บทที่ 3 นางพญาจอมวีนกับพี่ชายจอมเผด็จการ
“กรี๊ดดด! พี่เรย์มิ! พี่เรย์มิมาแล้ว!”
เสียงกรีดร้องของกลุ่มแฟนคลับหลายร้อยชีวิตดังสนั่นลั่นโถงผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินสุวรรณภูมิ ตามมาด้วยเสียงรัวชัตเตอร์จากกองทัพนักข่าวที่เบียดเสียดกันจนแทบจะเหยียบกันตาย ทันทีที่ร่างระหงในชุดสูทโอเวอร์ไซส์สีแดงสดก้าวพ้นประตูบานเลื่อนออกมา ทุกความเคลื่อนไหวก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในบริเวณนั้น
เรย์มิ นางแบบและนักแสดงสาวเบอร์หนึ่งของวงการ ปรายตามองฝูงชนผ่านเลนส์แว่นกันแดดสีดำสนิทแบรนด์หรู ริมฝีปากอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มบางๆ ออร่านางพญาแผ่กระจายออกมาจนนักข่าวบางคนถึงกับต้องถอยร่นไปครึ่งก้าว
“น้องเรย์มิคะ! งานแฟชั่นวีคที่ปารีสเป็นยังไงบ้างคะ มีข่าวลือหนาหูว่าน้องเรย์มิไปวีนแตกใส่สตาฟของแบรนด์ดังระดับโลก จริงหรือเปล่าคะ!”
นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมค์ฝ่าวงล้อมเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เรย์มิหยุดเดิน เธอยกมือขึ้นกอดอกก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย
“ถ้าการที่ฉันบอกให้ทีมงานเตรียมชุดให้เสร็จตรงตามคิวงานเป๊ะๆ เพื่อไม่ให้โชว์พัง เรียกว่าการวีนแตก...ก็คงจริงมั้งคะ” เรย์มิตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง
“คนเป็นมืออาชีพเขาก็ทำงานกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ หรือว่าที่นี่ชอบทำงานกันแบบหยวนๆ ฉันจะได้ปรับตัวใหม่”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและจิกกัดอย่างเจ็บแสบทำเอานักข่าวหลายคนถึงกับสะอึก 'พี่เกด' ผู้จัดการส่วนตัวร่างท้วมที่เดินประกบอยู่ข้างๆ ต้องรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
“เอ่อ...พี่ๆ นักข่าวคะ วันนี้น้องเรย์มิเพิ่งลงเครื่องมาเหนื่อยๆ บินข้ามทวีปมาตั้งหลายชั่วโมง รบกวนขอทางให้น้องไปพักผ่อนก่อนนะคะ”
ผู้จัดการพยายามแทรกตัวเข้ามาบังหน้าเรย์มิพลางโบกมือปฏิเสธ
“เดี๋ยวสิคะน้องเรย์มิ! แล้วเรื่องที่มีนายแบบฝรั่งหน้าใหม่ตามจีบถึงหลังเวทีล่ะคะ มีรูปหลุดออกมาด้วย สรุปว่ากำลังคบหากันอยู่หรือเปล่าคะ!”
นักข่าวอีกคนตะโกนถามแทรกขึ้นมาไม่ยอมแพ้
“ไปถามเขาเองสิคะ” เรย์มิเชิดหน้าขึ้น
“ฉันมีหน้าที่เดินแบบ ไม่ได้มีหน้าที่คอยจำชื่อผู้ชายทุกคนที่เข้ามาทักทาย ถ้าเขาอยากมีซีนในหน้าข่าวของฉัน ก็ปล่อยให้เขาพยายามต่อไปเถอะค่ะ”
‘ตาบ้า! ไปอยู่ไหนเนี่ย!’
หญิงสาวสบถอุทานในใจด้วยความหงุดหงิด เธอชะเง้อคอมองข้ามหัวกองทัพนักข่าวและแฟนคลับ กวาดสายตามองหาใครบางคนที่สัญญากับเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมารอรับที่สนามบิน แต่จนป่านนี้เธอกลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
“ขอทางหน่อยครับ ขอทางให้น้องเรย์มิด้วยครับ!”
การ์ดชุดดำสี่คนพยายามดันฝูงชนออกเพื่อเปิดทางให้หญิงสาวเดินไปยังประตูทางออก
เรย์มิเดินกระแทกส้นรองเท้าส้นสูงปรี๊ดตามการ์ดไปอย่างกระฟัดกระเฟียด คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบว์
“พี่เกด โทรตามเขาสิ! บอกว่าจะมารับไง แล้วนี่หายหัวไปไหน!” เรย์มิหันไปกระซิบถามผู้จัดการส่วนตัวด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง
“พี่โทรแล้วลูก โทรไปเป็นสิบสายแล้วแต่ไม่รับเลย สงสัยจะติดเคสด่วนหรือเปล่า”
“ข้ออ้าง!” หญิงสาวตอกกลับทันควัน
“รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้เรย์กลับมา ก็ต้องเคลียร์คิวให้ว่างสิ น่าหงุดหงิดที่สุดเลย!”
“กลับถึงบ้านเมื่อไหร่นะ จะวีนให้บ้านแตกไปเลย!”
ความน้อยใจและหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนเธอแทบจะคุมสีหน้าไม่อยู่ หญิงสาวเดินกอดอกหน้ามุ่ยมาจนถึงบริเวณจุดจอดรถตู้ VIP ของบริษัทที่ติดเครื่องรออยู่แล้ว เธอกระชากประตูรถตู้เปิดออกเตรียมจะก้าวขาขึ้นรถ
“ตาบ้าเอ๊ย...” เรย์มิสบถเบาๆ ด้วยความขัดใจ
แต่จังหวะที่เธอกำลังจะหันหลังก้าวขึ้นรถตู้ไปนั้นเอง จู่ๆ ฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดกันอยู่ด้านหลังก็ค่อยๆ แหวกทางออกเป็นช่องกว้าง เสียงฮือฮาและเสียงกรี๊ดเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงสง่าของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังของเธอ
เสียงฮือฮาที่ดังขึ้นทำให้เรย์มิต้องหันขวับกลับไปมอง ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นลวกๆ จนถึงข้อศอกกำลังก้าวฝ่าวงล้อมของนักข่าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอนั้นแผ่รังสีเย็นเยียบจนทำให้นักข่าวและช่างภาพต้องยอมถอยร่นเปิดทางให้โดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสีเข้มดุดันกวาดมองไปรอบบริเวณก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงในชุดสูทสีแดง
คราบความร้ายกาจและออร่านางพญาจอมวีนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา หญิงสาวรีบดึงแว่นกันแดดสีดำสนิทออกจากใบหน้า เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่ทอประกายสดใส เธอไม่สนใจกองทัพนักข่าวที่กำลังจับจ้องและรัวชัตเตอร์แม้แต่น้อย สองเท้าในรองเท้าส้นสูงวิ่งเหยาะๆ พุ่งตรงเข้าไปหาร่างสูงทันที
“พี่เซนท์!” เรย์มิตะโกนเรียกชื่อเขาสียงหวานเจี๊ยบ ก่อนจะกระโดดโถมตัวเข้ากอดคอชายหนุ่มเต็มแรงจนเขาเซไปด้านหลังเล็กน้อย
“เฮ้ย! ระวังหน่อยเรย์มิ”
เซนท์ดุเสียงขรึม แต่ท่อนแขนแกร่งกลับตวัดโอบรอบเอวคอดบางของเธอเอาไว้แน่นเพื่อรับน้ำหนักและกันไม่ให้เธอหงายหลังล้มลงไป แววตาดุดันเมื่อครู่อ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองคนในอ้อมกอด
“พี่เซนท์มาช้า! เรย์นึกว่าจะทิ้งกันซะแล้ว โกรธแล้วนะ!”
หญิงสาวซุกหน้าลงกับลาดไหล่กว้างพลางถูไถไปมาอย่างออดอ้อน น้ำเสียงที่ใช้พูดกับเขาช่างแตกต่างจากตอนที่ตอบคำถามสื่อลิบลับ
“พี่เพิ่งลงเวรผ่าตัดด่วน ก็รีบมาแล้วนี่ไง ปล่อยก่อนเรย์มิ คนมองเต็มไปหมดแล้ว ไม่อายกล้องหรือไง”
เซนท์ปรามเบาๆ พยายามแกะท่อนแขนเรียวที่รัดคอเขาออก แต่ก็ทำเพียงแค่ลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ อย่างหวงแหน
“ไม่อาย! ก็พี่ชายเรย์มารับทั้งทีนี่นา ใครจะถ่ายก็ถ่ายไปสิ” เรย์มิเชิดหน้าขึ้น ซบอิงแอบอกกว้างอย่างจงใจโชว์ความสนิทสนม
ช่างภาพรัวชัตเตอร์เก็บภาพนางแบบสาวเบอร์หนึ่งที่กำลังออดอ้อนชายหนุ่มปริศนาอย่างบ้าคลั่ง เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่วบริเวณ
“ใครน่ะพี่เกด แฟนน้องเรย์มิเหรอคะ!” นักข่าวหันไปจ่อไมค์ถามผู้จัดการส่วนตัวที่ยืนยิ้มแห้งอยู่ไม่ไกล
“โอ๊ย ไม่ใช่ค่ะพี่ๆ ถอยหน่อยนะคะ นั่นคุณหมอเซนท์ พี่ชายสุดที่รักของน้องเรย์มิเขาค่ะ ให้พื้นที่ครอบครัวนิดนึงนะคะ”
พี่เกดรีบอธิบายพลางโบกไม้โบกมือกันนักข่าว
เซนท์ปรายตาคมกริบมองกลุ่มนักข่าวที่ยังคงพยายามเบียดเข้ามาใกล้ สายตาดุดันและรัศมีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทำให้เสียงเจี๊ยวจ๊าวเงียบลงไปถนัดตา เขาหันไปพยักหน้าให้การ์ดชุดดำเพื่อเคลียร์ทาง
“พี่เกดครับ เดี๋ยวผมรับเรย์มิกลับเอง ฝากจัดการทางนี้ด้วยนะครับ” เซนท์หันไปบอกผู้จัดการส่วนตัว
“ได้เลยค่ะคุณหมอ ขับรถกลับกันดีๆ นะคะ”
“ไป ขึ้นรถได้แล้ว ยืนอ้อนอยู่ได้” เซนท์ก้มลงกระซิบชิดใบหูของคนตัวเล็ก ก่อนจะดันไหล่เธอเบาๆ ให้เดินนำหน้า
“รู้แล้วน่า” เรย์มิยิ้มกว้าง ยอมผละออกจากอกเขาแต่ก็ยังสอดมือเข้าไปควงแขนแกร่งเอาไว้แน่น
ทั้งสองคนเดินฝ่ากองทัพสื่อมวลชนตรงไปยังรถสปอร์ตคันหรูสีดำที่จอดเทียบอยู่ไม่ไกล เซนท์เปิดประตูฝั่งผู้โดยสารดันร่างบางให้เข้าไปนั่ง ก่อนจะอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ
ปัง!
เสียงปิดประตูดังขึ้น ตัดขาดความวุ่นวายภายนอกออกไปจนหมดสิ้น เรย์มิเอนหลังพิงเบาะถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยล้า แต่รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนมุมปาก
เซนท์เอี้ยวตัวเข้ามาหาจนใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกับกลิ่นสะอาดๆ ของสบู่ลอยแตะจมูกเรย์มิ หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่ขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยคาดผ่านหน้าอกของเธอไปเสียบเข้ากับตัวล็อกดังกริ๊ก ก่อนจะลดสายตาลงมองชุดสูทสีแดงที่เธอสวมใส่ ซึ่งเมื่อนั่งลงแล้ว กระโปรงตัวในมันก็ร่นขึ้นมาจนเห็นต้นขาขาวเนียนเกินความจำเป็น
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที เซนท์เงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวด้วยสายตาดุๆ
“ใส่ชุดอะไรของเธอเนี่ยเรย์มิ กระโปรงหรือเศษผ้า ทำไมมันสั้นขนาดนี้?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยดุอย่างไม่จริงจังนัก แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยและหวงแหนอย่างปิดไม่มิด
“ทีหลังห้ามใส่สั้นแบบนี้ออกมาเดินข้างนอกอีกนะ เข้าใจไหม”
