บทที่ 1 คืนมรณะบนถนนสายหลัก
เอี๊ยดดดด! โครม!!
เสียงเบรกเสียดสีพื้นถนนอย่างรุนแรงดังสนั่น ตามด้วยเสียงปะทะที่สั่นสะเทือนไปถึงพื้นดิน เซนท์เหยียบเบรกจนมิดเท้า หันพวงมาลัยหักหลบเศษกระจกที่สาดกระเด็นมาตามแรงเหวี่ยง เขาปลดเข็มขัดนิรภัย คว้าโทรศัพท์มือถือแล้วพุ่งตัวลงจากรถทันที
“ศูนย์กู้ภัยครับ! มีอุบัติเหตุชนประสานงารุนแรงมาก รถยนต์กับรถบรรทุก!” เขากรอกเสียงใส่ปลายสายขณะสับเท้าวิ่งตรงไปยังกลุ่มควัน
“พิกัดถนนสายหลัก ก่อนถึงทางแยกประมาณสองกิโลเมตร ขอทีมแพทย์ฉุกเฉินด่วนที่สุด! เตรียมเครื่องตัดถ่างมาด้วย สภาพรถพังยับเยินเลยครับ!”
“รับทราบค่ะ มีผู้บาดเจ็บกี่รายคะ!” เสียงโอเปอเรเตอร์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“ยังไม่แน่ใจครับ ผมกำลังเข้าไปดู ผมเป็นหมอนะ จะรีบประเมินสถานการณ์ให้!” เซนท์ตัดสายแล้วยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง
ตรงหน้าเขาสภาพรถยนต์ส่วนบุคคลพังยับเยินจนแทบจำทรงเดิมไม่ได้ พลเมืองดีเป็นชายวัยกลางคนสองสามคนที่จอดรถอยู่ก่อนหน้ากำลังวิ่งหน้าตื่นเข้าไปใกล้ซากรถ
“อย่าเพิ่งเข้าไปครับ! ถอยออกมาก่อน ผมเป็นหมอ!” เซนท์ตะโกนสุดเสียงพลางแหวกวงล้อมคนที่กำลังตื่นตระหนก
“หมอ! ทางนี้! มีคนกระเด็นออกมา!” ชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำตะโกนเรียกพลางชี้มือไปที่พงหญ้าข้างทาง
เซนท์ถลันตัวไปตามเสียงเรียก ร่างของเด็กสาววัยรุ่นในชุดนักศึกษาหลุดกระเด็นทะลุออกมานอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหญ้า เขารีบคุกเข่าลงข้างกายเธอ สองนิ้วทาบลงบนลำคอเพื่อจับชีพจรอย่างรวดเร็ว
“คุณ! คุณครับ! ได้ยินผมไหม!” เซนท์ตบไหล่เธอเบาๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกสติ
“ชีพจรยังเต้นอยู่ แต่ช็อกหมดสติไปแล้ว...พี่ครับ!” เขาหันไปตะโกนสั่งชายเสื้อดำ
“อย่าขยับตัวเขานะครับ ปล่อยให้นอนท่านี้แหละ คอยดูว่าเขาหยุดหายใจไหม ถ้าหยุดให้รีบเรียกผมทันที!”
“ได้ครับหมอ! แล้วคนในรถล่ะ!”
“เดี๋ยวผมจัดการเอง! ฝากทางนี้ด้วย!”
เซนท์ลุกพรวดขึ้นแล้ววิ่งพุ่งตรงไปยังซากรถที่บีบอัดกับหน้ารถบรรทุก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นไหม้ ชายอีกสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กำลังพยายามดึงที่จับประตูแต่ไม่ออก
“หมอ! ประตูมันยุบติดไปเลย ดึงไม่ออก!” ชายสวมเสื้อยืดสีขาวตะโกนบอก หน้าตาตื่นตระหนกเหงื่อแตกพลั่ก
เซนท์ชะโงกหน้าเข้าไปดูผ่านช่องกระจกที่แตกละเอียด ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งติดอยู่ที่เบาะหน้า ร่างกายของทั้งสองถูกคอนโซลหน้ารถอัดก๊อบปี้จนขยับไม่ได้ เลือดสีสดไหลอาบหน้าผากและเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าจนชุ่ม
“คุณลุง! คุณป้า! ได้ยินผมไหมครับ!” เซนท์ตะโกนเรียกสุดเสียงพลางยื่นมือลอดช่องกระจกเข้าไปแตะที่ลำคอของผู้ชายที่นั่งฝั่งคนขับ
เงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ชีพจรของชายคนขับเต้นอ่อนจนแทบจะจับไม่ได้ ส่วนผู้หญิงเบาะข้างๆ ก็หน้าซีดเผือด ศีรษะพับตกไปด้านข้าง
“ชีพจรอ่อนมากทั้งคู่เลย! พวกเขาช็อกหมดสติไปแล้ว ถ้าปล่อยไว้ตรงนี้ไม่รอดแน่!” เซนท์หันหน้ามาบอกพลเมืองดีทั้งสองคน
“พี่สองคนมาช่วยผมตรงนี้หน่อย เราต้องงัดประตูฝั่งนี้ออกให้ได้ก่อนที่กู้ภัยจะมา ไม่งั้นพวกเขาขาดใจตายแน่!”
“แต่มันแน่นมากเลยนะหมอ! เหล็กมันพับเข้ามาขัดกันหมดแล้ว!” ชายเสื้อขาวร้องบอกพร้อมกับออกแรงดึงที่จับประตูอีกครั้ง
“ช่วยกันดึงโครงประตูครับ อย่าดึงแค่ที่จับ! จับตรงขอบเหล็กนี่!” เซนท์ชี้ตำแหน่งพร้อมกับสอดมือทั้งสองข้างเข้าไปจับขอบประตูที่บิดเบี้ยว
“ผมจะนับหนึ่งถึงสาม แล้วเราออกแรงกระชากพร้อมกันสุดแรงเลยนะพี่ เอาให้หลุด!”
“เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน!” พลเมืองดีอีกคนเข้ามาร่วมจับขอบประตูรถ
“หนึ่ง...สอง...สาม! ดึง!”
เซนท์ตะโกนลั่น ทั้งสามคนเกร็งกล้ามเนื้อแขนจนเส้นเลือดปูดโปน ออกแรงกระชากบานประตูที่ยุบตัวอย่างบ้าคลั่ง เสียงเหล็กเสียดสีกันดังลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู แต่ประตูกลับขยับออกเพียงนิดเดียว
“เอาใหม่พี่! อีกรอบ! ดึงให้สุดแรงเลยนะ! หนึ่ง...สอง...สาม! ฮึบ!”
กล้ามเนื้อของเซนท์สั่นระริก เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มกรอบหน้า เขาใช้เท้าถีบยันตัวถังรถไว้เพื่อเพิ่มแรงดึง ทั้งสามคนกัดฟันแน่น กระชากบานประตูสุดกำลังจนมือเริ่มแดงเถือก
“อึก! ไม่ออกเลยหมอ! แน่นเกินไป!” ชายอีกคนส่ายหน้าหอบแฮก
“ต้องออกสิพี่! ดึงอีก! คนไข้รอไม่ได้แล้ว!” เซนท์ตะเบ็งเสียงแข่งกับความวุ่นวายรอบข้าง
“เอาใหม่! พร้อมนะ...หนึ่ง...สอง...”
พรึ่บ! แปะ...แปะ...
จังหวะนั้นเอง เสียงคล้ายของเหลวหยดกระทบพื้นดังแทรกขึ้นมา เซนท์ชะงักไปเสี้ยววินาที จมูกของเขาสูดดมได้กลิ่นเหม็นฉุนกึกที่รุนแรงจนแสบจมูก
“กลิ่นน้ำมันเบนซินนี่!” ชายเสื้อขาวตาเบิกโพลงตะโกนขึ้นมาเสียงหลง
เปรี๊ยะ! ซ่า!
ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อ ประกายไฟสีส้มก็แลบแปลบปลาบขึ้นมาจากใต้ท้องรถบริเวณห้องเครื่องที่พังยับเยิน เสียงประกายไฟปะทุดังลั่นแข่งกับความเงียบสงัดของถนนสายเปลี่ยว กลิ่นน้ำมันที่ไหลนองผสานกับความร้อนจัดจากเครื่องยนต์กำลังเตือนถึงหายนะที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
“หมอ! ไฟติดแล้ว! ถอยเถอะหมอ รถจะระเบิดแล้ว!” ชายเสื้อขาวตะโกนหน้าตื่นตระหนก เขารีบผละมือออกจากขอบประตูรถแล้วก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
“ไม่ได้! อีกนิดเดียว ช่วยผมดึงอีกที!” เซนท์ตะโกนสวนกลับไป เขากัดฟันแน่นจนกรามปูดนูน สองมือยังคงกำขอบเหล็กที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ แล้วออกแรงกระชากจนสุดตัว
“มันไม่ออกหมอ! เหล็กมันพับก๊อบปี้ไปหมดแล้ว ถ้าไม่รีบไป เราตายกันหมดแน่!” พลเมืองดีอีกคนร้องเสียงหลงพลางดึงแขนเสื้อของเซนท์ให้ถอยห่างออกมา
เซนท์หันขวับไปมองชายหญิงที่ติดอยู่ในซากรถ เปลวไฟเริ่มลามเข้าไปใกล้ห้องโดยสารมากขึ้นทุกที
“บ้าเอ๊ย! ทำไมถึงงัดไม่ออก”! ความรู้สึกไร้หนทางตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาออกลวกๆ
“ไปช่วยน้องผู้หญิงคนนั้นก่อน! เร็วเข้า!” เซนท์ตัดสินใจตะโกนสั่งเด็ดขาด ชี้มือไปยังร่างของเด็กสาวที่นอนหมดสติอยู่ห่างออกไป
“รถพยาบาลมาแล้วหมอ! กู้ภัยมาแล้ว!” ชายเสื้อขาวชี้มือไปยังแสงไฟวับวาบสีแดงน้ำเงินที่สาดส่องเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงไซเรนที่ดังแหวกความเงียบของถนนสายหลัก
รถตู้พยาบาลฉุกเฉินเบรกเอี๊ยดห่างออกไปไม่ไกล เจ้าหน้าที่กู้ภัยสี่คนกระโดดลงมาจากรถพร้อมกับเปลบอร์ดและกระเป๋าปฐมพยาบาล
“ทางนี้ครับ! มีผู้บาดเจ็บกระเด็นออกนอกรถ!” เซนท์วิ่งนำหน้าพลเมืองดีไปหาเจ้าหน้าที่กู้ภัย
“น้องเขาช็อกหมดสติ ชีพจรยังเต้นแต่อ่อนมาก เตรียมปลอกคอดามกระดูกสันหลังมาด้วยครับ!”
“รับทราบครับคุณหมอ! ทีมสอง เอาเปลบอร์ดมาเลย!” เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งหันไปสั่งการลูกน้อง ก่อนจะรีบคุกเข่าลงข้างร่างของเด็กสาว
“บล็อกหัวเรียบร้อยครับ! เตรียมยกขึ้นเปลบอร์ดเลย”
“เร็วเข้า! ไฟลามไปถึงใต้ถังน้ำมันแล้ว!” ชายพลเมืองดีตะโกนเตือนด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวสุดขีด
“ทุกคนจับที่รอกครับ! ผมจะนับ...หนึ่ง...สอง...สาม...ยก!”
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเซนท์ออกแรงพร้อมกัน ประคองร่างที่ไร้สติของเด็กสาวขึ้นวางบนเปลกระดานแข็งอย่างระมัดระวังและรวดเร็วที่สุด
ทีมกู้ภัยเข็นเปลพยาบาลวิ่งเหยาะๆ ออกห่างจากซากรถยนต์ที่กำลังถูกไฟลามเลีย เซนท์วิ่งตามประกบไปติดๆ สายตาจดจ้องอยู่ที่เครื่องวัดสัญญาณชีพจรแบบพกพาที่เจ้าหน้าที่เพิ่งหนีบเข้าที่ปลายนิ้วของเธอ
“หมอครับ! ทางนี้ปลอดภัยแล้ว เอาขึ้นรถพยาบาลเลยไหมครับ!” เจ้าหน้าที่ตะโกนถามแข่งกับเสียงไฟที่ลุกโชน
“เอาขึ้นเลยครับ รีบให้ออกซิเจนด่วนที่สุด!”
ตู้ม!!!
สิ้นเสียงคำสั่งของเซนท์ เสียงระเบิดดังกึกก้องกังวานสนั่นหวั่นไหว แรงอัดอากาศมหาศาลกระแทกจนเซนท์และกลุ่มพลเมืองดีต้องยกแขนขึ้นบังหน้าและย่อตัวลงตามสัญชาตญาณ ลูกไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสว่างวาบไปทั่วบริเวณ เศษเหล็กและชิ้นส่วนรถยนต์ปลิวว่อนร่วงหล่นลงมากระทบพื้นถนนดังเกรียวกราว
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญซากรถอย่างบ้าคลั่ง
เซนท์ค่อยๆ ลดแขนลง เขาหันขวับกลับไปมองจุดที่เคยเป็นซากรถยนต์ ซากเหล็กบิดเบี้ยวถูกกลืนกินด้วยกองไฟสีส้มแดงที่ลุกท่วมสูงกว่าสองเมตร ความร้อนแผ่กระจายจนอากาศรอบข้างสั่นไหว
“ผม...ช่วยพวกเขาไว้ไม่ได้”
เซนท์ยืนนิ่งงัน สองมือที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดและเขม่าควันกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ นัยน์ตาสีเข้มสั่นระริกสะท้อนภาพเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาร่างของชายหญิงคู่นั้น ความรู้สึกผิดและตราบาปถาโถมเข้าใส่จิตใจอย่างรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์ เขาเป็นหมอ มีหน้าที่ยื้อชีวิตคน แต่ตรงหน้าเขากลับมีสองชีวิตที่หลุดลอยไปโดยที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปฉุดรั้งไว้ได้
“คุณหมอครับ! น้องผู้หญิงขึ้นรถพยาบาลเรียบร้อยแล้วครับ! เราต้องรีบไปแล้ว!” เสียงของเจ้าหน้าที่กู้ภัยดึงสติเซนท์ให้กลับมา
เซนท์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นความเจ็บปวดและภาพติดตาเหล่านั้นไว้ข้างใน เขาหันหลังให้กับกองเพลิง สายตาจับจ้องไปยังร่างของเด็กสาวบนเปลพยาบาลที่กำลังถูกเข็นขึ้นรถตู้ฉุกเฉิน เธอคือคนเดียวที่รอดชีวิตจากหายนะครั้งนี้
เขาจะต้องยื้อชีวิตของผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคนนี้เอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
