บทที่ 4 เงาแค้นของดาราดัง
วันถัดมา…ภูวิสิษฏ์ทำตามคำพูดที่ให้ไว้ เขาให้เลขานุการนำหนังสืออนุมัติการลาออกของเอวิตรามาให้ถึงห้อง หญิงสาวมองเอกสารที่ได้รับด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอก
“คุณเอจะออกจริงๆ เหรอคะ” เลขานุการสาวถาม น้ำเสียงบ่งบอกว่าเสียดายและใจหาย
“ค่ะ” คำตอบหนักแน่นทำให้ผู้ฟังทำได้เพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ
เมื่ออยู่เพียงลำพังในห้องทำงาน ความหนักแน่นเข้มแข็งที่แสดงเมื่อครู่เหือดหาย เธอก้มมองเอกสารในมือแล้วกัดริมฝีปากพลางสูดลมหายใจเข้าปอด เอวิตราหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ไปให้อธิติ ทันทีที่ท้ายข้อความของเธอขึ้นคำว่า ‘อ่านแล้ว’ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นตามมา
“ค่ะ” เอวิตราตอบรับเพียงสั้นๆ ไม่มีแม้คำว่า…สวัสดี แต่อีกฝ่ายก็มิได้สนใจ
“ผมต้องการตัวจริง เที่ยงนี้คุณว่างหรือเปล่า…เอามาให้ผมที่นี่ แล้วผมจะจัดการเคลียร์เรื่องน้องคุณให้”
“ค่ะ”
“ทำเสียงให้มันดีๆ หน่อยสิคุณ ไม่ดีใจเหรอที่น้องชายคุณจะได้กลับบ้านน่ะ” ปลายสายเอ่ยอย่างกวนๆ
“ฉันจะดีใจหรือไม่ดีใจมันก็เรื่องของฉัน” พูดจบเธอก็ตัดสายทันที
เอวิตราใช้เวลาช่วงเช้าจัดการเรื่องการส่งมอบโพรเจกต์ที่เธอรับผิดชอบ รวมไปถึงสะสางงานอื่นๆ ที่เธอดูแลให้เรียบร้อยเพื่อส่งมอบให้กับผู้ที่จะเข้ามาดูแลต่อจากเธอ พอถึงเวลาพักเที่ยง เอวิตราคว้ากระเป๋าเตรียมจะออกไปตามนัด ทว่าเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้นก่อนที่เธอจะก้าวออกจากห้อง
เสียงสัญญาณจังหวะสั้นๆ ทำให้รู้ว่าเป็นสายภายใน เอวิตรารับสาย เสียงทุ้มนุ่มนวลของภูวสิษฏ์ก็ดังขึ้น
“คุณเอ ไปทานข้าวกัน ผมอยากเลี้ยงส่งคุณ”
“เอ่อ…” อาการอ้ำอึ้งทำให้ปลายสายถามดักคอ
“มีนัดแล้วเหรอครับ?”
“ค่ะ เอนัดกับน้องชายไว้ค่ะ พอดีมีธุระต้องไปจัดการกันค่ะ”
เอวิตราอ้างน้องชาย…อย่างน้อยก็ไม่ได้โกหก เธอไปจัดการเรื่องน้องชายจริงๆ เพียงแต่…คนที่เธอนัด ไม่ใช่อัครพล แต่เป็นคนอื่น
“โอเคครับ ไว้คราวหน้าแล้วกัน ขอผมเลี้ยงคุณสักมื้อก่อนคุณจะออกนะครับ…เผื่อกินข้าวพูดคุยกันแล้ว คุณจะเปลี่ยนใจ” ประโยคท้ายนั้น เอวิตรารู้ว่าเขาตั้งใจหยอด
“ค่ะ” เมื่อวางสายเรียบร้อย เอวิตราก็ไม่รีรอ เธอรีบออกไปตามนัดทันที
เอวิตราไปถึงอริยะ กรุ๊ป ราวเที่ยงครึ่ง ครั้งนี้ทุกคนเปิดทางให้เธอขึ้นไปพบเจ้าของบริษัทโดยไม่มีการซักถามใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับรู้กันอยู่แล้วว่าเธอจะมา
เมื่อไปถึงชั้นบนสุด…ที่ตั้งของห้องทำงานผู้บริหาร เลขานุการหน้าห้องก็ส่งยิ้มให้ก่อนเอ่ยว่า
“เชิญค่ะ เปิดประตูเข้าไปได้เลยค่ะ คุณอธิติรอคุณอยู่ค่ะ”
เอวิตรายิ้มให้อีกฝ่ายเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะเดินไปที่ประตู
เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง อธิติไม่ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ ทว่ายืนมองวิวทิวทัศน์กลางกรุงหน้ากระจกใสบานใหญ่ เขาหมุนตัวกลับมาเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด ร่างสูงใหญ่ก้าวมาหา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นซองเอกสารที่หญิงสาวยื่นมาตรงหน้า
“นี่ค่ะ”
อธิติรับมาแล้วก็ดึงเอกสารข้างในออกมา กวาดมองเพียงครู่เดียวก็พยักหน้าด้วยท่าทางพอใจ
“ดีมาก” เขาชม...เหมือนกำลังชมผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำดีถูกใจเขาอย่างนั้นแหละ ได้ยินแล้วเอวิตราหงุดหงิดขึ้นมาตงิดๆ จึงรีบทวง
“ที่คุณรับปากไว้ เรื่องน้องชายฉัน จะจัดการได้หรือยัง? ”
อธิติไม่ตอบแต่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายไปหาใครบางคน เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“นี่ผม...อธิติ ลูกน้องผมไปถึงที่นั่นแล้วใช่ไหม? โอเค...ก่อนที่ผมจะมอบเช็คห้าล้านให้คุณ ผมอยากให้คุณเรียกอัครพลมาคุยโทรศัพท์ก่อน” ครู่หนึ่งเขาก็ยื่นโทรศัพท์มาให้เอวิตรา
“ฮัลโหล...พล พลเหรอ...เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า...ดีๆ ดีแล้ว ออกมาแล้วพลรีบกลับบ้านนะ เดี๋ยวพี่จะรีบกลับไปหา...แค่นี้นะ” เธอยื่นโทรศัพท์คืนให้เจ้าของที่ยื่นมือมารอรับ
“ขอบคุณมากเสี่ย เสี่ยรับเช็คจากลูกน้องผมได้เลย ส่วนอัครพลลูกน้องผมจะรับกลับมา เป็นอันว่าข้อตกลงของเราเรียบร้อยแล้วนะครับ”
เขาวางสายแล้วหันมาหาเอวิตรา มองสบดวงตาคู่สวยของเธอแล้วยิ้มตรงมุมปาก
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่ข้อตกลงระหว่างเรา...ยังไม่เรียบร้อย พรุ่งนี้เจอกันที่สำนักงานเขต...เวลาเก้าโมงเช้า คุณจะให้ผมส่งรถไปรับที่บ้านไหม? ” เขาเอ่ยชื่อสำนักงานเขตแห่งหนึ่งขึ้นมาพร้อมยิงคำถามที่ทำให้คนฟังขมวดคิ้ว
“คุณรู้จักบ้านฉันเหรอ? ”
“ลูกน้องผมต้องไปส่งน้องชายคุณที่บ้านนี่...ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปเองได้ ถ้าเสร็จเรื่องแล้วฉันขอตัวนะคะ” เอวิตราตัดบทแล้วหมุนตัวเดินไปที่ประตู กำลังจะดึงบานประตูใหญ่เข้าหาตัวเพื่อเปิดแต่แรงผลักจากคนที่อยู่ข้างนอกทำให้ประตูบานใหญ่กระแทกเข้ามาหาจนเธอเสียหลัก
เอวิตราร้องอุทานด้วยความตกใจ ทว่าเสียงของเธอกลับถูกเสียงหวานแหลมของใครบางคนกลบ
“ทำไมเบญจะเข้าไปไม่ได้คะ! ”
“แต่คุณอธิติกำลังมีแขกค่ะคุณเบญ...”
“เอ๊ะ...” ประโยคถัดมากลืนหายลงคอเมื่อสายตาของหญิงสาวสวยฉูดฉาดปะทะเข้ากับคนที่อยู่อีกฝั่งของประตูเข้าอย่างจัง ฝ่ายนั้นยืนนิ่งมองเอวิตราด้วยความสงสัย ทว่ายังไม่ทันจะถามหรือเอ่ยอะไร เอวิตราก็เบี่ยงตัวออกไปแล้วเดินลิ่วๆ ไปที่ลิฟต์ทันที เธอจึงหันไปถามคนที่อยู่ในห้องแทน
“ใครเหรอคะอิฐ? ” ถามทั้งที่ยังจับจ้องมองไปที่ลิฟต์ซึ่งไม่มีใครสักคน
“เธอมาคุยเรื่องธุรกิจ” อธิติบอกปัดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าคนฟังกลับรู้สึกว่าเขากำลังปกป้องผู้หญิงคนนั้นด้วยการขีดเส้นคั่นไว้...เรื่องงานของเขา ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะสอดมือเข้าไปยุ่มย่าม
และนั่นก็ปลุกความสงสัยในหัวใจดาราสาวคนดังอย่างเบญญาภาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แรงสังหรณ์บอกเธอว่า มันต้องมีอะไรมากกว่า...เรื่องงาน!
ในเมื่อหมายตาตำแหน่งสะใภ้ตระกูลอริยะไว้ เธอไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ หรอก
