บทที่ 4 พี่น้องจริงปะ?

“ปันปัน” ยิ้ม เด็กสาวน่าตาหน้ารักที่เห็นว่าเจ้าของชื่อนั่งคนเดียวจึงเดินเข้ามาทักทาย พร้อมกับนั่งลงข้างๆ “ฉันขอนั่งด้วยได้ไหม?”

ดวงหน้าจิ้มลิ้มมีอาการอึกอักเล็กน้อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายนั่งลงเรียบร้อย เธอจะว่าอะไรได้จึงพยักหน้าหงึกหงัก

เดิมทียิ้มกับปลาทูนั้นเป็นเพื่อนรักกัน ส่วนตัวเธอพึ่งจะมารู้จักตอนกินเลี้ยงที่ผับของรุ่นพี่เพทาย ซึ่งพี่รหัสอย่างพี่มาวินเป็นคนแนะนำทำให้เธอกับสองสาวกลายมาเป็นเพื่อนกันอีกที  

แต่เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ สาวน้อยน่ารักขี้อายอย่างยิ้มถึงได้ทำเรื่องใหญ่โตจนปลาทูกลายเป็นเหยื่ออารมณ์ของคนทั้งมหาวิทยาลัย และเกิดบาดเจ็บถึงขั้นเย็บแผลที่เข่าทั้งสองข้าง ข้างละห้าเข็ม มันโหดอยู่พอควร

ตอนนี้ผ่านมาแล้วเป็นเดือน ปันปันรู้เพียงแค่ว่ายิ้มเป็นต้นเหตุ แต่ก็ไม่ได้รู้ว่าลึกๆแล้วมันเพราะอะไรขึ้น 

บางทีก็อยากจะถามเหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ ขนาดปลาทูยังไม่เล่า แล้วกับยิ้มที่พูดน้อยไม่ต่างกันก็คงไม่อยากจะเล่าเช่นกัน จึงคิดว่ายั้งปากเอาไว้จะดีกว่า

และด้วยความที่เป็นคนไม่พูดกันทั้งคู่ ระหว่างเรียนทั้งปันปันและยิ้มจึงไม่ค่อยได้คุยกันเหมือนเพื่อนๆกลุ่มอื่น จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง หลายคนก็เริ่มทยอยกันออกจากห้อง ปันปันยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนจะเริ่มเก็บของตัวเอง

“แว่น” เสียงหนาของโบนัสเพื่อนร่วมห้องตะโกนเรียกมา คนรู้ตัวจึงเงยหน้าขึ้น เพราะทั้งห้องมีเธอคนเดียวที่สวมแว่นสายตา “ยัยทิงเจอร์กลับวันไหนนะ?”

“วันนี้มั้ง” ฝ่ายนั้นพอได้คำตอบก็พยักหน้าแล้วเดินตามหลังกลุ่มเพื่อนของตัวเองออกไป

“นี่โบนัสยังไม่เลิกชอบปลาทูอีกเหรอเนี่ย?” ยิ้มพูดขึ้นขณะมองตามชายหนุ่ม 

ปันปันมองตามเช่นกันแต่ไม่ได้พูดอะไร เรื่องหัวใจใครรักใครชอบใครจะว่าอะไรใครได้ ละความสนใจจากคนที่ว่าก็ก้มหน้าเก็บของ วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้าเธอจะกลับไปนอนให้สบายใจแล้วตื่นอีกทีในตอนเย็นมาเขียนนิยาย ทุกอย่างกะเกณฑ์เอาไว้เรียบร้อย 

“เรารีบไปโรงอาหารกันเถอะปันปัน ป่านนี้คนน่าจะเยอะแน่ๆเลย” ยิ้มเอ่ยด้วยรอยยิ้มขณะที่ดวงตาเป็นประกายราวกับมีความหวังบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ทว่าชั่วพริบตาทุกอย่างก็ดับลง

“คือช่วงบ่ายไม่มีเรียน ฉันว่าจะกลับหะ...ห้อง...เลย” ประโยคหลังเสียงเล็กเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน เมื่อเห็นแววตาของอีกคนที่ค่อยๆวูบไหวไม่สดใสเท่าก่อนหน้า ไม่รู้ว่าได้เผลอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า 

แต่แล้วครู่เดียวที่มองผ่านร่างของยิ้มไป สายตาก็พลันเห็นร่างสูงโปร่งที่คุ้นตายืนอยู่หน้าห้องเรียน ลมหายใจก็เกิดอาการติดขัด เป็นเธอบ้างแล้วที่แววตาไม่สดใส

โดนกัดไปเมื่อคืน ไม่เข็ดบ้างหรือไงกันน้า...

“เลิกเรียนแล้วใช่ไหม?” ขายาวเดินเข้ามา ถือวิสาสะเอากระเป๋าผ้าของน้องรหัสไปถือเสียเอง พลางเหลือบมองหน้าเด็กสาวอีกคน “พี่ขอตัวน้องพี่นะ” 

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบ มือหนาก็คว้าแขนเล็กให้ออกมาด้วยกัน จนกระทั่งลับตาก็ปล่อย

“ไหนว่าไม่ถูกกัน?”

“ใครบอกคะว่าไม่ถูกกัน?” เลิกคิ้วถาม จำได้ว่าเธอไม่เคยพูดแบบนั้น กับยิ้มเราไม่ได้ทะเลาะกันหรือเกลียดกันแต่อย่างใด เราเพียงแค่ไม่ค่อยได้พูดคุยและตัวติดกันเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ยังทักทายกันปกติ

“ก็ตั้งแต่วันนั้นเธอกับปลาทูก็ไม่เห็นจะคุยกับยิ้ม”

“คุยค่ะ” ถึงจะคุยน้อยก็ยังเรียนว่าคุย แต่ก็นั่นแหละเธอขี้เกียจอธิบายให้ยืดยาว จึงเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่พี่วิน ลากปันมาแบบนี้ไม่เข็ดหรือไง?” ใช้สายตาชี้ไปที่ไหล่ของเขา ทว่าคำตอบที่ได้ก็ทำเอาขนลุกเกลียว

“ลองเธอมากัดพี่อีกรอบ พี่จะกัดปากเธอให้เจ่อกันไปข้าง” ขาเรียวก้าวถอยหนึ่งก้าว ทั้งน้ำเสียงและแววตาแพรวพราวเจ้าเล่ห์จนน่าหวั่นใจ แล้วดูพูดเข้า กัดมันต้องเลือดออกไม่ใช่เหรอบวมเจ่อหรือเปล่า ถ้าบวมเจ่อมันต้องจู...

อร๊ายยย!!! หยุดคิดนะปันปัน

“กลัวอะไร? อย่างเธอห่างไกลกับสเป็กพี่เยอะ” ดึงร่างเล็กมาโอบไหล่ ก่อนจะเลื่อนเป็นกอดคอ ปันปันปัดออกคนมือไวก็ใช้อีกข้างมาตวัดกอด เล่นเอามึนหัวเพราะต้องหันซ้ายทีขวาที สุดท้ายคนที่ยอมก็เป็นคนที่อ่อนกว่า สู้เขาไม่เคยได้หรอก 

“จะพาปันไปไหนเนี่ย?” ถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย พี่มาวินพาเธอออกจากตึกเข้ามายังใต้อาคารประชาสัมพันธ์ เปลือกตาคู่น้อยก็เบิกกว้าง “พี่วินน...”

“วันนี้พี่มีประชุมกิจกรรม” เฉลยด้วยน้ำเสียงติดขบขัน ในขณะที่น้องรหัสหน้าบึ้งตึง 

เหนื่อยและเซ็งมาก มันจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่พี่มาวินมีกิจกรรมของคณะหรือของทางมหาลัย ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจ สาวๆเขาเยอะแยะทำไมไม่เรียกให้มาอยู่ด้วยสักคน มันเสียเวลาเธอ เขาไม่เข้าใจบ้างหรือไงกัน

“ประชุมประกวดดาวเดือนคณะนั่นแหละ ไม่เข้าไม่ได้ด้วย” คนตัวเล็กพองแก้มขุ่นเคือง ทำคนเป็นพี่เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวยกมมือขึ้นบีบเบาๆ ก่อนจะจูงมือน้อยให้เดินเข้าไปข้างใน “นั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวพี่มา” จับน้องให้นั่งแถวหน้าสุด เวลาทำอะไรจะได้มองเห็น อยู่ในสายตาตลอด

เด็กสาวกระชับแว่นบนใบหน้าไม่ถูกใจกับสิ่งนี้พันเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่ก็ทำได้แค่นั่งรอด้วยการเอาการบ้านขึ้นมาทำ พร้อมภาวนาให้เวลาผ่านไปไวๆ 

มาวินยืนอยู่ตรงหน้าเวทีหัวเราะในลำคอเอ็นดู มองจากตรงนี้เห็นชัดว่าแววตาของเด็กน้อยนั้นกำลังเหวี่ยงฟึดเหวี่ยงฟัด เดาเอาจากท่าทีถอนหายใจที่ดูรุนแรงกว่าปกติข้างๆเธอนั้นก็มีอาเธอร์นั่งอยู่ด้วย คงไม่ต้องถามว่าทำไมมันมาอยู่ตรงนี้

“พี่น้องจริงปะ เห็นจ้องอย่างกับกลัวว่าน้องมันจะหนี” เบบี๋ที่ยืนข้างกันกระซิบถาม เธอเห็นนานล่ะว่าไอ้พี่คนนี้มันเอาแต่มองน้องคนนั้นไม่วางตา 

“พี่น้องจริงดิวะ มึงถามอะไรเนี่ย?” หัวคิ้วมุ่นเล็กน้อย ไอ้เด็กนี่มันจงใจจะสื่ออะไร สรรพนามที่ใช้ก็ตามความสนิทสนมกัน

“ปากบอกพี่น้อง แต่แววตามึงนี่นำไปก่อนเลยนะ”

“แววตาอะไร? กูปกติทุกอย่าง” ละสายตาจากน้องรหัสมาหาคนพูด เห็นหน้าไอ้เบบี๋ทีไรหงุดหงิดทุกที มันชอบเตะขาปลั๊ก

“เหอะ!” กระแทกเสียงใส่ไปที คนอย่างไอ้พี่มาวิน เธอรู้จักมันมาสองปี กับผู้หญิงคนอื่นมันจ้องเขาแบบนี้ที่ไหนกัน นอกจากแววตาจะสื่อแล้วยังเอาแต่ลากน้องมันไปนู้นมานี้ ทำตัวตัวติดเป็นเงา กูเชื่อก็กินหญ้าเป็นควายแล้วค่ะ!

อาทิตย์หน้าจะมีงานประกวดดาวเดือนซึ่งตรงกับวันแห่งความรัก วันนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเลยต้องมาประชุมกัน เพื่อตระเตรียมอะไรหลายๆอย่าง มาวินกับกับเบบี๋จึงถูกจับให้เป็นพิธีกร เนื่องจากเป็นดาวเดือนกันทั้งคู่

“เหมาะสมกันจัง จับเป็นพระเอกนางเอกเรื่องถัดไปดีไหมนะ?” ปากบางขยับเอ่ยกับตัวเอง ขณะช้อนสายตาขึ้นมองบนเวทีพร้อมกับหยิบขนมที่พี่รหัสออกไปซื้อมารองท้อง เข้าปากเคี้ยว 

เรื่องที่เด็กสาวเป็นนักเขียวทั้งกลุ่มรู้หมดแต่พ่อหนุ่มลูกครึ่งที่นั่งข้างๆไม่เคยอ่าน ดังนั้นการที่เธอเปรยมาอย่างนั้นจึงไม่ได้นึกเอ๊ะใจแต่อย่างใด นอกจากตงิดใจและเห็นต่าง 

“หน้าตาก็งั้นๆ มีอะไรให้เหมาะ”

“แล้วต้องเป็นพี่อาเธอร์กับพี่บี๋เท่านั้นหรือเปล่าคะ ถึงจะเหมาะ?” คนถูกย้อนตวัดมองพร้อมกับเหยียดหลังตรง

“ตะ ต่อให้เป็นพี่กับยัยนั่น ยังไงก็ไม่เหมาะเว้ย”

“พี่อาเธอร์พูดไม่หนักแน่นเลยค่ะ” จำได้ว่าตอนเธอรับน้อง น้ำเสียงพี่เขาทรงพลังกว่านี้

อาเธอร์ที่พอโดนเด็กจี้จุดก็แทบสำลักน้ำลายไปไม่เป็น จำต้องเบือนหน้าหนีร้อนรนก็หยิบห่อขนมขึ้นกลอกปากจนเกลี้ยง ก่อนจะหันมาคว้าขวดน้ำเปล่า สายตาก็เหลือบเห็นเด็กจ้องหน้า โดยที่มือน้อยก็ค้างเติงอยู่กับซองขนมนั้น 

ชิบหาย! กูกินขนมน้องมัน

“อ่ะนี่ พอดีพี่ไม่ได้มองเลยหยิบผิด โทษที” เอาขนมของตัวเองหยัดใส่มือน้อง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจจะแทนกันไม่ได้เพราะขนมไม่ใช่แบบเดียวกันและยังจะคนละรสชาติอีก ยิ่งสีหน้าคนตัวเล็กนิ่งงันก็ยิ่งรู้สึกผิด จึงสู้ด้วยรอยยิ้มแต่ก็ต้องหุบลงอย่างไว

“ไม่เป็นไรค่ะ ขนมพี่อาเธอร์มันจืดไป ไม่เผ็ดไม่อร่อยเหมือนอันนั้น” ชี้ให้ดูด้วย รู้สึกผิดแทบไม่ทันเลยกู  

บี๋มึงรีบประชุมสิ กูอยากกลับแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป