บทที่ 2 BLUE 1 | คลาวด์ คริษฐ์
หนึ่งปีต่อมา ณ กรุงปารีส
เวลาเก้านาฬิกาตามเวลาของฝรั่งเศส มู่ลี่หน้าต่างสีขาวภายในห้องทำงานผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของลุกซ์ ลิมิเต็ดถูกเปิดออกโดยฝีมือของเจ้าของห้อง เพื่อรับแสงแดดในยามเช้าช่วงเช้าของฤดูใบไม้ร่วง
ใบหน้าภายใต้แว่นสายตาสั้นของลีออน กรอสเวอร์เนอร์เรียบเฉย ผู้อำนวยการหนุ่มอายุน้อยกำลังปล่อยหัวใจให้ผ่อนคลายไปกับการยืนจิบกาแฟดำขณะมองทิวทัศน์สีทองของหอไอเฟลซึ่งอยู่ไกลออกไป ที่นี่คือสำนักใหญ่ของลุกซ์ ลิมิเต็ด ตึกสูงห้าสิบชั้นกลางย่านธุรกิจทางฝั่งทิศตะวันตกของกรุงปารีสที่ชื่อว่าลาเดฟ็องส์ (La défense)
หนึ่งปีหกเดือนกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มรูปแบบ เคี่ยวเข็ญตนเองจนจบปริญญาตรีด้านการเงินในวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ และรับหน้าที่ดูแลการเงินของลุกซ์ ลิมิเต็ดได้อย่างไร้ข้อกังขา หวังอย่างยิ่งว่าความสามารถของตนเองจะช่วยผลักดันให้คลาวด์ คริษฐ์ พี่ชายที่รับช่วงต่อจากบิดาลำพังมาหลายปี ก้าวไปข้างหน้าได้เหนือกว่าเส้นทางที่บิดาสร้างเอาไว้
ก๊อกๆ
“ขออนุญาตค่ะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานจากคนที่อยู่นอกห้องทำให้ผู้อำนวยการหนุ่มใจคอไม่ดี เขาจำได้ว่านี่คือเสียงของมาร์กาเร็ต เลขาหน้าห้องของพี่ชาย สาววัยไล่เลี่ยกับคริษฐ์ที่มักจะสวมแว่นตาทรงกลมและมวยผมฟูฟ่องเหมือนแกะที่ทุ่งหญ้าสวิตเซอร์แลนด์
ไม่รู้ว่าคลาวด์จ้างเอาไว้เพราะทำงานเก่งหรือเชื่องกันแน่...
“เชิญครับ”
ลีออนตอบรับด้วยน้ำเสียงสุภาพ พยายามผ่อนปรนลมหายใจออกทางปากอีกแรงบรรเทาอาการตื่นเต้นระหว่างเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง แต่เพียงแค่มาร์กาเร็ตยื่นแฟ้มหนังสีดำลงบนโต๊ะทำงาน หว่างคิ้วใต้แว่นสายตาก็ขมวดพร้อมกับแค่นหัวเราะกับโชคชะตา
ฟู่...
ริมฝีปากสีแดงซีดพ่นลมร้อนระงับความคุกรุ่นที่เริ่มก่อตัว พยายามตั้งสติเปิดมันดูจนแน่ใจว่านี่คือแฟ้มที่ต้องให้พี่ชายเป็นผู้เซ็นรับรองไม่ใช่เขา
แม่งเอ๊ย...
“คลาวด์...บอสไปไหน” เขาเหยียดยิ้มมองแฟ้มแล้วแสร้งขำกับเรื่องตลกร้ายยามเช้า สรรพนามที่เรียกกันในครอบครัวเผลอหลุดออกมาทั้งที่ไม่เคยพลาด
ในเวลางานพี่ชายที่ตนเองเคารพคือ 'คริษฐ์ กรอสเวอร์เนอร์' บิดาย้ำนักย้ำหนาว่าชื่อ 'คลาวด์' อนุญาตให้เรียกกันเฉพาะในเวลาครอบครัว
“อ่า...บอสพักร้อนค่ะ”
พักร้อน...อีกแล้ว
ลุกซ์ ลิมิเต็ดเป็นบริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรที่ชื่อว่ามนุษย์ นอกจากวันหยุดราชการตามกฎหมายแรงงานจำนวนสิบเอ็ดวัน ยังมีสวัสดิการพักร้อนประจำปีอีกสามสิบวันเต็มแม็กซ์อย่างที่ไม่มีบริษัทใหญ่เจ้าไหนกล้าให้ นั่นก็เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของพนักงาน
แต่นับตั้งแต่เขาเข้ามาทำงานและได้ศึกษาประวัติการลาหยุดพนักงานย้อนหลังของพนักงานห้าปี มีอยู่หนึ่งคนที่ใช้มันได้คุ้มค่าทุกชั่วโมงทุกนาที แบบไม่แคร์ว่าตัวเองดำรงตำแหน่งอะไรอยู่
‘คริษฐ์ กรอสเวอร์เนอร์’ พี่ชายของเขาเอง...
สี่ปีก่อนบินไปรัสเซียเพื่อไปเที่ยวขั้วโลกเหนือ สองปีต่อมาหยุดยาวติดต่อกันสองสัปดาห์เพื่อไปกางเต็นท์ดูสิงโตออกลูกที่สะวันนา ยังไม่นับการพักร้อนเล็กน้อยสามสี่วัน หรืออ้างเหตุผลว่ากลับไปดูงานที่ไทย เพื่อหาเวลาดำน้ำแข่งกับปลาโลมา
ตลอดชีวิตของลีออน เขากล้าบอกได้เลยว่ายังไม่เคยเจอใครใช้ชีวิตได้สุดตีนเท่าพี่ชายของเขามาก่อน
“แล้วคราวนี้ไปไหน” คนเป็นน้องอดถามไม่ได้ จำได้ว่าปีนี้เขายังไม่ลาหยุดไปทำเรื่องไร้สาระที่ว่า
นึกว่าจะเลิกนิสัยนั้นแล้ว -_-;
“เมืองไทยค่ะ แต่ไม่ได้แลนด์ดิ้งลงที่กรุงเทพ”
มาร์กาเร็ตตอบพลางพยายามนึกชื่อสถานที่ที่ว่า แต่ชื่อสถานที่ในประเทศไทยนั้นคงออกเสียงยากเกินไปสำหรับชาวต่างชาติ ขนาดเขาเองที่มารดาเป็นคนไทยยังฟังไม่ค่อยจะเข้าใจ หากไม่นับมารดาที่เป็นคนไทยและพี่ชายที่เติบโตใช้ชีวิตที่ไทยมาห้าปี คนในบ้านที่รู้ภาษาไทยชัดแจ่มแจ๋วก็มีเพียงบิดาเท่านั้น
“ไม่เป็นไร แล้วได้บอกแพลนรอบนี้หรือเปล่า” เขาสามารถเดาความคิดพี่ชายได้จากแพลนในการท่องเที่ยวและระยะเวลา
ก็บอกแล้วไงว่าชินแล้ว -_-;
“เอ่อ บอสพักร้อนสามสิบวัน และลาหยุดแบบอันเพดอีกสามสิบวันค่ะ”
“ฮะ!!”
คนเป็นน้องตกใจกับเรื่องใหญ่ที่ได้ฟัง เพราะคราวนี้พี่ชายของเขาเล่นหายเข้ากลีบเมฆสองเดือนเต็ม
“เอ่อ... ผู้อำนวยการจะฟังต่อไหมคะ”
“พูดมา...”
ขนาดนี้แล้ว
“สถานที่ก็...” เลขาสาวเปิดโทรศัพท์ตนเองที่มีประวัติการค้นหาสถานที่ ตามด้วยการออกเสียงอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เกาะ...เอ่อ...เกาะกูเผ็ด”
“ภูเก็ต -_-”
“ชะ ใช่ค่ะ ภูเก็ตไอส์แลนด์”
“แล้วทีมทไวไลต์...”
“ไปยกทีมค่ะ”
เวร!
ตระกูลกรอสเวอร์เนอร์มีหน่วยอารักขาลูกทั้งสาม โดยชื่อทีมนั้น ลูเซีย กรอสเวอร์เนอร์ผู้เป็นบิดาเป็นผู้ตั้งให้
ทไวไลต์ (Twilight) คือกำลังพลที่แข็งแกร่งที่สุด เหมาะสมที่จะติดตามดูแล คลาวด์ คริษฐ์ ทายาทอันดับหนึ่งของตระกูล
ซันไรส์ (Sunrise) บอดีการ์ดชายและหญิงจำนวนกึ่งหนึ่งของทไวไลต์ รับหน้าที่ดูแลและคอยเอาอกเอาใจน้องสาวฝาแฝดของเขา...ลีอาห์ กรอสเวอร์เนอร์
และสุดท้ายคือ ซันเซ็ต (Sunset) บอดีการ์ดและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลลับ จำนวนพลน้อยที่สุดในบรรดาที่เหลือ แต่เป็นหน่วยแรกๆ ที่มักจะได้สายข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของคู่แข่งทางธุรกิจ เพื่อให้เขาหาทางป้องกันได้ทันท่วงที
พี่ชายของเขาหอบบอดีการ์ดกลับไทยยกแก๊งแบบนี้ไม่ดีแน่ คนอย่างคลาวด์ประนีประนอมยิ่งกว่าใครในครอบครัว ดังนั้นการเอาคนพวกนี้ไปใช้งานต้องมีแผนการหรือไม่ก็วิธีใช้งานแผลงๆ
“แล้วรู้ไหม...”
“ไม่ทราบค่ะ!”
“ยังไม่ได้ถาม -_-”
“ดิฉันไม่ทราบเรื่องอื่นแล้วค่ะ บอสสั่งไว้แค่นี้” เลขาสาวหน้าห้องยิ้มแหย
ส่วนคนที่ต้องพยุงกิจการใหญ่ระดับโลกลำพังก็ได้แต่ยกกาแฟขึ้นจิบแก้เซ็ง
“ให้มาร์กาเร็ตเติมกาแฟให้...”
“ไม่ต้อง -_-!”
“แหะ ^^~”
×××
บอดีการ์ดทีมทไวไลต์กำลังเอนกายพักผ่อนภายในห้องโดยสารภายในเครื่องบินส่วนตัว ผู้โชคดีสี่คนตื่นเต้นจนไม่อาจปิดอาการ หลังได้รับเกียรติให้นั่งเครื่องบินที่เจ้านายทำหน้าที่กัปตัน
บอดีการ์ดสองนายในชุดสูทสีดำเนี้ยบมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะเบนสายทางไปยังห้องนักบินด้วยความห่วงใยผู้เป็นนาย
“ไอ้โด้ ข้างนอกมันขุ่นๆ ขาวๆ ฝุ่น PM ลงไทยเหรอวะ”
“มันคือแป้ง”
“ฮะ!?”
“มีข่าวโรงงานแป้งไฟไหม้ แป้งมันเลยลอยในอากาศมั้ง”
“อ้อ...” คนไม่ได้กลับบ้านเกิดนานพยักหน้ากับเพื่อนสนิท หันไปมองลูกน้องคนสนิทของบอสที่เพิ่งเปิดประตูห้องน้ำกลับมานั่งประจำที่
“ลูกพี่คาสนั่งชิลเลย”
โดโด้เอ่ยทักลูกน้องคนสนิทของเจ้านายที่พ่วงหน้าตำแหน่งหัวหน้าหน่วยของตนเองหลังจากเห็นคาสเซิล โคแมร์ออกมาจากห้องน้ำ
“แกชินแล้วมั้ง”
“ต้องนั่งกี่ครั้งถึงจะชิน กูนั่งมาสามครั้งแล้วใจสั่นยันตูด” เจมส์บอนด์ที่ดวงดีบ่อยๆ เอ่ยออกมา มิวายชะเง้อคอมองไปยังห้องนักบินซึ่งปิดประตูแน่นหนาป้องกันการถูกรบกวน “แล้วบอสจะขยันอะไรนักหนา เมื่อวานก็ทำงาน วันนี้ยังมาขับเครื่องบินอีก ชีวิตแกเคยนั่งหายใจทิ้งกับเขาบ้างไหม”
“ไอ้เจมส์อย่านินทาบอส!!” โดโด้ชิงตบหัวเพื่อนดังผลัวะ หลังจากเห็นสายตาเพชฌฆาตของคาสเซิล
แต่ก็อย่างที่เจมส์บอนด์บอก คริษฐ์ไม่เคยอยู่เฉย เขานอนหกชั่วโมงต่อวันนับตั้งแต่รู้ตัวว่าเป้าหมายของตนเองคืออะไร
ใช้ชีวิตแบบไม่เสียเวลาแม้แต่หนึ่งวินาที ไม่เคยพลาดนาทีที่สำคัญทุกช่วงเวลาชีวิตที่วางแผนเอาไว้ เป็นบอสที่โคตรเท่สำหรับลูกน้องอย่างพวกเขา
ขวดน้ำแร่ยี่ห้อประจำตัวสองขวดถูกลูกน้องคนสนิทหยิบออกจากชั้นวางเครื่องดื่มในห้องโดยสารขึ้นมาเปิดฝาเกลียว คาสเซิลเปิดประตูห้องนักบินก่อนจะยื่นน้ำดื่มให้ผู้เป็นนาย
“น้ำครับบอส” เขายื่นมันให้คนที่นั่งบนเก้าอี้กัปตันและส่งอีกขวดให้นักบินผู้ช่วย “ถ้าเหนื่อยให้ผู้ช่วยมาขับแทนดีไหมครับ”
คนทำงานด้วยกันมานานรู้ดี ผู้เป็นนายเพิ่งเช็กคุณภาพเครื่องดื่มที่กำลังจะวางจำหน่ายเมื่อเย็นวาน และเช้านี้ยังต้องขับเครื่องบินข้ามทวีป เขาจะห่วงว่าจะมีแอลกอฮอล์เหลือติดค้างในร่างกายเจ้านายตนเอง
“ไม่ได้เหนื่อย” เขาตอบความหวังดีของลูกน้อง หลังจากดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “ไม่นอนกันเหรอ”
“พวกเราเป็นห่วงบอสครับ”
“ไม่มีอะไรให้ห่วง ไปนั่งที่เถอะ”
ใบหน้าหล่อเหลาบอกลูกน้องตนเองพร้อมรอยยิ้มตามแบบฉบับคนใจดี ทว่าคาสเซิลยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ มาเฟียหนุ่มจึงชำเลืองหางตามองคนยืนค้ำหัวอีกครั้ง
“ถ้าไม่กลับไปนั่งที่จะไล่ลงจากเครื่องนะ”
กระเป๋าร่มชูชีพถูกหยิบออกมาจากช่องเก็บของนักบิน บอดีการ์ดหนุ่มตกใจหน้าเหลอหลา รีบคว้ามันมาเก็บเข้าที่ก่อนจะก้มศีรษะขออภัยผู้เป็นนาย
“ขอโทษครับ กลับไปนั่งที่แล้วครับ”
“ก็ไปสิ”
คาสเซิลปิดประตูห้องนักบินกลับมานั่งที คล้อยหลังลูกน้องคนสนิท คริษฐ์ก็หัวเราะกับผู้ช่วยนักบินที่มาพร้อมตนเองลั่นห้องนักบิน
คาสเซิลเป็นคนตลกและหัวไว คริษฐ์เลือกเขามาเป็นคนสนิทก็ด้วยเหตุผลนี้ จำได้ดีว่าในวันที่บิดาให้ตัดสินใจเลือกคนที่จะมาเป็นแขนขา คาสเซิลคือคนที่ยอมก้มหน้าทำตามคำสั่งเขาโดยไม่แม้แต่จะปริปากบ่น ต่างจากบอดีการ์ดคนอื่นที่ชอบถามหาเหตุผล ไม่เข้าใจก็จะยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
มาร์กาเร็ตที่เป็นเลขาก็เช่นกัน ถึงจะเชื่องช้ากว่าคาสเซิลหลายเท่าตัวแต่ก็หัวอ่อนและคุยง่าย สั่งไม่ให้พูดก็ไม่พูด
เขาไม่ใช่คนชอบพูดซ้ำสองหรือสาม ไม่ชอบความวุ่นวายจึงไม่ค่อยรวมกลุ่มกับมาเฟียวัยเดียวกัน ลำพังแค่ต้องคอยคุมบอดีการ์ดทีมทไวไลต์เกือบร้อยนายก็เหนื่อยจะแย่
ในตอนที่ตัดสินใจขึ้นรับตำแหน่งต่อจากบิดาก็ดันลืมถาม เพราะป๊าดันต่อรองว่าถ้ายอมเป็นคนสืบทอดกิจการต่อจะไปขอลูกสาวอาราฟาเอลให้
ความรักทำให้คนตาบอดจริงๆ :'D
🐙☁️👑
