
ให้ตาย...ร้านเล็กมาก รับลูกค้าได้แค่นี้แล้วเมื่อไหร่จะรวย
“พี่~!!”
เธอวิ่งไปหาคนที่กำลังจุดไฟหน้าเตาย่างฉายรอยยิ้มน่ารักสดใสเป็นการตีสนิท ผู้ชายคนนั้นดูจะตกใจเมื่อเห็นหน้าเธอ หันรีหันขวางเลิ่กลั่กกับผู้ชายอีกคนไม่หยุด
“อะ อ้าว น้อง! เออว่าไง เจอกันไวเนอะ เพิ่งแยกกันเอง -_-;”
“พี่คนหล่อล่ะ”
เธอมองหาเขาทั้งหาด อยากรู้ว่าเขาทำงานตำแหน่งอะไร พนักงานเสิร์ฟ พ่อครัว หรือผู้จัดการหรืออาจจะเป็นเจ้าของ!!
แต่เขาบอกว่าจนนี่นา...
“ละ ลูกพี่เหรอ ไปเอาลังโซดาที่รถน่ะ”
เขาตอบเธอเสร็จก็รีบส่งสัญญาณกวักมือกับเพื่อนอีกคนที่กำลังยืนเช็ดโต๊ะให้เข้ามาช่วยกันรับมือแขกไม่ได้รับเชิญ ผู้ชายคนนั้นเมื่อเห็นหน้าเธอก็เอาแต่ยืนตัวแข็ง ยังไม่ทันได้ถามไถ่อาการประหลาด คนที่หญิงสาวตามหาก็เดินเข้ามา นั่นทำให้เรน่าเลิกสนใจสองคนนั้นทันที
“พี่~!!”
เธอวิ่งเข้าไปเกาะแขนเขาแน่น แม้จะแปลกใจที่เขาไม่ได้ตกใจเมื่อเห็นหน้าเธอ แต่เรน่าก็เลือกที่จะไม่ถามซอกแซกเพราะเธอไม่ได้สนใจอยากรู้ มือเล็กหยิบใบปลิวขึ้นมาชูอวดคนตัวสูง เฉลยเป็นนัยว่ามาที่นี่ถูกได้อย่างไร
“เก่งหรือเปล่า เรน่าเห็นมันหล่นมาจากแพ็กน้ำดื่มที่พี่ยกเข้าห้อง” เธอมองหน้าเขาสบตารอคำชื่นชมที่สามารถมาด้วยตนเองได้ ไม่ลืมจะถามเรื่องคาใจอย่างตรงไปตรงมา “ร้านพี่หรือเปล่า”
“เปล่า”
“อ้าว...”
คนที่อ้าวไม่ได้มีแค่เธอ แต่อีกสองคนที่ยืนหัวโด่อยู่ต่างก็ร้องเป็นเสียงเดียวกัน
เอ๊ะ...
“ร้านพี่เจมส์บอนด์” เขาชี้นิ้วไปยังคนถือผ้าขี้ริ้วพร้อมแนะนำตัวอีกฝ่าย “คนนี้เจ้านายของฉัน”
เรน่าหันขวับมองหัวจรดเท้า เธอไม่ได้ดูถูกคนอื่นเป็นนิสัย ปะป๊าสอนว่าทุกคนสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ เพียงแต่ใบหน้าเหลอหลาของอีกฝ่ายมันไม่น่าเชื่อถือ
“โกหกหรือเปล่า”
“ฉันจะโกหกเธอทำไม -_-”
“ก็...”
“ไอ้โดโด้!! ลูกค้ามาแล้วเมื่อไหร่เตาบาร์บีคิวมึงจะจุดไฟติด!!”
ไม่ทันจะได้ให้เหตุผล ผู้ชายที่เขาบอกว่าเป็นเจ้าของร้านก็ชี้นิ้วตะโกนใส่อีกคนด้วยภาษาที่เธอเข้าใจด้วย
ร้านนี้เริ่ดไม่ไหว คุยภาษาอังกฤษเวลางานด้วย
“ที่นี่เป็นร้านลับพวกคนต่างชาติ ส่วนมากที่มาก็เป็นฝรั่งไม่ก็ญี่ปุ่น” เสียงทุ้มอธิบายเมื่อเห็นท่าทางงุนงงของเธอ
“แบบนี้นี่เอง ดีเลย...เรน่าจะได้ไม่เหงา อยู่ห้องคุยแต่กับเอไอ น่าเบื่อตายชัก” เธอชักแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นข้ออ้าง
ตั้งใจโกหกหน้าด้านๆ ให้เขาจับได้ว่ากำลังโกหก เพื่อให้รู้ตัวเสียทีว่าเธอสนใจและตามเขามา
“ร้านพี่รับพนักงานเพิ่มไหม เรน่าจะไม่มีเงินเหลือแล้ว”
“รับแต่ลูกค้า แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ร้านของฉัน”
“เรน่ามาช่วยงานที่ร้านแลกกับข้าวเย็นได้ไหม เหลือเงินแค่ห้าพัน ถ้าไม่มีงานทำต้องหิวข้าวตายจนต้องขายตัวแน่เลย”
เธอเกือบถามต่อว่าเขาซื้อหรือเปล่า แต่ซิดนีย์บอกว่าแรดมากกว่านี้ตำรวจที่ไทยจะจับจึงต้องสงบปากสงบคำเอาไว้
“กลับประเทศไปดิ ไปให้พ่อแม่เลี้ยงไง”
เขาออกมาไล่ไร้ความเอ็นดูจนเธอน่าเหวอ แบบนี้ต้องเรียกความน่าสงสารให้มากกว่านี้ ซิดนีย์บอกว่าคนไทยขี้สงสาร ขนาดคนเจนเอไอภาพควายแปดขา หมาออกลูกเป็นแมวยังบริจาคแบบไม่ตรวจสอบอื้อซ่า
“พี่รับเรน่าทำงานหน่อยนะ เรน่าต้องหาเงินไปจ่ายค่ารีสอร์ต”
“ก็บอกว่าไม่ใช่เจ้าของร้าน -_-”
“ฮึก! ระ เรน่าต้องออกจากประเทศมาทำงานหาเงินที่ไทย ที่บ้านเป็นหนี้...ไม่อย่างนั้นบ้านที่เป็นมรดกเดียวจะถูกธนาคารยึด”
เธอปั้นน้ำเป็นตัวร้องไห้กระซิกๆ แต่งเรื่องจากพล็อตนิยายโรมานซ์สุดคลาสสิกที่อ่านผ่านตาบ่อยๆ ไม่สนใจด้วยเหตุและผลใดๆ ด้วยซ้ำว่าหากคนคนหนึ่งเป็นหนี้จริง เหตุใดต้องทิ้งเงินยูโรมาหาเงินบาท
เขาเลิกคิ้วมองเชิงตั้งคำถาม คนตัวเล็กจึงรีบหลบตาส่งเสียงร้องไห้ดังฮือๆ กดดันเพิ่มไปอีก
“เอ้า!! ยืนจีบกันอยู่ได้ ไปทำงานสิวะ!!”
คนตัวเล็กสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงแหบห้าวของเจ้าของร้านดังขึ้นมาขัดจังหวะ เมื่อกี้เขามองว่าเธอกับพี่คนหล่อจีบกันเหรอ
เซ้นส์ดี สมกับเป็นเจ้าคนนายคน
“ไหนลังโซดา มึงไปยกสิ! จะเปิดไหมร้านน่ะ!!”
เขาชี้นิ้วสั่งพี่คนหล่อจ๋าเสียงเข้ม เรน่ามองตามนิ้วเจ้าของร้านที่กำลังชี้หน้าคนที่เธอจีบ ส่วนโดโด้ที่กำลังก่อไฟบาร์บีคิวอ้าปากเหวอทำตัวเลิ่กลั่กมองการกระทำเจ้าของร้านสลับกับคนที่ยืนข้างเธอ
“ครับ ลูกพี่เจมส์บอนด์”
คนถูกชี้นิ้วสั่งให้ไปยกลังรับคำสั่งอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เดินหันหลังไปยังรถกระบะคันสีส้มคุ้นตา เรน่าจึงไม่ลังเลที่จะวิ่งตามอีกฝ่ายไป
คล้อยหลังคุณหนูทายาทมาเฟีย บอดีการ์ดสองนายถอนหายใจทรุดตัวนั่งกับพื้นทรายหมดเรี่ยวแรง
ฟู่ววว...
อย่างแรกพวกเขาไม่คิดว่าเธอจะเจอใบปลิวที่แอบสอดไว้กับน้ำดื่มเร็วขนาดนี้ ตั้งใจจะเปิดร้านหาเครดิตสักสองสามวันเพื่อความแนบเนียน ประการที่สอง คือ ไม่คิดว่าเจ้านายจะโบ้ยให้เจมส์บอนด์กลายเป็นเจ้าของร้าน คนไม่เคยแม้แต่จะขึ้นเวทีงานโรงเรียนจึงแอ็กติ้งใหญ่เพราะเกรงจะโดนผู้เป็นนายลงโทษว่าเล่นไม่สมบทบาท
“ไอ้เหี้ยเจมส์!! มึงชี้หน้าบอส”
แถมยังเสียงดังวางมาดใส่ และขึ้นกูขึ้นมึงแบบกอดคอเล่นหัว
“หะ ให้กูทำไงล่ะ เช็ดโต๊ะอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเจ้าของร้าน ตกใจตายห่า!” ยอมรับก็ได้ว่าเขาล่ก เพราะนี่คือครั้งแรกที่เห็นเรน่า เออร์วินโต รูซโซระยะประชิด “เราต้องตามน้ำบอสอีกนานแค่ไหนวะ”
“จนกว่าบอสจะพอใจ”
“หัวใจกูวายตายห่าไปก่อน ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กูจะกลายเป็นอะไรอีก”
บรีฟแรกที่ได้รับคือพนักงานร้านเหล้าริมทะเล ไม่นึกว่าจะเป็นระดับเจ้าของร้าน
หาทำจริงเจ้านายพวกกู!!
🐙☁️👑
