บทที่ 4 Ep.4

“ครับ... ผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณ วันนี้ผมคงจะรบกวนเวลาทำงานของคุณแค่นี้ เอาไว้เราค่อยคุยกันใหม่นะครับพินอิน ความหวังของผมฝากไว้กับการตัดสินใจของคุณนะคนสวย” แอนโทนี่เอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง พลางส่งยิ้มที่ดูสุภาพแต่ทรงพลังในฐานะมือขวาของมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ เขาโค้งศีรษะให้เธอเล็กน้อยแทนการอำลา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังรถลีมูซีนสีดำคันหรูที่จอดรออยู่ไม่ไกล

พินอินยืนมองตามหลังเขาไปจนรถคันนั้นลับสายตา เธอพยายามสลัดเรื่องของ คีรัน ริคาร์โด้ เจมส์ และโปรเจกต์ ‘ภาพลักษณ์แห่งอาณาจักร’ ที่แสนจะหนักอึ้งออกไปจากสมองชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องเดินทางกลับบ้าน ร่างบางเดินเอื่อยๆ ไปตามเส้นทางแคบๆ ของซอยขนาดเล็กที่ทอดยาวไปจนถึงบ้านอันแสนอบอุ่นของครอบครัว ต้นซอยเป็นย่านชุมชนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนและเสียงเซ็งแซ่ แต่เมื่อยิ่งลึกเข้าไป ความเงียบสงบก็เริ่มปกคลุม บ้านของเธอนั้นปลูกลึกเข้าไปกลางซอย เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้นที่ดูทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา สภาพเก่าสลับใหม่ที่เธออาศัยอยู่กับคุณตาและคุณยายมาตั้งแต่จำความได้

ครอบครัวของพินอินเคยมีสมาชิกอยู่กันอย่างอบอุ่น 4 คน ประกอบด้วยคุณตา คุณยาย และตัวเธออยู่กับแม่ พินอินเติบโตมาโดยไม่มีพ่อ เธอไม่เคยมีแม้กระทั่งภาพถ่ายไว้ให้จดจำใบหน้าของผู้เป็นบิดา เธอรู้เพียงแค่ว่าแม่เลิกรากับพ่อตั้งแต่วันที่เธอสถิตอยู่ในครรภ์เพียงไม่กี่สัปดาห์ พอทั้งคู่แยกทางกัน พ่อก็หายสาบสูญไปและไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย แม่มักจะทำเหมือนไม่เคยรู้จักกับชายผู้ให้กำเนิดเธอ ไม่เคยเล่าเรื่องของพ่อให้เธอฟัง ราวกับต้องการปกป้องเธอจากความเจ็บปวดในอดีต พ่อเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเธอเป็นลูก ชีวิตของพินอินจึงมีแต่ตา ยาย และแม่เท่านั้นที่เป็นเสมือนโลกทั้งใบของเธอ

สมัยเด็กเธอเคยถามแม่ด้วยความไร้เดียงสาว่าทำไมถึงตั้งชื่อเธอว่า “พินอิน” ท่านเล่าว่าคุณตาเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เธอ เพราะเห็นว่าแม่ของเธอเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีนและยังเป็นอาจารย์สอนภาษาจีนในสถาบันการศึกษาชั้นนำของจังหวัด ท่านจึงหยิบชื่อเรียกตัวอักษรจีนนำมาตั้งเป็นชื่อของหลานสาว พินอินมีความสุขกับชีวิตที่มีกันสี่คนแบบนี้มาเนิ่นนาน แม้จะเป็นชีวิตที่เรียบง่ายและไม่ได้ร่ำรวยมหาศาลเหมือนครอบครัวในนิตยสารที่เธอเคยเห็น

จนกระทั่งหลายปีก่อน เธอได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาภาคฤดูร้อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกไปใช้ชีวิตลำพังต่างแดน เธอจึงยิ่งเล็งเห็นความสำคัญของคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น แต่ทว่า... หลังจากการกลับถึงเมืองไทยได้ไม่นาน พินอินก็ต้องพบความเสียใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นั้นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้ทุกคนในบ้านจนแทบเสียสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต นับจากนั้นมาครอบครัวของเธอจึงเหลือเพียงตากับยายเท่านั้นที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว

บ้านของพินอินอยู่กลางเมืองแต่เป็นคนละจังหวัดกับสถานที่ที่เธอไปทำงานรับจ้างแสดงความสามารถพิเศษ ทำให้คุณตากับคุณยายของเธอต้องอยู่กันตามลำพังถึงสามวัน โชคดีที่เธอมีเพื่อนบ้านเป็นคนดีมีน้ำใจ ก่อนไปทำงานต่างจังหวัดเธอจึงฝากฝังให้ป้าแก้ว แม่บ้านของอาจารย์นิพนธ์ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่อยู่ตรงข้ามกันช่วยดูแลคุณตาคุณยายแทน พินอินจึงสามารถเดินทางไปทำงานได้อย่างหมดห่วง แต่ในใจลึกๆ ของหญิงสาวผู้อ่อนไหว เธอมักจะรู้สึกผิดเสมอที่ต้องปล่อยให้ท่านทั้งสองอยู่ตามลำพัง

พินอินเดินเอื่อยๆ เข้ามาในบ้านด้วยความรู้สึกเอะใจในความเงียบเชียบที่ผิดไปจากปกติ ลมเย็นเยือกโชยผ่านเมื่อเธอเดินมาถึงหน้าประตูบ้านที่ปิดสนิท เธอเคาะประตูและร้องเรียกคุณตาคุณยายเหมือนทุกครั้งที่ทำเป็นประจำเมื่อกลับมาถึงบ้าน แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากคนในบ้านราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างใน หัวใจของเธอกระตุกวูบด้วยความกังวล น้ำตาที่พร้อมจะไหลออกมาอยู่เสมอเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา

“ใครน่ะ” เสียงตะโกนถามดังออกมาจากข้างในบ้านน้ำเสียงดูแหบพร่า

“พินเองค่ะป้าแก้ว” พินอินร้องตะโกนตอบและแปลกใจเมื่อป้าแก้วเป็นคนเดินมาเปิดประตูให้แทนที่จะเป็นตากับยาย

“หนูพินอิน... ไหนคุณยายบอกว่าหนูพินจะกลับอาทิตย์หน้ายังไงคะ” นางถามแล้วลอบถอนใจเมื่อเห็นสีหน้าอิดโรยของหญิงสาว ยิ่งเห็นท่าทางเหนื่อยอ่อนและดวงตาที่ดูโศกเศร้าของพินอิน นางก็ยิ่งลำบากใจและรู้สึกสงสารหญิงสาวมากยิ่งขึ้น

พินอินยิ้มโรยๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนแต่ค่อนข้างนอบน้อม “พอดีงานเสร็จไวกว่ากำหนดค่ะคุณป้า คุณตาคุณยายไม่อยู่บ้านเหรอคะป้าแก้ว ทำไมบ้านดูเงียบจัง”

“ค่ะ... ไม่อยู่ค่ะ” นางตอบเสียงตะกุกตะกัก พลางหลบสายตาพินอินอย่างมีพิรุธ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป