บทที่ 5 ความอึดอัดบนโต๊ะอาหาร
เสียงช้อนส้อมกระทบจานกระเบื้องเคลือบดังเป็นระยะท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องอาหารกว้างขวางของคฤหาสน์หลังใหญ่ โต๊ะอาหารไม้มะฮอกกานีตัวยาวมีเพียงร่างของคนสองคนนั่งอยู่คนละฝั่ง อาหารเลิศรสหลากหลายเมนูถูกจัดวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ ทว่ากลับไม่มีใครแสดงความสนใจที่จะลิ้มรสชาติของมันอย่างจริงจัง
เรย์มินั่งหน้ามุ่ย มือเรียวถือส้อมเขี่ยเนื้อสเต๊กในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย ความกรุ่นโกรธจากเหตุการณ์หลังเวทีแฟชั่นโชว์ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก
‘อึดอัดจะบ้าตายอยู่แล้ว!’ เธอสบถในใจ
เซนท์ปรายตามองคนตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบตึง เขาวางมีดในมือลงก่อนจะเอื้อมมือไปตักเนื้อปลาผัดเปรี้ยวหวานชิ้นโตวางลงในจานของหญิงสาว
“กินข้าวสิเรย์มิ เขี่ยไปเขี่ยมาแบบนั้นเมื่อไหร่จะอิ่ม” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“เรย์กินไม่ลงค่ะ อิ่มความโกรธอยู่” หญิงสาวตอบกลับเสียงแข็งโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคนตักอาหารให้
“ยังไม่เลิกงี่เง่าเรื่องชุดอีกหรือไง” เซนท์ถอนหายใจยาว ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
“พี่ทำไปก็เพราะความหวังดีนะเรย์มิ เราเป็นนางแบบชื่อดัง เป็นคนของประชาชน การวางตัวและความเหมาะสมมันเป็นสิ่งสำคัญมากนะ จะมาใส่ชุดโป๊ๆ โชว์เนื้อหนังมังสาพร่ำเพรื่อได้ยังไง”
“แต่นั่นมันคืองานศิลปะค่ะ! มันคือแฟชั่น!” เรย์มิเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตากลมโตวาวโรจน์
“แล้วพี่เซนท์ก็ไม่มีสิทธิ์ไปหักหน้าเรย์ต่อหน้าทีมงานทุกคนแบบนั้น พี่ทำเหมือนเรย์เป็นเด็กไร้สมองที่คิดเองไม่ได้!”
“ถ้าคิดเองได้ แล้วทำไมถึงเลือกชุดที่มันส่อไปในทางอนาจารแบบนั้นล่ะ” ชายหนุ่มสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเริ่มเข้มขึ้น
“วงการบันเทิงมันน่ากลัวกว่าที่เธอคิดนะ คนรอเหยียบซ้ำเวลาเราพลาดมันมีเยอะแยะ พี่แค่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้ภาพลักษณ์ของเธอต้องมามัวหมองเพราะความดื้อรั้นอยากจะเอาชนะ”
“ภาพลักษณ์หรือความหวงก้างกันแน่คะ!” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นท้าทาย
“เรย์รู้นะว่าพี่เซนท์แค่ไม่อยากให้ใครมองเรย์ พี่ก็เลยใช้อำนาจเผด็จการมาสั่งเปลี่ยนชุดเรย์หน้าตาเฉย พี่มันคนเห็นแก่ตัว!”
“เรย์มิ! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย พี่เป็นพี่ชายเธอนะ!” เซนท์ตบโต๊ะเบาๆ เพื่อปราม แววตาดุดันฉายชัดถึงความไม่พอใจที่ถูกเถียงคำไม่ตกฟาก
“ก็เพราะเป็นแค่พี่ชายไงคะ ถึงไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายชีวิตเรย์ขนาดนี้!” เรย์มิตะโกนกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เรย์โตแล้วนะ! หาเงินเองได้ ดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องรอให้พี่ชายมาคอยตีเส้นตีกรอบชีวิตให้ทุกเรื่องว่าต้องทำอะไร ต้องใส่อะไร หรือต้องคบกับใคร!”
“ที่พี่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อตัวเธอเองทั้งนั้น! ทำไมถึงเข้าใจอะไรยากนักฮะ!”
“เพื่อตัวเรย์ หรือเพื่อสนองความเผด็จการของพี่กันแน่!”
เคร้ง!
เรย์มิทิ้งช้อนส้อมกระแทกลงบนจานกระเบื้องอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่นห้องอาหาร หญิงสาวผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สองมือยันขอบโต๊ะไว้แน่น นัยน์ตากลมโตที่จ้องประจันหน้ากับชายหนุ่มเริ่มแดงก่ำ หยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจและความโกรธจัดเอ่อคลอเบ้าเตรียมจะหยดแหมะลงมาได้ทุกเมื่อ
“พี่เซนท์เลิกทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเรย์สักทีได้ไหม!” น้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงแหมะลงอาบแก้มเนียน
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาหวงเรย์ขนาดนี้! สิ่งที่พี่ทำมันทำให้เรย์อึดอัดแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!”
“พี่เป็นพี่ชายเธอนะเรย์มิ ทำไมพี่จะหวงน้องสาวตัวเองไม่ได้!” เซนท์ขึ้นเสียงกลับบ้าง ใบหน้าคมคายตึงเครียดขึ้น
“แต่มันมากเกินไป! มากจนคนอื่นเขามองว่าเราไม่ใช่แค่พี่น้องแล้ว!” เรย์มิตะโกนสวนกลับเสียงสั่นเครือ สองมือที่กำแน่นสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“พี่รู้ไหมว่าการที่พี่ทำแบบนี้มันทำให้เรย์คิด...ทำให้เรย์รู้สึก...”
‘แย่ที่สุด! ฉันจะรักพี่ชายตัวเองไม่ได้!’
หญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ กัดกินหัวใจทุกครั้งที่ต้องย้ำเตือนตัวเองว่าความรู้สึกหวั่นไหวที่เธอมีต่อเขามันคือเรื่องผิดบาป
“มันทำให้เรย์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษ! เราเป็นแค่พี่น้องนะพี่เซนท์ ขีดเส้นใต้คำว่าพี่น้อง! ไม่ใช่คนรักหรือสามีภรรยาที่จะมาหึงหวงกันออกหน้าออกตาขนาดนี้!”
คำว่า 'พี่น้อง' ที่หลุดออกจากปากของคนตัวเล็กทำเอาเซนท์ชะงักกึก ร่างสูงยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง คำพูดประโยคนั้นเหมือนมีดแหลมที่กรีดลงกลางใจ ตอกย้ำสถานะจอมปลอมที่เขาสร้างมันขึ้นมากับมือเพื่อหลอกลวงเธอ
‘พี่ชายงั้นเหรอ...’
ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนสันนูนปูด เขาพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อข่มพายุอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ข้างใน ความรู้สึกรักและหวงแหนที่มันเกินเลยกว่าคำว่าพี่น้องกำลังจะล้นทะลักออกมาจนเขากลัวใจตัวเอง
“เรย์มิ...พี่ขอโทษ” เซนท์ปรับระดับเสียงให้อ่อนลง แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเว้าวอน เขาค่อยๆ ก้าวเดินอ้อมโต๊ะอาหารเข้าไปหา
“พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เรย์มิอึดอัด พี่แค่...”
“ปล่อย!” เรย์มิสะบัดแขนออกสุดแรงทันทีที่มือหนาเอื้อมมาแตะลงบนท่อนแขนของเธอ
“ไม่ต้องมาจับเรย์!” หญิงสาวตวาดลั่นทั้งน้ำตา “เรย์ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น! ปล่อยให้เรย์อยู่คนเดียวเถอะ!”
พูดจบเธอก็หันหลังหมุนตัววิ่งหนีออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้ากระแทกขั้นบันไดดังรัวขึ้นไปชั้นบน ตามด้วยเสียงกระชากประตูปิดและเสียงกดล็อกลูกบิดประตูดังลั่นบ้าน
เซนท์ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขามองตามแผ่นหลังบางที่วิ่งหนีไปจนลับสายตาด้วยแววตาที่สับสนและเจ็บปวด มือหนาที่ถูกสะบัดออกตกลงแนบลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ชายหนุ่มปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอาหารอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้ายาวๆ เดินตามขึ้นไปชั้นบน
ร่างสูงไปหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้สีขาวของห้องนอนเรย์มิ เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นหมายจะเคาะประตูเพื่ออธิบายและปรับความเข้าใจ แต่แล้วมือหนาก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ปลายนิ้วเพียงแค่แตะสัมผัสลงบนบานประตูไม้อย่างแผ่วเบา เซนท์หลับตาลงแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเคาะเรียกคนข้างใน เขาทำได้เพียงลดมือลงแล้วระบายลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
