บทที่ 7 Ep.7
“ตาเขาคงไม่อยากเห็นน้ำตาของพิน ตาคงจะรู้ว่าถ้าเขาไปตอนที่พิน อยู่ด้วย พินก็คงร้องไห้เป็นเผ่าเต่าแบบนี้นะสิ”
คุณยายจิตตอบน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างสะเทือนใจ ฝ่ามือเหี่ยวย่นลูบไล้ศีรษะหลานสาวอย่างปลอบประโลม ขณะที่คนผ่านโลกมาเกินครึ่งชีวิตอย่างท่านเข้าใจสัจธรรมของโลกจึงเข้มแข็งมากกว่าหลานสาวทำให้ไม่มีหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียวจากดวงตาแห้งผากคู่นี้
“พินคิดถึงคุณตาเหลือเกินค่ะ ขาดคุณตาไป พินรู้สึกเหมือนโลกเหลือแค่ครึ่งใบเท่านั้นเอง”
“ตาเขาอยู่กับเราเสมอพินเอ๊ย...บ้านหลังนี้ยังเป็นโลกทั้งใบของเรา เพราะที่นี่มีตาอยู่กับเราไม่เคยจากไปไหน ความรักของเขายังโอบล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเราเสมอ เข้มแข็งนะลูกนะ เมื่อถึงเวลาพวกเราทุกคนก็ต้องไปอยู่ในที่ที่เดียวกับตาและแม่ของหลาน แต่ก่อนจะถึงวันนั้นเราต้องอยู่อย่างเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ตากับแม่เราเขาเป็นกังวล เข้าใจไหมลูก...” คุณยายเอ่ยปลอบใจหลานและตัวเองแผ่วเบา
“ค่ะ พินจะต้องเข้มแข็ง พินจะดูแลคุณยายแทนคุณตากับแม่เอง”
เธอกอดตอบแล้วคืนนั้นเธอก็นอนกอดท่านไว้แน่น มีเพียงอ้อมกอดของกันและกันแทนกำลังใจกับคำปลอบโยน ความเหนื่อยล้าจากการทำงานประกอบกับความโศกสลดทำให้เธอหลับไปทั้งคราบน้ำตาในอ้อมกอดของคุณยาย
คุณตาเปี่ยมของพินอินเป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน ในคืนสวดพระอภิธรรมคืนสุดท้าย ศาลาวัดจึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางมากันอย่างเนืองแน่น หลังส่งแขกคนสุดท้ายเรียบร้อย พินอินจึงพาคุณยายของเธอเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกหม่นมัว เธอส่งคุณยายเข้าห้องนอนแล้วจึงออกมาปิดบ้าน ตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งและตั้งใจจะเดินไปห้องนอนของตน แต่นึกเป็นห่วงคุณยายขึ้นมา เกรงท่านจะนอนไม่หลับ เธอจึงแวะไปดูท่านอีกรอบ พินอินค่อย ๆ แง้มประตูอย่างเบามือเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนหากคุณยายของเธอกำลังสวดมนต์ไหว้พระอยู่
เธอมองผ่านรอยแยกระหว่างประตูที่เปิดแง้มนิด ๆ เห็นคุณยายกำลังค้นหาบางอย่างในตู้ไม้สักกรุกระจกมุมห้อง ท่าทีเป็นกังวลเมื่อท่านหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา สีหน้าหม่นหมองของคุณยายทำให้พินอินมองอย่างสนใจเธอมั่นใจว่าเอกสารที่ท่านลุกขึ้นมาค้นหากลางดึกต้องเป็นเอกสารสำคัญ และมันคงเป็นปัญหาหนักอกที่ทำให้ท่านเครียดจนนอนไม่หลับอย่างแน่นอน
พินอินค่อย ๆ ดึงประตูปิดแล้วทำทีเป็นเข้านอน รอจนแน่ใจว่าคุณยายหลับลึกจึงเดินกลับมาที่ห้องของท่านอีกครั้ง และค่อย ๆ ย่องไปที่ตู้เพื่อหยิบเอกสาร เธอเอี้ยวตัวมองไปทางเตียงนอนของคุณยายอย่างระมัดระวังพลางควานหากุญแจหลังตู้ ไขตู้อย่างเบามือแล้วหยิบซองเอกสารออกมาจากนั้นก็ค่อย ๆ ย่องออกมาจากห้องนอนของคุณยายเงียบ ๆ
พินอินถือซองเอกสารเดินกลับเข้ามาในห้องนอนตนเอง เปิดไฟกลางห้องแล้วดึงแผ่นกระดาษข้างในออกมาดู สัญญาจำนองที่ดินระบุระยะเวลา 5 ปี เธอไล่ดูวันเดือนปีในสัญญาจำนองจึงรู้ได้ทันทีว่าเหตุใดคุณตากับคุณยายของเธอจึงต้องเอาที่ดินและบ้านหลังนี้ไปจำนอง
คุณตากับคุณยายของเธอมีรายได้แค่เงินบำนาญหลังเกษียณอายุราชการ แม้จะไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้มากอะไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านทั้งสองมีความจำเป็นต้องเอาบ้านกับที่ดินไปจำนอง เอาเงินทั้งหมดมาเป็นค่าใช้จ่ายในการทำศพมารดาและยังต้องส่งเธอเรียนในระดับมหาวิทยาลัย คุณตาคุณยายต้องใช้เงินจำนวนมากจึงมียอดหนี้สินเป็นเงินกว่าหนึ่งล้านบาท และกำลังจะถึงกำหนดชำระคืนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณยายของเธอกังวลและทุกข์ใจ
หญิงสาวเดินไปที่โต๊ะกระจกกลางห้อง ดึงลิ้นชักออกมาและหยิบสมุดบัญชีของตนกางออก ยอดเงินคงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยอดหนี้ทำให้เธอรู้สึกหนักใจ คิ้วเรียงเส้นสวยขมวดเป็นปมแล้วค่อย ๆ คลายออกเมื่อเห็นนามบัตรของหนุ่มอิตาลีที่วางอยู่บนโต๊ะ
“พินจะไม่ยอมให้คุณยายเป็นทุกข์เพราะเรื่องนี้เด็ดขาด พินจะต้องได้บ้านของเราคืนให้ได้ค่ะคุณตา... พินสัญญา” หญิงสาวพึมพำกับรูปถ่ายของคุณตาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น
หยาดน้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือดหยดลงบนหลังมือขณะที่เธอหยิบนามบัตรสีดำขอบทองแสนหรูหรานั้นขึ้นมามอง แสงสะท้อนจากโลโก้ตระกูลริคาร์โด้ เจมส์ ดูเหมือนจะเป็นทั้งแสงสว่างแห่งความหวังและหลุมพรางที่พร้อมจะดึงเธอให้ดิ่งลึกลงไปในโลกที่เธอไม่รู้จัก พินอินเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานตัวเก่า เปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มร่างอีเมลตอบกลับถึงแอนโทนี่อย่างใจเย็น ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่ยังคงก้องอยู่ในอก
ทางด้านแอนโทนี่ เขาแทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้รับอีเมลตอบรับจากพินอินในอีกสองวันต่อมา ซึ่งเป็นเวลาที่เขากำลังเริ่มจะถอดใจและคิดว่าจะโทรไปหาเธอในวันรุ่งขึ้นพอดี
