บทที่ 7 ไร้ทางออก

บนโต๊ะอาหาร

“ตากฤต ตักมัสมั่นให้น้องสิลูก” กิ่งแก้วนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับปรีญาเอ่ยบอกลูกชายด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มก็ทำตาม ตักมัสมั่นใส่จานของคนข้างๆ ปันปันเพียงโค้งหัวให้เป็นการขอบคุณ

“อีกหน่อยน้าต้องฝากกฤตช่วยดูแลน้องด้วยนะจ๊ะ” พูดแล้วก็หันไปขยิบตากับกิ่งแก้ว บอกตรงๆว่าท่าทีอบอุ่นและดูภูมิฐานของลูกชายเพื่อนมันพึงใจไม่น้อย 

คนนี้แหละลูกเขยที่แม่ปลื้ม

“ได้เลยครับน้าญา ช่วงนี้งานที่บริษัทก็ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว” ละสายตาจากผู้ใหญ่มาที่คนตัวเล็ก “ต่อไปเรื่องน้องปันผมจะดูแลเองครับ คุณน้าไม่ต้องเกรงใจแล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ขอบใจนะจ๊ะ พอย้ายไปอยู่ข้างนอกคนเดียวน้าก็เป็นห่วง”

“ครับ ต่อไปให้เป็นหน้าที่ผมเอง” สิ้นประโยคของชายหนุ่ม ปันปันก็แทบอยากจะวางช้อนในมือเสียเดี่ยวนั้นเลยทว่าก็เกรงใจ เขี่ยข้าวบ้างตักตักเข้าปากบ้างแต่ก็ไม่ได้พร่องลงเท่าไหร่ 

ผู้ใหญ่ทั้งสองคนต่างก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กัน เจริญอาหารยิ่งกว่ามื้อไหนๆ พูดคุยกันสนุกปากนานสองนานกว่าจะกลับก็เกือบสองทุ่ม

“แม่จงใจจะทำอะไรคะ?” คนเป็นลูกเอ่ยถามทันทีที่รถของสองแม่ลูกออกจากบ้านไป

“ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับแก” เมื่อไร้แขกเหรื่อใบหน้าที่เจือรอยยิ้มก็หุบลง กลายร่างเป็นนางมารร้ายในทันใด 

“ทำไมจะไม่เกี่ยวคะ ในเมื่อแม่กำลังจะจับคู่ปันกับคนอื่น” ปรีญาชะงักไปชั่วขณะเพราะคนเป็นลูกเริ่มออกเสียงเป็น

“คนอื่นที่ไหน นั่นน่ะว่าที่คู่หมั้นของแกจำไม่ได้หรือไง?”

“ปันไม่ชอบเขาค่ะแม่”

“ชอบไม่ชอบ ผู้ใหญ่ก็ตัดสินไปแล้ว อีกอย่างพ่อแกที่ตายไปก็รับรู้ทุกอย่าง” พลางถอดหายใจแล้วเดินเข้าบ้านอย่างต้องการตัดบท ทว่าคนเป็นลูกก็ยังตามมา

“แต่ถ้าตอนนี้พ่อยังอยู่ ยังไงพ่อก็ต้องฟังปัน”

“แต่ตอนนี้พ่อแกตายไปแล้ว คนที่มีสิทธิ์ในตัวแกก็คือฉัน!” ตะวาดเสียงดัง ไม่พอใจที่ลูกกล้าเถียงกันฉอดๆ

นี่แม่จะไม่ยอมให้เธอได้เลือกอะไรเองบ้างเลยเหรอ?

ดวงตากลมร้อมผ่าวจนมองแทบไม่ทะลุแว่น ข้างในมันอัดแน่นจนพูดอะไรไม่ออก ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยิ่งคิดถึงผู้เป็นพ่อ ภาพเก่าๆเมื่อครั้งวัยสิบขวบก็ลอยเข้ามา

‘ไม่เป็นไรนะลูกแม่เขากำลังอารมณ์ไม่ดี คุณก็ใจเย็นๆหน่อย จะมาด่าอะไรลูกขนาดนั้น’

‘คุณก็ดูลูกคุณสิ ทำไมเรียนได้เกรดแย่ขนาดนี้ นี่ฉันเสียเงินเสียทองให้แกย้ายที่เรียนเพื่อจะได้ผลการเรียนห่วยๆแบบนี้เหรอปันปัน’

‘เกรดสามจุดสองก็ไม่ได้แย่นะคุณ แล้วดูสิไม่มีวิชาไหนที่ลูกได้คะแนนต่ำกว่าแปดสิบด้วยซ้ำ บางวิชาได้เต็มคุณเห็นหรือเปล่า?’

‘เห็น! แต่ฉันต้องการให้มันได้มากกว่านี้ แกจำไว้นะปันปันต่อไปนี้ถ้าแกไม่ตั้งใจเรียนฉันจะส่งแกไปเรียนโรงเรียนวัดให้รู้แล้วรู้รอด’

“ฉันขอสั่งไว้เลยนะปันปัน ต่อไปนี้ให้แกทำตัวดีๆกับตากฤตเข้าไว้ อย่าได้ริอาจไปทำตัวหัวแข็งกับพี่เขา” เสียงกร้าวของคนเป็นแม่ปลุกให้มีสติ

“ไม่ค่ะ” 

“แกว่าไงนะ?” เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวต่อต้าน ทำเอาของขึ้นถลึงตาโต “นี่แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอห๊ะ ยัยปัน!!!”

“ที่ผ่านมาปันยอมแม่ทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องอะไร แต่เรื่องนี้ปันขอได้ไหมคะ” น้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งจุกทั้งกดดันในเวลาเดียวกันจนน้ำสีใสเตรียมจะหลั่งลงมา

ตั้งแต่เด็กเธอชอบอ่านหนังสือชอบวาดรูป แต่แม่ก็ไม่เคยจะส่งเสริม บอกว่าสิ่งที่เธอชอบมันไร้สาระแล้วส่งให้เธอไปเรียนว่ายน้ำ ร้องเพลง เล่นดนตรี เรียนพิเศษแทบจะครบทุกวิชา ไม่เคยจะปล่อยให้เธอได้ว่างเหมือนเด็กคนอื่นๆ แค่จะนั่งดูการ์ตูนสักสิบนาทียังโดนด่าจนร้องไห้

พอโตขึ้นมาหน่อย อยากจะเป็นอิสระแม่ก็ต่อรองว่าต้องสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้นถึงจะยอมให้ออกมาอยู่เอง ทั้งที่ใจจริงอยากจะเรียนคณะมนุษยศาสตร์ มันย้ำว่าเธอยังเลือกในสิ่งที่ชอบไม่ได้อยู่ดี

“แกอย่ามาพูดแบบนี้กับฉันนะยัยปัน!!!” ปรีญาบีบมือแน่น เข้าใจว่าคงให้อิสระกับลูกมากไป เด็กน้อยที่เคยโอนอ่อนถึงได้ปีกกล้าขาแข็งขนาดนี้

เสียงตะเบงที่ดังลั่นทำให้ ป้านวล ผู้เป็นแม่บ้านและแม่นมดูแลคุณหนูของบ้านไม่อาจอยู่เฉย เดินเข้ามาพร้อมแตะแขนนายหญิงให้ใจเย็น ทว่าหล่อนก็สะบัดแขนออก 

“ป้านวลอย่ายุ่ง! ก็เพราะเลี้ยงกันมาอย่างตามใจ ยัยปันถึงได้ดื้อ ไม่ฟังคำสั่งสอนของฉันเลย”

“มันไม่เกี่ยวกับป้านวลเลยค่ะ” เด็กสาวออกรับแทน “มันเกี่ยวที่แม่กับปัน และยังไงปันก็ไม่ยอมหมั้นกับเขา”

“ยัยปัน!!! นี่ฉันคลอดให้แกออกมาเถียงฉันหรือไงห๊ะ!” ปรีญาโกรธจัด หากไม่เห็นว่าเป็นลูกในไส้ คงได้ตบสั่งสอนกันแล้วจริงๆ

“เรื่องอื่นปันยอมแม่ทุกอย่างเลย แต่ปันขอ ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว” ร่างเล็กเตรียมจะหันหลังเดินออกจากบ้านเพราะไม่อยากพูดอะไรอีก ทว่าก้าวไปได้เพียงแค่ก้าวเดียวก็ต้องหันกลับมา

“ได้! ถ้าแกไม่ยอมก็กลับมาอยู่บ้านซะ! แล้วไอ้ร้านหนังสือเส็งเคร็งที่พ่อแกรักนักรักหนา ฉันจะขายทิ้ง!!”

“งั้นปันจะซื้อไว้เอง” เธอยอมกลับมาอยู่บ้านก็ได้ แต่เรื่องร้านหนังสือนั่น ให้ตายยังไงปันปันก็จะไม่ยอมเสียไปเด็ดขาด เพราะมันคือของแทนใจของพ่อ 

พ่อที่รู้ว่าลูกคนนี้ชอบอะไรและรักอะไรมากที่สุด 

“งั้นแกก็เอาเงินมาสิ ฉันขายสิบล้าน”

สะ สิบล้าน? 

“หน้าเลือดเกินไปหน่อยไหมคะ ปันเป็นลูกสาวของแม่อยู่หรือเปล่า?”

“ยัยปัน!!!”

เพี๊ยะ!

ปรีญาฟิวส์ขาด โกรธจัดฟาดมือลงบนแก้มเนียน จนคนเป็นลูกหน้าหันไปตามแรง ผิวใสขึ้นสีแดงตามรอยมือ น้ำสีใสที่กักเก็บร่วงผล็อยอาบแก้ม 

“คุณหนู” ป้านวลตาโตด้วยความตกใจรีบเข้าไปพยุง พลางหันไปต่อว่านายหญิงของบ้าน “คุณทำเกินไปนะคะ โกรธแค่ไหนก็ไม่ควรลงไม้ลงมือกันแบบนี้” หล่อนเลี้ยงของหล่อนมา ความรักใคร่มีให้ไม่ต่างจากลูกของตัวเอง “เจ็บไหมคะ?” 

“อยากจะพะเน้าพะนอยังไงกันก็เชิญ” ใบหน้าเยาะยิ้มแต่ในใจสั่นจนต้องกำมือตัวเองแน่น “ถ้าแกหาเงินมาให้ฉันสิบล้านไม่ได้ ต่อไปนี้แกก็เตรียมตัวรอหมั้นกับตากฤตได้เลย” ปรีญาประกาศกร้าวด้วยประโยคที่เปรียบดังยาพิษ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่หล่นร่วงอย่างห้ามต่อไม่อยู่

ความจริงปรีญาไม่ได้อยากกดดันอะไรลูกสาวขนาดนั้น ในความเป็นแม่ใครบ้างจะไม่อยากให้ลูกของตัวเองได้เจอคนที่ดี 

ตั้งแต่เด็ก ปันปันเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว เพื่อนก็ไม่มี ยิ่งคำว่าสังคมยิ่งไม่ต้องถามหา แล้วแบบนี้จะให้วางใจได้ยังไง

เวลาผ่านไปหล่อนก็มีแต่จะแก่ตัวไปทุกวัน ไม่สามารถที่จะอยู่ดูแลลูกไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไหนจะกิจการครอบครัวอีก เพราะงั้นการฝากฝังใครสักคนมาปกป้องก็ดีกว่าตายไปอย่างมีห่วง

ส่วนกฤตเป็นลูกชายของกิ่งแก้วเพื่อนรัก เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก นิสัยใจคอเป็นยังไงก็พอรู้ๆกันอยู่และเมื่อก่อนลูกสาวก็ชอบชายหนุ่มมาก ยังเคยเห็นตามกันต้อยๆ ดังนั้นหล่อนกับสามีที่ตายไปจึงไม่มีข้อแม้ใดๆ หากทุกอย่างของโยธินพิพัฒน์จะอยู่ในการดูแลของกฤต 

“ป้าว่าคุณหนูใจเย็นๆก่อนนะคะ รออีกหน่อยให้คุณท่านอารมณ์เย็นกว่านี้ค่อยเข้าไปคุยกับท่านอีกที” ป้านวลโอบกอดร่างบางอย่างปลอบโยน

“แม่แทบจะไม่เห็นเห็นปันเป็นลูกคนหนึ่งแล้วค่ะป้านวล ฮึก” 

“ไม่หรอกค่ะ ท่านรักคุณแต่แค่แสดงออกไม่เก่งเฉยๆ” ป้านวลแก้ต่างให้ตามที่เห็น อยู่ทำงานกับบ้านนี้มาตั้งแต่สาวๆจนตอนนี้หัวหงอกแล้ว มองออกว่านายหญิงของบ้านก็รักลูกไม่ต่างจากประมุขผู้ล้วงลับ 

ทว่าปันปันกลับมองไม่เห็นถึงข้อนั้น นอกจากความเย็นชาและความกดดันที่คนเป็นแม่มอบให้

ร่างสูงโปร่งแต่งตัวดูดีเซ็ทผมเสียจนหล่อเหลา ชนิดที่สาวๆเห็นเป็นต้องพากันมองตาค้าง เลือกรองเท้าคู่ใจเสร็จก็คว้าเอากุญแจรถยนต์ในกล่องบนชั้นรองเท้า แล้วเดินออกจากห้อง 

ในมือมีโทรศัพท์ที่กำลังโชว์หน้าแชทของน้องรหัส ชั่งใจแล้วชั่งใจอีกว่าควรจะทักไปดีไหม เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่สะดวกคุย 

ติ่ง!

“อ้าว!” เป็นต้องปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง เมื่อคนที่นึกถึงมาอยู่ตรงหน้าแถมยังอยู่ในชุดนักศึกษาอีกด้วย “ไหนว่าจะนอนที่บ้าน?”

“ปัน...อยากกลับมาปั่นนิยายน่ะค่ะ” พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดแล้วเดินผ่านร่างเขาไป ถามว่าปิดคนตรงหน้าได้ไหม บอกเลยว่าไม่ 

“เป็นอะไร ทำไมตาบวมๆ?” ตามไปคว้าข้อมือเล็กให้หันกลับมา ในใจว้าวุ่นตีกันไปหมดเพียงเพราะคนตัวเล็กพึ่งผ่านการร้องไห้มา ที่ตะลึงคือข้างแก้มใสมีรอยแดง “ใครทำอะไรบอกพี่ พี่จะตามไปกระทืบมัน”

“แม่ค่ะ” 

“ได้ หะ...ห๊ะ?” คำแรกมุ่งมั่น คำสองถึงกับตาโต

“ปันบอกว่าแม่ค่ะ พี่วินจะตามไปกระทืบแม่ปันเหรอคะ?” ดึงแขนกลับแล้วเดินไปไขกุญแจเข้าห้อง โดยที่ชายหนุ่มก็เดินตามมาติดๆ วันนี้เธอเหนื่อยมากจึงไม่อยากทักท้วงใดๆ

“ไม่...” น้ำเสียงสิ้นหวัง เขาไม่รู้ว่าคนที่ทำจะเป็นแม่เธอ ใครจะกล้าล่ะ เป็นผู้ชายผู้หญิงหมาแมวก็ว่ากันไปสิ หรือจะเป็นผีด้วยก็ได้อะ จะไปหาหมอผีดังๆมาจับท่วงน้ำให้ “นี่ทะเลาะกับแม่หนักเลยเหรอ?” 

ไม่บ่อยนักที่มาวินจะเห็นน้องรหัสไปบ้านแล้วกลับมาด้วยสภาพแบบนี้ แบบที่ทำเอาหม่นตามได้ง่ายๆ

“นิดหน่อยค่ะ แต่ไม่ต้องถามนะคะไม่บอก” พูดตัดบทเสร็จเข้าห้องนอนเลย บอกกลายๆว่าอยากจะอยู่คนเดียว

ดวงตาเฉียบคมได้แต่มองบานประตูห้องปิดสนิท อยากจะตามเข้าไปปลอบแต่ก็กลัวจะทำให้เจ้าของห้องรู้สึกแย่กว่าเดิม จึงยอมที่จะนั่งรออยู่ตรงโซฟาพร้อมกับเล่นเกมส์ในโทรศัพท์ไปพลาง หิวก็เดินเข้าครัวเปิดตู้นั้นดูตู้นี้ ได้ขนมปังมากิน 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปสองชั่วโมงประตูห้องนอนก็เปิดออกอีกรอบพร้อมกับไฟที่เปิดสว่าง

“อ้าว พี่วินยังอยู่เหรอคะ?” ตกใจนะที่เห็นอีกฝ่ายนั่งมืดๆอยู่ในที่ประจำของเขา 

“อยู่สิ เธอเป็นแบบนี้พี่ใจไม่ดี ปล่อยยังไงไหว” ลุกขึ้นไปหา พูดตามความจริงแต่คนตัวเล็กเชื่อไม่ลง มือน้อยเกาะขอบประตูห้อง เอ่ยปากไล่

“พี่วินกลับไปเถอะ ปันจะทำงาน” 

“แต่พี่นั่งเฝ้าเธอ หิวมากเลยตอนนี้” ยกมือขึ้นกุมท้องตัวเอง แสดงบทคนป่วยเรียกร้องความสนใจ

“หิวก็กลับไปห้องตัวเองสิคะ ไหนว่ามีนัดกับพี่ๆที่ผับ พี่วินก็ไปหาอะไรกินที่นั่นสิ” จำได้ว่าวันนี้พี่อคิณกับปลาทูจัดปาร์ตี้สละโสด

“ก็บอกแล้วไง ถ้าเธอเป็นแบบนี้พี่จะอยู่ยังไงไหว”

“ได้ข่าวว่าตัวเราไม่ได้ติดกัน” 

“งั้นอยากติดไหมล่ะ?” จากที่กุมท้องอยู่ดีๆกลายเป็นสอดแขนรวบเอวบางให้ขยับเข้ามาแนบกาย หวังจะแกล้งให้น้องหัวร้อนเล่น ทว่ากลายเป็นตัวเองที่พอได้กลิ่นกายสาวกลับคิดไม่ซื่อ ขยับจมูกลงไปหวังจะสูดดม ทว่าคนตัวเล็กกลับเอียงหลบพร้อมกับดันออก 

“อย่าลุ่มล่ามกับปันนะพี่วิน” นิ้วชี้ที่ชี้หน้าคมหวานสั่นนิดๆไม่หนักแน่นเท่าที่ควร คนได้ใจจึงกระตุกมุมปาก ก้มจะงับกับนิ้วน้อยๆ มือบางจึงรีบชักกลับอย่างไว

“แล้วถ้าพี่อยากลุ่มล่าม อยากกอด อยากหอม พี่ต้องทำไง หืม?” จะบ้าตาย!คนอะไรพูดหืมพูดห๊าได้น่าหวาดเสียวต่อหัวใจ

“ปะ ปล่อยเลยค่ะ” ออกแรงขัดขืนให้หลุดจากพันธนาการ แต่ไม่รู้ว่าดิ้นยังไงให้อีกฝ่ายจับพลิก เปลี่ยนเป็นกอดจากทางด้านหลังได้ง่ายๆ

จมูกโด่งกดซุกกับซอกคอหอมกรุ่น อารมณ์ชายก็พุ่งพล่านไปกระจุกที่ของใหญ่ในกางเกง มันชนเข้ากับก้นงอนนุ่มทำเอาร่างเล็กนิ่งงัน ไม่กล้าขยับกลัวมันตื่นผงาดแล้วจะไม่ปลอดภัย

“ทำไมนิ่งไปล่ะ” เสียงทุ้มกระเส่าขณะคลอเคลียไปตามแนวลำคอขาวนวลจนต้องหดคอ อยากดูดอยากขบก็ทำได้ไม่เต็มร้อย มันทรมานไปหมดเพราะเธอเป็นน้องรหัส 

ทำไมความรู้สึกนี้ไม่ไปเกิดกับผู้หญิงคนอื่นวะ 

“พะ พี่วินปันว่าระ เรา...” 

“พี่ขอห้านาที”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป