บทที่ 11 Ep. 11
“ลุงขอเป็นตัวแทนหลวงพ่อ อวยพรให้หลานทั้งสองจงครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป พอถึงคราวชีวิตมีอุปสรรคหรือมีปัญหา ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสยังไง ก็ให้ช่วยกันฝ่าฟันมันไปด้วยกัน อย่าทอดทิ้งกัน อย่าโทษกัน ดรณ์เป็นผู้ชาย เป็นผู้นำครอบครัวและเป็นผู้ใหญ่กว่าน้องก็ต้องหนักแน่น หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องปล่อยผ่าน ส่วนหนูเว ในฐานะช้างเท้าหลัง อันไหนดีก็ให้ตาม อันไหนเห็นว่าไม่ดีหรือไม่เหมาะก็ต้องคอยห้ามคอยแย้งนะลูก แล้วที่สำคัญมาก อย่าลืมรีบมีเหลนให้ลุงอุ้มไวๆ ด้วยล่ะ”
อาภาภัทรก้มลงกราบแทบเท้าของลุงเขา เมื่อรับหน้าที่อวยพรเป็นคนสุดท้าย จากนั้นผู้ใหญ่ทุกคนก็ออกจากห้องไป ก่อนไปคุณภัทราก็ไม่วายหันมาหาหลานทั้งสอง แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับ
“อย่าลืมคำยายนะจ๊ะ ว่าคืนนี้ห้ามออกจากห้องหอเด็ดขาด อนุญาตให้แค่ทีมงานกับช่างผมเข้ามาช่วยพอ เสร็จแล้วก็ให้รีบออกไปนะ”
“ค่ะ” และทีมงานกับช่างที่คุณยายว่านั้น ก็ยืนรออยู่หน้าห้องเรียบร้อยแล้ว
“ขออนุญาตคุณดรณ์สักชั่วโมงนะคะ ระหว่างรอก็กินอะไรไปก่อนค่ะ เพราะวันทั้งวันคุณดรณ์กับคุณเวแทบไม่กินข้าวเลย เดี๋ยวจะเป็นลมค่ะ”
ทีมงานเข้ามาเอ่ยเสียงนุ่มหู พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ส่วนทีมงานอีกคนก็เดินเข้ามาพร้อมถาดสำรับอาหาร เอาไปตั้งไว้โต๊ะเล็กๆ ริมหน้าต่างมองลงไปเห็นวิวสระว่ายน้ำ อาภาภัทรถูกช่างพาไปนั่งหน้าตู้เครื่องแป้ง เพื่อล้างเครื่องสำอางกับจัดการกับผมที่เกล้าไว้ และมีกิ๊บดำนับร้อยตรึงอยู่ทันที
“เจ็บนิดหนึ่งนะคะคุณเว สัญญาว่าพี่จะทำเบามือที่สุดค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ดรณ์ถอดสูทพาดไว้กับเก้าอี้อีกตัวที่ว่าง ก่อนจะทรุดกายลงนั่ง สำรับอาหารไม่ดึงความสนใจมากเท่าไวน์ในถังแช่ นึกขอบคุณทีมงานไม่น้อยที่สรรหามาไว้ให้ ราวกับรู้ว่าเขาอยากได้อะไรมาคลายเครียดก็ไม่ปาน อันที่จริงถ้าเป็นวิสกี้จะดีไม่น้อย แต่ทีมงานคงจะเกรงใจคุณภัทราหรือไม่ก็แม่ยายเขา ถึงได้เอาอะไรเบาๆ มาแทน
ขณะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาคู่คมก็จ้องไปยังแผ่นหลังขาวนวลเนียน ที่ชุดเว้าตั้งแต่ช่วงไหล่ลงไปหาเอวคอด ทำเอาผู้ชายแทบทั้งงานมองตามชนิดตาไม่กะพริบมาแล้ว
แม้ความโกรธยังครอบงำในหัวใจอยู่มากมาย แต่ให้ตายดิ้น! ร่างกายส่วนล่างของเขา กลับเต้าเร่าๆ อยากลิ้มลองอีกครั้ง หลังจากเมื่อวานได้ไปแล้วรอบหนึ่ง
เขาเกลียดตัวเองมาจนถึงวินาทีนี้ ที่ดันเลือกใช้วิธีสั่งสอนเจ้าหล่อนผิดถนัด เพราะไอ้ลูกชายตัวน้อยมันดันไม่ยอมเชื่อฟัง หรือไม่ยอมรับรู้ว่าพ่อโกรธมากแค่ไหน
เพียงแค่ได้ชิมครั้งเดียว มันก็ติดใจดันเรียกร้องอยากชิมอีก จนเขาต้องกลับมาพร้อมสัญญาบ้าๆ นั่น แทนการโทรสั่งทีมจัดงานให้ยกเลิกทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก
ผมยาวสลวยสวยนุ่มที่เขาเคยได้กอบกุมเอาไว้นั้น ช่างฉลาดคิดด้วยการจับมาบิดเป็นเกลียวช่อเล็กๆ แล้วม้วนเก็บไว้บนศีรษะอย่างสวยงาม ประดับด้วยดอกคาเนชั่นขนาดเล็กชมพู สลับสับหว่างกับไข่มุกแท้ ที่เขาเป็นคนควักกระเป๋าซื้อจากร้านเพชรเจ้าประจำแบบไม่เสียดายเงินสักนิด
รวมทั้งชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่น ที่เขายอมควักกระเป๋าจ่ายให้เจ้าหล่อนกับแม่บินไปถึงฝรั่งเศสหาดีไซเนอร์มือดีแล้วสั่งตัด เขาต้องยอมรับว่ามันแพงระยับ แต่อีกครั้งที่ตอนนั้นเขายอมจ่ายเพราะรักเจ้าหล่อนมากมาย
‘รัก’
คำนี้เกิดขึ้นตอนไหนกันนะ และแทบไม่ต้องคิด เขาก็มีคำตอบให้ตัวเองแล้ว ว่ามันเกิดขึ้นในครั้งที่สองเมื่อได้เห็นใบหน้าสวยหมดจดจะจะ ในงานกาล่าดินเนอร์การกุศลแห่งหนึ่ง
ซึ่งวันนั้นเขาไม่คิดจะไปร่วมสักนิด แต่ก็มีใครบางคนทำให้เขาเบื่อ จนต้องยอมเปลี่ยนใจ แต่งตัวไปในนาทีสุดท้าย แล้วโทรจองตัวเลขาคู่กายให้เป็นคู่ควงแทน
แต่งานก็ทำเขาเบื่อกว่าเดิม เมื่อต้องไปเจอกับผู้คนหน้าเก่าๆ แล้วใส่หน้ากากเข้าหากัน เขายอมรับว่าเกลียดบรรยากาศแบบนั้นสุดๆ แต่ก็จำต้องฝืนทนมาตลอดเมื่อมันจะทำให้ได้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาในบางครั้ง
ขณะยืนรอเข้าไปนั่งโต๊ะนั้น อยู่ๆ ความเบื่อของเขาก็พลันมลายหายสิ้น เมื่อผู้คนในงาน โดยเฉพาะพวกผู้ชาย ต่างพากันหันไปยังประตูสุภาพสตรีกับการแต่งกายหรูหราและดูแพงสี่คนกำลังเดินเข้ามา
สองคนที่หน้าอ่อนกว่าอายุไปเป็นสิบปีเพราะมีดหมอนั้นเขารู้จักมักคุ้นดี เพราะเป็นสาวสังคมไม่เคยพลาดงานที่ได้ให้แต่งตัวสวยๆ โปรยเสน่ห์ให้ผู้ชายไปทั่ว
ส่วนสองสาวที่ใบหน้ากับหุ่นนั้นละม้ายคล้ายกัน จนบอกได้ในแรกเห็นว่าต้องเป็นพี่น้องมากกว่าจะเป็นแม่กับลูกกันนั้น เขาไม่รู้จักเอาเสียเลย คนที่อาจจะเป็นพี่หรือแม่อยู่ในชุดสีดำรัดรึงส่วนสัดเว้าโค้งให้เห็นชัดเจนนั้นสวยไม่เบา
ส่วนคนน้องหรือลูกสาวนั้น อยู่ในชุดราตรีเกาะอกสีขาวงาช้าง ใบหน้าสวยคมแบบนี้แทบไม่ต้องคิดว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะภาพยังติดตามาตั้งแต่ตอนอยู่สนามบินเมื่อหลายเดือนก่อน ชนิดยากจะลบเลือนออกไปได้ง่ายๆ
แถมยังคอยหลอกหลอนเขาทุกเมื่อเชื่อวัน และให้โกรธตัวเองที่วันนั้นน่าจะตามไปทำความรู้จักแล้วเอาเบอร์ติดต่อมาให้ได้ แม้เธอจะรีบสักแค่ไหน เชื่อแน่ว่าเขาจะใช้เวลาไม่เกินหนึ่งนาทีเท่านั้น แต่เขาดันพลาด และในค่ำคืนนั้นเขาสั่งตัวเองว่าจะต้องไม่พลาดซ้ำสองอีกเป็นอันขาด
“นั่นใครกันครับคุณสรวง”
เขาหันไปหาม่ายสาวพราวเสน่ห์ในวัยหกสิบแล้ว แต่หน้ายังเหมือนคนสี่สิบ ยืนถือแก้วแชมเปญอยู่ตรงหน้า และคุยอะไรที่ตอนนี้เขาฟังไม่รู้เรื่องแล้ว
“คุณดรณ์หมายถึงคนไหนกันล่ะคะ มีตั้งสี่สาว”
ม่ายสาวมองเขาแล้วทำท่าเย้านิดๆ
