บทที่ 12 Ep. 12
เขาไม่เอ่ยอะไรเอาแต่ยิ้มบางๆ ด้วยรู้ดีว่าคนถามเดาได้ว่าเขาหมายถึงใคร
“สรวงล้อเล่นค่ะ นั่นเพื่อนคุณดวงไงคะ เห็นว่ามาจากเชียงใหม่ ชุดดำคือคุณภาค่ะ เป็นแม่ของน้องเว คนชุดขาวน่ะค่ะ พี่เองก็เพิ่งรู้จักตอนไปงานเปิดโรงแรมคุณเมืองแมนเมื่อหลายเดือนก่อน เห็นว่าหนูเวมาช้า เพราะเครื่องดีเลย์แล้วรถยังติดอีก รู้สึกงานนั้นสรวงชวนคุณดรณ์แล้ว แต่บอกว่าติดธุระที่ทางใต้หรืออะไรนี่ล่ะค่ะ”
และนั่นน่าจะเป็นวันเดียวกับที่เขากับเธอเดินชนกันในสนามบิน เพราะแบบนี้เธอถึงได้รีบนัก เขาให้โกรธตัวเองที่ดันมีงานด่วนต้องรีบเข้าออฟฟิศไปจัดการ มันเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของบริษัทซึ่งช้าไม่ได้
“คุณภากับลูกเป็นคนเชียงใหม่ค่ะ รู้สึกจะสืบเชื้อสายมาจากเจ้านายทางเหนือด้วยนะคะ แม่คุณภาเป็นนัดดาของเจ้าอะไรสักอย่างสรวงก็จำไม่ได้ค่ะ เห็นว่ามีร้านอาหารด้วยนะคะ แต่สรวงยังไม่เคยไปลองชิม ครั้งก่อนคุณภาบอกสรวงว่ากำลังจะลองมาหาลู่ทางเปิดร้านอาหารที่กรุงเทพบ้าง แต่ไม่รู้ว่าทำอะไรไปถึงไหนแล้ว อยากให้สรวงพาไปแนะนำบ้างมั้ยคะ เผื่อไปเชียงใหม่จะได้ไปลองชิม”
ม่ายสาวจงใจจะหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แล้วหันมามองเขาด้วยสายตารู้ทัน เขาเองก็ไม่เอ่ยอะไรนอกจากยิ้ม ก่อนจะเดินตามไปยืนเผชิญหน้ากับสี่สาว
“คุณดรณ์! เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมมาได้ ดวงเห็นไม่ออกงานนานเป็นปีแล้วนี่คะ”
ดวงดาราที่เขารู้จักดีเข้ามากอดเขากลม เกินกว่าจะเป็นการทักทาย แต่เขาก็ชาชินแล้วกับการถูกพวกสาวแก่แม่ม่ายหาเศษหาเลยด้วยวิธีนี้แล้ว จากนั้นก็เป็นคิวของม่ายสาวที่จะแนะนำเขาให้รู้จักสองแม่ลูกอย่างที่ตั้งใจไว้
##### EP 12
“นี่คุณอาภา ดิษยากรกุล ชไนเดอร์ค่ะ คนสวยๆ ที่ทำเอาดวงกับเพื่อนหมองไปตามๆ กัน คือหนูเว อาภาภัทร ดิษยากรกล ชไนเดอร์ค่ะ ส่วนคนนี้ก็คุณดรณ์ เดชาโชติช่วง เจ้าของดีดีกรุปค่ะคุณภา”
“สวัสดีครับ”
เขารีบยกมือไหว้คนตรงหน้าที่คะเนอายุไม่น่าจะต่ำกว่าห้าสิบห้าหรือมากกว่า ส่วนหน้าตานั้นยังดูเหมือนคนสี่สิบต้นๆ จากนั้นก็ยกมือรับไหว้สาวสวย ที่มองเขาแล้วยิ้มมาให้พร้อมกับรีบไหว้เขาด้วยท่าทีนอบน้อม สาบานในตรงนี้ว่าเขาไม่เคยเห็นใครไหว้ได้สวยและเป็นธรรมชาติขนาดนี้มาก่อน
ชุดสีขาวที่เธอสวมใส่อยู่นั้น ตัดกับเครื่องประดับทับทิมสีแดงเข้าชุด ทั้งสร้อย ต่างหู กำไล ไปจนถึงแหวน และมันไม่ได้อยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายเสียด้วย เหตุผลเพราะอะไรกันแน่นะ ยังไม่มีใคร หรือมีแล้วแต่ยังไม่ถึงเวลาจับจอง งั้นเขาจะพอมีโอกาสลงสนามประลองฝีมือได้มั้ยนะ
“คุณภากับหนูเวทำร้านอาหารที่เชียงใหม่ค่ะ ถ้าคุณดรณ์ไปก็แวะอุดหนุนได้นะคะ บางทีอาจจะได้รับเกียรติจากเจ้าของร้าน เข้าครัวทำให้กินเองก็ได้นะคะ น้องเวฝีมือไม่เป็นสองรองใครค่ะ มั่นใจว่าถ้าคุณดรณ์ได้ลองชิมสักครั้งรับรองว่าต้องผูกปิ่นโตกับร้านอีกคนแน่ๆ เลยค่ะ”
ดวงดาราเอ่ยยิ้มๆ มือนั้นจับมือบางของสาวในชุดขาวเอาไว้
“คุณดวงก็โม้ไปค่ะ เวแค่พอถูๆ ไถๆ เท่านั้นเองล่ะค่ะ”
อาภารีบส่งสายตาปรามเพื่อนม่ายที่ออกจะอวดอ้างสรรพคุณลูกสาวของตัวเองเกินเหตุ
“อุ๊ยคุณภาก็ถ่อมตัวเกินไป ถูๆ ไถๆ อะไรกันคะ หนูเวจบเชฟจากสวิตเซอร์แลนด์เชียว คุณดรณ์ลองหาโอกาสไปชิมดูเองนะคะ แล้วมาบอกดวงทีว่าฝีมือพอถูๆ ไถๆ อย่างที่คุณภาบอกหรือเปล่า”
“ด้วยความยินดีครับ ว่าแต่ร้านคุณน้าชื่ออะไร อยู่แถวไหนครับ ผมไปเชียงใหม่บ่อยเหมือนกันนะครับ มีโอกาสจะแวะไปอุดหนุนครับ”
ปกติแล้วเขาควรจะเรียกคนตรงหน้าว่า ‘คุณภา’ เหมือนเรียกดวงดารากับสรวงสุดา แต่กลับไม่ ด้วยอยากให้ดูคุ้นเคยมากกว่าคนอื่นนั่นเอง ทำเอาสองม่ายสาวหันไปมองกันแล้วยิ้มแค่นั้น
“ร้านฟอเรสคาเฟ่ค่ะ อยู่แถวๆ ถนนเจริญรัตน์ ถ้าคุณดรณ์จะกรุณาไปเป็นแขกก็จะยินดีมากค่ะ แต่ฝากโทรบอกล่วงหน้าสักนิดนะคะ น้าจะได้บอกเวไปรอต้อนรับค่ะ เพราะบางทีเวก็ไม่ได้อยู่ร้านค่ะ”
“แน่นอนเลยครับ งั้นถ้าผมขอนามบัตรไว้จะได้หรือเปล่าครับคุณน้า”
“ได้ค่ะ”
ดรณ์เองก็เอานามบัตรส่งให้คุณแม่ยังสาวเช่นกัน ส่วนที่ได้มาถือไว้ในมือนั้นเป็นนามบัตรร้าน มีเบอร์มือถือสามเบอร์กับเบอร์ร้าน เขาเองก็เดาไม่ได้ว่าเบอร์ใจจะเป็นของสาวสวยที่เอาแต่ยืนยิ้มน้อยๆ ไม่เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว แต่นั่นไม่ใช่เพราะหยิ่ง เป็นการสำรวม ไม่สอดแทรกเวลาผู้ใหญ่คุยกันมากกว่า
“คุณแม่คะใกล้จะเข้างานแล้ว จะไปห้องน้ำกับเวหรือเปล่าคะ” แม้สาวสวยบาดใจจะกระซิบกับแม่เบาๆ แต่เขาก็ดันได้ยิน
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณน้า คุณเว ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
แล้วก็รีบปลีกตัวไป แต่ทุกความเคลื่อนไหวของสาวสวยที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำนั้น อยู่ในสายตาเขาเรียบร้อยแล้ว เพราะแอบเดินตามออกไปเงียบๆ จนได้เห็นว่าเธอเดินชนกับหนุ่มหล่อมาดดี
ซึ่งเขารู้ว่านั่นคือหม่อมราชวงศ์พิชยะ ผู้เกิดมาพร้อมสรรพไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ฐานะ เรียกว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดก็ไม่ผิดนัก
กระเป๋าถือสีขาวของสาวที่เขาละสายตาไปไหนไม่ได้ ตกไปอยู่กับพื้นจากแรงปะทะ พิชยะรีบก้มลงไปเก็บมาส่งให้ แล้วยิ้มหวานชนิดผู้หญิงคนไหนเห็นแล้วใจไม่ละลายก็คงจะแปลกพิลึก เขาแทบวาดภาพต่อไปได้เลยว่า พิชยะจะต้องขอโทษขอโพย แล้วรีบทำความรู้จัก จากนั้นก็น่าจะขอนามบัตรทันที และสิ่งที่เขาคิดก็ไม่ผิดเพี้ยนนัก
“ขอโทษนะคะที่มีแต่นามบัตรร้าน ขอตัวนะคะ พอดีคุณแม่กับเพื่อนรออยู่ค่ะ”
