บทที่ 6 สุดเหวี่ยง
พีราวัชรสาดเครื่องดื่มดีกรีสูงเข้าคออีกครั้งก่อนจะเลิกมองเพราะถ้ายังเอาแต่จ้องอยู่แบบนี้คงไม่ดีต่อร่างกายตนเองแน่
พิจิการู้สึกว่ามาร์ตินจะเข้าใกล้เธอมากเกินไปหญิงสาวจึงขอตัวออกมาจากตรงนั้นโดยอ้างว่าเหนื่อยและอยากจะหาเครื่องดื่มสักแก้วแล้วจะกลับมาหาเขาอีกชายหนุ่มจึงยิ้มและไม่ได้เดินตามเธอมาที่เคาน์เตอร์
“ดูท่าทางคุณจะหมดแรงนะครับเอาเครื่องดื่มหน่อยไหม Mojito ดีไหมครับจะได้สดชื่น” บาร์เทนเดอร์หนุ่มถาม
“ค่ะ” พิจิกาไม่รู้หรอกว่าไอ้เครื่องดื่มที่เขาบอกน่ะเป็นแบบไหนเพราะตอนนี้เธออยากดื่มอะไรก็ได้ที่มันสดชื่น หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมายิงคิวอาร์โค้ตเพื่อชำระเงิน จากนั้นก็ดื่มเครื่องดื่มทีละนิดจนหมดแล้วและคิดว่าควรจะกลับที่พักตนเองก่อนที่จะเมามากกว่านี้
เธอลงจากเก้าอี้ ขณะกำลังจะหันหลังกลับหญิงสาวก็เซไปฟุบอยู่กับคนที่นั่งข้างๆ เธอเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้ม
“ขอโทษค่ะ” พิจิการีบกล่าวขอโทษในความซุ่มซ่ามของตัวเองเพราะดื่มไปเยอะจึงประคองตัวได้ยาก
ชายหนุ่มไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่เมื่อก้มลงสบดวงตาคู่สวยหวานที่ส่งประกายท้าแสงไฟนั้นแล้วเขาก็รู้สึกว่าหัวใจของตนเองเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม ยิ่งตอนที่หญิงสาวจับไหล่ของเขาเพื่อพยุงตัวเองเขาก็แทบจะหยุดหายใจเอาเสียดื้อๆ
พิจิกาก็รู้สึกไม่ต่างกันผู้ชายตรงหน้าของเธอนั้นหล่อถูกใจเธอที่สุดหล่อกว่าคนรักเก่าตั้งไม่รู้กี่เท่า หญิงสาวยิ้มเขินเมื่อคิดได้ว่าตอนนี้ตัวเองยังเกาะที่ไหล่ของเขาอยู่ เธอรีบปล่อยมือออกแล้วตั้งตัวตรงแต่ก็ยังเซไปมาอยู่ดี
“ถ้าคืนนี้คุณไม่ติดธุระที่ไหน ผมว่าพาเธอไปส่งก็คงจะดีนะครับ ผมล่ะไม่ไว้ใจฝรั่งพวกนั้นเลย” ผู้จัดการร้านรีบบอกเพราะ เห็นว่าอย่างน้อยพีราวัชรก็เป็นคนไทยเหมือนกับเธอ”
พีราวัชรหันไปมองคนที่ยืนพิงอยู่ข้างๆ แล้วชายหนุ่มก็ยิ้ม และรอยยิ้มนั่นทำให้คนมองหัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด ใบหน้าร้อนผ่าว เธอพยายามมองว่าเคยเจอเขาที่ไหน แต่ด้วยสติที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดก็เลยนึกไม่ออก
“เราเคยเจอกันไหมคะ ทำไมหน้าคุณคุ้นจัง”
คำพูดของพิจิกาทำให้พีราวัชรหันมามองหน้าเธอชัดๆ อีกครั้งและเขาก็มั่นใจว่าไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้ที่ไหน
“แต่ผมไม่เคยเจอคุณนะ”
“คุณคิดว่าฉันโกหกเหรอคะ ฉันว่าฉันต้องเคยรู้จักคุณมาก่อนแน่ๆ หน้าคุณคุ้นมากๆ เลยนะคะ” เสียงหวานเอ่ยยืด
“งั้นลองมองใกล้ๆ อีกทีดีไหมครับ” ชายหนุ่มโอบร่างที่ยืนแทบไม่ตรงแล้วดึงให้หญิงสาวนั่งลงบนตักตนเองเพื่อให้เธอได้มองอย่างใกล้ชิด หญิงสาวสะดุ้งขืนตัวเล็กน้อย เธอมองหน้าคนที่ให้เธอนั่งแทนเก้าอี้คิ้วเธอขมวด ร่างกายรู้สึกหมดแรงลงดื้อๆ เธออยากขยับออกแต่ก็ได้แค่คิด
“ผมว่าเรามาเริ่มต้นรู้จักกันใหม่ก็ได้นี่ครับ คุณชื่ออะไร”
“ผิง”
“ชื่อแปลกจังนะครับ มีที่มาไหม”
“ตอนแม่ท้องแม่ชอบกินขนมผิง คุณเคยกินไหมคะ”
ชายหนุ่มส่ายหน้า เขาแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อขนมชนิดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ถ้าถามว่าอยากกินไหมเขาตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าอยากกินมาก
“มันคงน่ากินมากนะครับ”
“ค่ะ สีมันจะออกขาวกลิ่นก็หอมมากด้วยค่ะ”
ยิ่งเธอพูดเขาก็ยิ่งอยากจะกินขึ้นมาเสียตอนนี้ ขนมผิงที่ทั้งขาวและหอมที่นั่งอยู่บนตักของเขา
“คุณถามฉันเยอะแล้ว ฉันขอถามได้ไหมคุณชื่ออะไร”
“พีร์ครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคุณพีร์” หญิงสาวทำท่าคิดก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้งด้วยเสียงที่ไพเราะน่าฟัง
“ขอโทษนะคะคุณพีร์ ฉันเข้าใจผิดเอง ฉันไม่เคยได้ยินหรือรู้จักคนชื่อนี้มาก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปทำความรู้จักกันดีไหมครับ”
“แม่บอกว่าไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้า”
“แปลกหน้าที่ไหนล่ะ เรารู้จักกันแล้วนะ”
“แต่ก็เพิ่งรู้จัก ฉันไม่ไว้ใจคุณหรอกค่ะ ผู้ชายมันก็เหมือนกันทุกคนไว้ใจไม่ได้ ชอบฉวยโอกาสเห็นผู้หญิงเป็นของเล่น ไอ้ผู้ชายเจ้าชู้ ไอ้ผู้ชายเฮ็งซวย” เสียงอ้อเอ้ของคนเมาตัดพ้อ
“อ้าวคุณ มาว่าผมแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย”
“ผมว่าเธอเมามากแล้วแหละ คุณรีบพาเธอกลับดีกว่านะครับ” ผู้จัดการร้านบอกเพราะหญิงสาวโวยวายจนคนอื่นเริ่มหันมามอง และเธอก็สวยสะดุดตาเกินกว่าจะปล่อยให้เมาแล้วถูกคนใครสักคนหิ้วไป
“เอาล่ะ คุณผิงตั้งสติหน่อย คุณเมาแล้วนะ คุณพักที่ไหนเดี๋ยวผมไปส่ง”
“นั้นสิ ฉันพักที่ไหนน้า...จำไม่ได้เลย อ้อ ในกระเป๋ามีกุญแจ” หญิงสาวเปิดกระเป๋าแล้วหยิบกุญแจขึ้นมาพอพีราวัชรเห็นก็รู้ทันทีว่าเธอพักที่ไหน
“ฝากด้วยนะครับคุณพีร์ขอให้มีความสุขนะ”
“มีความสุขบ้าอะไรล่ะ ผมกลัวคุกมากกว่าดูท่าทางยังไม่ยี่สิบด้วยซ้ำ”
“สบายใจได้ครับเธอยี่สิบสี่แล้ว” ผู้จัดการร้านรีบบอกเพราะตอนเธอมาสั่งเครื่องดื่มเขาเห็นว่าเธอหน้าเด็กมากก็เลยขอดูบัตรประชาชน
กว่าชายหนุ่มจะประคองคนเมาซึ่งโวยวายมาตลอดทางถึงบ้านพักเธอก็แทบแย่ เขาไม่รู้ว่าเธอไปโมโหหรือโกรธใครที่ไหนถึงเอาพูดคำเดิมๆ ผู้ชายเลว ผู้ชายเจ้าชู้พูดวนไปวนมาอยู่อย่างเดิม
