บทที่ 11 บททดสอบแรกของผู้ช่วยส่วนตัวท่านประธาน

เอวิตราเดินตามอธิติเข้าไปในห้องทำงานของเขาที่เธอเคยมาถึงสองครั้งสองครา เลขานุการตรงเข้ามาหาแล้วยกมือไหว้อย่างฝากเนื้อฝากตัวพลางเอ่ย

“สวัสดีค่ะคุณเอวิตรา...เอ๊ย...คุณผู้หญิง  ฝ้ายค่ะ...เป็นเลขาคุณอธิติค่ะ”

“ค่ะ สวัสดีค่ะ” พูดไม่ทันจบ อธิติก็พาเธอเดินไปที่ประตูห้องทำงานของเขา

“เมื่อวานผมให้เขาจัดห้องทำงานให้ใหม่ เพิ่มโต๊ะทำงานของคุณมาอีกตัว ทีนี้เวลาทำงานเราก็จะได้เห็นหน้ากันตลอดเวลา...ดีไหม ที่รัก?” สุ้มเสียงยามเอ่ยคำสุดท้ายอ่อนหวานเสียจนเอวิตราขนลุก

แน่นอนว่าทุกคำที่เขาพูดเพราะตั้งใจให้เลขานุการได้ยิน ฝ่ายนั้นฟังแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางทำท่าขัดเขินเมื่อเห็นเจ้านายหวานกับภรรยาหมาดๆ พอลับหลังคงได้โทรศัพท์ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังแน่ๆ

บรรยากาศในห้องทำงานดูแปลกตาไปจากเดิม จากที่เคยตกแต่งอย่างเคร่งขรึมกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อมีโต๊ะและเก้าอี้ทำงานมาเพิ่มอีกมุม แถมบนโต๊ะทำงงานและตู้เอกสารชิดผนังด้านหลัง มีแจกันดอกกุหลาบสีชมพูหวานวางประดับอยู่ เข้ากับสีของเครื่องไอแม็คใหม่เอี่ยมสีเดียวกัน

“สีชมพู!” เอวิตราหลุดพูดออกมาเบาๆ ก่อนจะหันมาถามด้วยความแปลกใจ “คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบสีชมพู?”

“มันก็หาคำตอบไม่ยากหรอกคุณ ก็แค่ถามคนที่เขารู้”

“พลน่ะเหรอ?” เอวิตรานึกถึงน้องชาย จะมีใครรู้จักเธอ...รู้เรื่องจิปาถะยิบย่อยแบบนี้อีกเล่า ถ้าไม่ใช่คนที่ใกล้ชิดสนิทสนม แต่คนถูกถามกลับคิดไปอีกอย่าง

“ผมคงไม่ไปถามคุณแพทของคุณหรอก!” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นออกจะห้วนจนเอวิตราเหลือบมองด้วยความแปลกใจ

“คุณแพทก็คงไม่รู้หรอกค่ะ เรื่องแบบนี้” เอวิตราตอบไปตามจริง ...เธอกับภูวสิษฏ์เป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้อง ก็เท่านั้นเอง...

อธิติยิ้มตรงมุมปาก เขาโอบไหล่หญิงสาวพามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของเธอ พลางคะยั้นคะยอให้เธอนั่งบนเก้าอี้ทำงานยี่ห้อหรู

“ลองนั่งสิคุณ นั่งสบายไหม? ถ้าไม่สบายผมจะได้ให้เขามาเปลี่ยนเอารุ่นที่ดีกว่านี้”

เอวิตราทำตามอย่างว่าง่าย เธอขยับตัวไปมาก่อนจะพยักหน้า

“สบายค่ะ คุณไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ตัวนี้โอเคแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มงานกันเลยดีไหม?” พูดจบเขาก็เดินไปหยิบแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตนเองมายื่นให้เอวิตรา “ผมอยากให้คุณดูนี่หน่อย...ในฐานะอดีตผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่เก่งที่สุด ผมอยากรู้ว่า คุณจะมองเห็นอะไรในแฟ้มนี้บ้าง” พูดแล้วเขาก็นั่งลงตรงเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับหญิงสาว

เอวิตรามองแฟ้มตรงหน้าซึ่งเขียนไว้ว่าเป็นแฟ้มโครงการวิเคราะห์ความเสี่ยงของดีลธุรกิจใหม่ ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอเปิดแฟ้มนั้นอ่านรายละเอียดทั้งหมดอย่างตั้งใจ กวาดสายตาพิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขและแผนการลงทุนเพียงไม่นาน รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าสวย

เธอเงยหน้าขึ้นสบตาอธิติ กางแฟ้มออกแล้วยื่นไปข้างหน้าเขา

“โครงการคอมเพล็กซ์แห่งใหม่ที่คุณกำลังจะเซ็นสัญญากับต่างประเทศ...จุดนี้ ผลตอบแทนล่อใจก็จริง แต่คุณกำลังมองข้ามข้อกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ในอีกสองเดือนข้างหน้าไปค่ะ ถ้าคุณเซ็นสัญญานี้โดยไม่แก้เงื่อนไขข้อที่สี่ อริยะ กรุ๊ป จะต้องแบกรับค่าปรับและความล่าช้ามากกว่าห้าสิบล้าน”

เอวิตราอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน มั่นใจ และตรงประเด็น โดยใช้ประสบการณ์ระดับมืออาชีพชี้จุดบกพร่องที่มีมวิเคราะห์ของอริยะ กรุ๊ป มองข้ามไปได้อย่างหมดจด

อธิติมองเอกสารตรงหน้าที่มีลายมือเป็นระเบียบเขียนอธิบายเพิ่มเติมหลายจุด สลับกับมองใบหน้าสวยของหญิงสาว ดวงตาของเธอฉายแววมั่นอกมั่นใจและฉลาดเฉียบแหลมอย่างคนที่เข้าใจและเชี่ยวชาญในสิ่งที่กำลังพูด ชั่วขณะนั้น...หัวใจซีอีโอหนุ่มกระตุกวูบ เมื่อความรู้สึกชื่นชมและพึงใจเอ่อล้นขึ้นมาในอกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนใดมาก่อน

มุมปากหยักลึกของอธิติยกยิ้มแผ่วบาง ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ จ้องมอง ‘ภรรยาจำยอม’ ของเขาด้วยสายตาวาววับที่ซ่อนความละมุนไว้ลึกๆ

“สมกับเป็นมือขวาที่แพทมันเสียดายหนักหนา...” เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มนุ่ม ซึ่งทำให้เอวิตราวางตัวไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าเขามาไม้ไหน แต่เธอยังไม่ทันจะตอบโต้ เขาก็เอ่ยต่อ “เอาล่ะ...ทำหน้าที่ได้ดีมาก คุณผู้ช่วยส่วนตัว”

น้ำเสียงเจ้าเล่ห์นั้นทำให้เอวิตราแทบตั้งตัวรับอารมณ์อีกฝ่ายไม่ทัน แต่เธอก็ตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างไว้ท่าที

“ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นค่ะ คุณเจ้านาย”

อธิติที่ลุกขึ้นจะเดินกลับที่โต๊ะ หันขวับกลับมาทันที

“ผิดแล้วมั้ง!”

“ผิดตรงไหนคะ?”

“คุณกับผม...เราเป็นสามีภรรยากันต่างหาก คุณต้องให้ผมย้ำสถานะนี้ให้คุณฟังสักกี่ครั้งกัน” ขณะที่เอ่ยนั้นเขาหมุนตัวเดินกลับมาหาเอวิตราด้วยท่าทางเหมือนคุกคาม สองมือท้าวลงบนที่วางแขนทั้งสองข้าง แล้วก้มหน้าลงมาหาพลางเอ่ยช้าชัด “หรือผมต้องย้ำแบบนี้...”

มือข้างหนึ่งของเขาเชยคางเธอขึ้นก่อนจะก้มจูบอย่างที่เอวิตราไม่ทันได้ตั้งตัว

ทุกสิ่งนิ่งงันเหมือนเวลาหยุดนิ่งอยู่กับที่ และที่เอวิตรารู้สึกมีเพียงความหวามไหวจากรสจูบที่เริ่มต้นอย่างจาบจ้วง ทว่ากลับค่อยๆ อ่อนหวานขึ้นทีละน้อย จนทำให้หญิงสาวเหมือนจะหลงลืมไปทุกสิ่ง

ลืมแม้กระทั่งว่า...เธอควรต้องขัดขืน มิใช่โอนอ่อนไปกับเขา!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป