บทที่ 7 มื้อเที่ยงที่พาหัวใจสั่นไหว

หัวใจของเอวิตราสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อสบสายตาคู่นั้นของเขา รู้สึกถึงคลื่นความร้อนผ่าวที่แล่นผ่านสายตา และคำพูดนั้นก็ยิ่งทำให้เธอตื่นตระหนก เมื่อตระหนักว่า...เขาพูดจริง

ร่างกายของหญิงสาวแข็งทื่อด้วยความตื่นกลัวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธกรุ่นที่ถูกเขาต้อนจนมุม เธอจ้องตอบด้วยสายตาเย็นชาและท้าทายโดยไม่รู้ตัว เมื่อใจคิดแข็งข้อ...ถ้าเธอไม่ยอมเสียอย่าง เขาจะทำอะไรได้

อธิติจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่บัดนี้แดงจัดด้วยความอายระคนโกรธ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับแฝงแววท้าทายอย่างไม่ปิดบัง รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นที่มุมปาก

...เธอควรจะรู้ไว้ เอวิตรา...อย่าท้าทาย...

มือข้างหนึ่งที่ท้าวขอบโต๊ะเลื่อนมาประคองใบหน้าสวย ริมฝีปากอุ่นร้อนทาบทับลงมาบนเรียวปากนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เอวิตราเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ความถือดี ดึงดันเมื่อครู่พลันเลือนหาย สติเหมือนหลุดลอยหายไปภายในเสี้ยววินาที

คนที่ไม่เคยสัมผัสจูบจากชายใดมาก่อนในชีวิต...หัวใจของเธอจึงกระตุกวูบอย่างแรง ก่อนจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว เต้นระรัวเสียจนเสียงหัวใจดังสะท้อนก้องอยู่ในทรวงอก ลมหายใจหญิงสาวเริ่มติดขัด เหมือนคนที่ไม่รู้ว่าจะหายใจเข้าออกอย่างไร เอวิตราเริ่มทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะวางมือไว้ตรงไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าควรจะพาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้อย่างไร หรือ...แม้แต่เปลือกตา เธอควรจะหลับตาหรือลืมตาไว้ เพื่อมองผู้ชายตรงหน้านี้

ริมฝีปากหยักลึกของเขาเคลียคลอ บดเบียดกลีบปากนุ่มหวานราวกลีบกุหลาบ กระทั่งเผยอออกจากกันอย่างลืมตัว ลิ้นอุ่นร้อนจึงสอดเข้ารุกไล่ พันพัว และล่อลวง เพื่อส่งผ่านความวาบหวามเข้าสู่เรือนร่างหญิงสาว

เอวิตรารู้สึกราวมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งปราดไปทั่วสรรพางค์กาย สมองเบาหวิว ความคิดทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบถูกตัดขาดไปชั่วขณะ

มือเรียวที่ตั้งท่าจะยกขึ้นดันอกแกร่งเพื่อขืน กลับกลายเป็นเพียงการวางมือทาบทับลงบนเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง นิ้วมือเรียวเกร็งจิกผ้าเนื้อดีเอาไว้เพื่อยึดเหนี่ยวร่างที่เริ่มอ่อนระทวย...จูบแรกที่ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยรู้จัก กำลังสอนให้เธอรู้ว่า ความรู้สึกใจสั่นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และความหวานซ่านจากสัมผัสนี้ทำให้ลืม...แม้กระทั่ง วิธีหายใจ

เพียงจูบเท่านั้น...ทว่าผลกลับรุนแรงและอันตรายอย่างคาดไม่ถึง

“คุณผู้ชายคะ อาหารกลางวันพร้อมแล้วนะคะ” เสียงของป้านวล แม่บ้านเก่าแก่ราวกับระฆังช่วยชีวิตในความรู้สึกของเอวิตรา

อธิติผละริมฝีปากจากไปด้วยความอ้อยอิ่ง เขาจ้องหน้าหญิงสาวที่ก้มหน้าด้วยความขัดเขินก่อนตะโกนตอบ

“ครับ ขอบคุณครับ” เขาถอยหลังมาสองก้าว เปิดทางให้เอวิตราได้เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง “เอาล่ะ...ไปทานข้าวเทียงกันเถอะ นอกเสียจากว่า...คุณยังอยากจะให้ผม...ทำอะไรต่อมิอะไรต่อ” น้ำเสียงตอนเอ่ยวลีสุดท้ายนั้นกรุ้มกริ่มเสียจนคนฟังต้องรีบถอยออกมาอีกหลายๆ ก้าว

“ทานข้าวกันดีกว่าค่ะ ฉันหิวแล้ว”

“ผมก็หิว” เขาเอ่ยสั้นๆ ทว่าแววตากลับวิบวับอย่างที่ทำให้เอวิตราหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะไม่แน่ใจว่าที่เขาบอกว่าหิวนั้น หมายความว่าอะไรกันแน่

ชายหนุ่มเอื้อมไปกุมมือหญิงสาวแล้วจูงไปที่ประตู

ข้างนอก...ในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะกลมขนาดสี่ที่นั่งที่ตั้งใกล้ประตูเปิดไปสู่ระเบียง มีสำรับอาหารวางเรียง กลิ่นอาหารลอยตลบอบอวลชวนให้หิว เขาเดินจูงหญิงสาวพาไปถึงโต๊ะ จัดแจงเลื่อนเก้าอี้แล้วกดไหล่สองข้างของเอวิตราเบาๆ ให้นั่งลงเขาทำท่าจะเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวตรงข้าม แต่จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

อธิติรับสาย ก่อนจะวางหลังจากฟังปลายสายได้ไม่ถึงสามนาที

“คุณทานคนเดียวก่อนแล้วกัน ผมลืมไปว่าบ่ายนี้มีประชุมด่วนที่บริษัท” เขาบอกก่อนจะยิ้มยียวนเมื่อเอ่ยต่อ “คงไม่อยู่รบกวน...ความเป็นส่วนตัวของคุณจนถึงค่ำ ทานข้าวเสร็จก็พักผ่อนซะ หรือ...คุณจะนั่งชื่นชมนามสกุลใหม่บนบัตรประชาชนเล่นๆ ก็ตามใจ”

ชายหนุ่มทิ้งคำพูดกวนประสาทไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอน หยิบเสื้อสูทแล้วเดินลงบันไดไป ทิ้งเอวิตราไว้เพียงลำพังบนห้องนั่งเล่นชั้นสอง

บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้งก็จริง ทว่าหัวใจของเอวิตรากลับเต้นรัวไม่เป็นส่ำ รู้สึกเหมือนคนที่หมดเรี่ยวหมดแรงอย่างนั้นแหละ เธอยกมือข้างซ้ายขึ้นมาเพ่งพิศแหวนเพชรขนาดสามกะรัตบนนิ้วนาง ประกายระยิบระยับจับตามิได้ทำให้เธอพึงพอใจในความงดงามหรือแม้กระทั่งราคาอันสูงลิ่ว

แหวนเพชรวงนี้คือเครื่องตอกย้ำว่า...สุดท้ายเธอก็เป็นเพียงของเล่นของเขาต่างหาก

ความทระนงในศักดิ์ศรี...ในฐานะผู้หญิงเก่ง คนที่เคยเป็นมือขวาคนสำคัญของเอ็มไพร์ คอร์ปอเรชั่น ถูกทำลายสิ้น มาบัดนี้...เธอมีค่าเท่ากับ ‘หมาก’ ตัวหนึ่งในเกมที่อธิติเป็นผู้เดิน

เป็นภรรยาจำยอมที่ไร้หนทางสู้

หยดน้ำตาอุ่นๆ ไหลหยาดลงมาตามแก้มอย่างเงียบๆ มื้อเที่ยงมื้อแรกที่นี่ ช่างมีรสชาติขมขื่นเหลือเกิน!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป