บทที่ 3 หยดน้ำตาบนใบลาออก
เมื่อเอวิตากลับไปถึงเอ็มไพร์ คอร์ปอเรชั่น ก็เป็นเวลาพักเที่ยงพอดี หญิงสาวตรงกลับเข้าห้องทำงานและปิดประตูพลางกวาดสายตามองรอบห้องด้วยความรู้สึกที่ปนเปไปหมด…ทั้งโกรธและโมโห แต่ก็เศร้าและผิดหวังในเวลาเดียวกัน
น้ำตาที่สู้เก็บกลั้นเอาไว้หยาดลงมาเงียบๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย เอวิตราเอามือปิดปากกั้นเสียงสะอื้น เธอทรุดลงช้าๆ กระทั่งลงไปนั่งอยู่กับพื้นแล้วจึงปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
มือที่ถือซองเอกสารสั่น…ในซองนี้ นอกจากสัญญาบ้าๆ นั่นแล้วยังมีจดหมายลาออกที่รอเพียงลายเซ็นของเธอ มันก็จะสมบูรณ์พร้อมใช้งาน เธอสูดลมหายใจช้าๆ เมื่อต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความมานะพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมา…กับชีวิตน้องชาย เอวิตราย่อมต้องเลือกอย่างหลัง แม้จะปวดใจเหลือเกินที่รู้ว่าน้องชายยินดีเอาเธอใส่พานให้คนอื่นเพื่อแลกกับความอยู่รอดของตนเอง
เพราะอัครพล…คือคนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกใบนี้
และด้วยความคิดนั้นเอง ที่ทำให้เอวิตราประคองตัวเองให้ลุกขึ้นและเดินไปที่โต๊ะทำงาน หญิงสาวเซ็นชื่อบนใบลาออก พับมันอย่างเรียบร้อยก่อนหยิบซองจดหมายสีขาวอันหนึ่งมาจากลิ้นชัก แล้วสอดมันเข้าไปไว้ข้างใน
เช็ดน้ำตาแล้วก็สูดลมหายใจอีกครั้งก่อนจะก้าวออกจากห้องทำงาน
ห้องทำงานของกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร ปกติถ้าไม่มีนัดหมายสำคัญใดๆ เวลาพักเที่ยงเช่นนี้เจ้านายของเธอมักไม่ไปไหน เอวิตราจึงตรงขึ้นไปพบเขาโดยมิได้โทรขึ้นไปล่วงหน้า
เมื่อไปถึงหน้าห้องทำงานเจ้านาย เอวิตราชะงักเท้าเหมือนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป
“อ้าว…คุณเอ กลับมาแล้วเหรอครับ”
‘ภูวสิษฏ์’ หรือแพท…เจ้านายหนุ่มเงยหน้าจากเอกสารตรงหน้าขึ้นมาทักทาย ใบหน้าหล่อสะอาดเผยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน
“ค่ะ คุณแพท”
“ทุกอย่างโอเคไหมครับ…” เขาถามก่อนหยุดไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบนสีหน้าลูกน้องคนเก่ง “แต่หน้าตาคุณ…ดูไม่โอเคเลย มีอะไรหรือเปล่าครับ” สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยแววอาทร
ใบหน้าของเอวิตราราวกับมีเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาผลักกองเอกสารตรงหน้าออกไปด้านข้างเพื่อแสดงให้รู้ว่า เขาพร้อมและยินดีรับฟังปัญหาของเธอ เอวิตราสูดลมหายใจเข้า มือสั่นเทาค่อยๆ วางซองจดหมายสีขาวลงบนโต๊ะทำงานของเขา เสียงสั่นทีเดียวเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา
“เอ…มายื่นจดหมายลาออกค่ะ คุณแพท”
“ลาออก? คุณเอล้อผมเล่นน่า…” น้ำเสียงภูวสิษฏ์เต็มไปด้วยความคลางแคลงขณะเอื้อมหยิบซองขาวขึ้นมาเปิดและคลี่แผ่นกระดาษข้างในออกดู จะให้เขาเชื่อได้อย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นสัญญาณอะไรสักอย่าง โพรเจกต์ที่เธอรับหน้าที่ดูแลก็กำลังไปได้ดี “แล้วโพรเจกต์ใหญ่ที่เรากำลังจะดีลกับต่างประเทศในเดือนหน้าล่ะครับ คุณเป็นคนดูแลไม่ใช่เหรอ ถ้าทิ้งไปกลางคันแบบนี้…”
"เอขอโทษค่ะ แต่เอมีเหตุผลส่วนตัว... ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไปได้จริงๆ ค่ะ" เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด พยายามสะกดก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
“เหตุผลส่วนตัวอะไรครับ…คุณเอบอกผมได้ไหม ปัญหาเรื่องเงินเหรอ หรือว่า…มีบริษัทอื่นมาซื้อตัวคุณ?” ภูวิสิษฏ์ลุกและก้าวมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยอยากรู้ และยิ่งกว่านั้นคือความห่วงใย มือหนาเอื้อมไปแตะบ่าของเธอเบาๆ “คุณเอทำงานกับผมมาตั้งกี่ปี มีอะไรเราคุยกันได้เสมอนะครับ ผมพร้อมจะช่วยคุณทุกอย่าง หรือถ้ามีใครมารังแกคุณ…”
“ไม่มีใครรังแกเอหรอกค่ะคุณแพท” เอวิตราโพล่งบอกก่อนที่น้ำตาที่กักเก็บไว้จะหยาดลงมา เธอสูดหายใจเข้าอีกครั้งแล้วพูดต่อ “เอมีความจำเป็นบางอย่างที่ไม่สามารถบอกได้จริงๆ ค่ะ คุณแพทคะ…เอขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่คุณพยายามผลักดันเอมาตลอด ส่วนเรื่องโพรเจกต์ เอจะจัดการทุกอย่างและส่งมอบงานให้เรียบร้อยก่อนไปค่ะ คุณแพทคะ เอขอร้อง ถือว่าช่วยเอเป็นครั้งสุดท้าย...อนุมัติให้เอเถอะนะคะ” หญิงสาวยกมือไหว้เจ้านายหนุ่มด้วยความรู้สึกผิดเต็มหัวใจ น้ำตาที่เพียรเก็บกลั้นไว้เอ่อคลอดวงตาทั้งสอง
ภูวิสิษฏ์ได้แต่มองท่าทีของลูกน้องซึ่งเขารู้สึกว่ามีความผิดปกติอย่างมาก …ลูกน้องของเขาคนนี้รักงานที่ทำขนาดไหน ทำไมเขาจะไม่รู้ เธอรักงานมากพอๆ กับที่เป็นคนบ้าทำงาน ไม่มีทางที่จะทิ้งทุกอย่างไปง่ายๆ แบบนี้แน่นอน….
มันต้องมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ พลางเอ่ยเสียงแผ่ว
“ก็ได้ครับ ผมจะเซ็นอนุมัติให้ แต่จำไว้นะครับ ถ้าคุณมีเรื่องเดือดร้อน หรือ…ถ้าวันหนึ่งคุณเปลี่ยนใจ ประตูห้องทำงานของผม และบริษัทนี้ ยินดีต้อนรับคุณกลับมาเสมอนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ พรุ่งนี้เอมารับหนังสืออนุมัติการลาออกนะคะ” เอวิตราเอ่ยกับผู้เป็นเจ้านาย สายตาทอดนิ่งอยู่ที่จดหมายลาออกที่วางแผ่บนโต๊ะอย่างอาวรณ์ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที น้ำตาที่เก็บกักไว้อย่างสุดความสามารถไหลหยาดลงมาเป็นสาย
ภูวสิษฏ์มองตามแผ่นหลังบอบบางที่ดูราวกับกำลังแบกรับเรื่องราวมากมายจนลับสายตา เขากลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน สายตาอ่อนโยนแปลเปลี่ยนเป็นดุดันเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน
“ธนชัย…ไปสืบมาว่าช่วงสองสามวันนี้ เอวิตราไปเจอใครหรือมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
วางสายจากคนสนิทแล้ว ภูวสิษฏ์ก็หยิบจดหมายลาออกขึ้นมาดูพลางบอกตัวเองว่า เขาไม่มีทางปล่อยคนเก่งอย่างเอวิตราไปง่ายๆ หรอก
หนังสืออนุมัติที่เอวิตราต้องการ เขาจะเซ็นให้เพื่อให้เธอสบายใจ แต่ก็พร้อมจะฉีกมันทิ้งทันทีที่ความจริงที่ซุกซ่อนเบื้องหลังปรากฏ
