บทที่ 6 #พี่ช้างของหนู EP.2 อาการรัก (2)

“พี่ช้าง!”

“ว่าไง” เขาหันมาครางรับเสียงที่หนูเรียกหน้าตาเฉยเหมือนเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากที่คนตัวสูงเดินฝ่าวงล้อมออกไปหลังจบประโยคนั้น แล้วหนูก็วิ่งตามเขามาจนถึงสนามกรีฑา

หนูหอบแฮ่กจนตัวโยน จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อย แต่ตกใจมากกว่า

“พี่ช้างจะลาออกจากสโมสรเหรอคะ” หนูทำสีหน้าตื่นตกใจตอนที่ถามเขา เพราะในตอนนั้นหลังจากที่พี่ช้างพูดจบ เขาก็ส่งนวมให้พี่แทนไทแล้วเดินออกไปเลย

หนูไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนแบบนี้อยู่บนโลก คนที่หน้ามึนได้ขนาดนี้

“อ่า” เขาครางรับ เกาท้ายทอยตัวเองเหมือนมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“พี่ช้างจะลาออกทำไมคะ”

“ก็เราบอกไม่ชอบผู้ชายชกมวย” เขาพูดหน้าตาย “พี่ก็เลยเลิกชกมวย”

อะ... โอ้ย

“แล้วทีนี้พี่ช้างจะหาเงินยังไง” หนูแทบร้องไห้ นี่เพราะหนูรึเปล่าที่ทำให้เขาลาออกเนี่ย หนูแค่พูดไม่คิดเองนะ เขาจะลาออกทำไม แล้วหนูก็รู้ด้วยว่าพี่ช้างได้เงินประจำจากการสอนชกมวยให้เด็กๆ เขาน่าจะล้อเล่นแหละ

แต่ว่า

“พี่จะไปทำเซเว่น” คนตัวโตกลับตอบกลับมาหน้าตาเฉย แต่พอนึกถึงภาพที่เขายืนกดเครื่องคิดเงินทีละตัวเหมือนคุณตาแก่ๆ ที่ใช้เครื่องคิดเลขไม่เป็นแล้ว หนูก็ได้แต่ส่ายหน้าหวืออย่างไม่ยอมรับ

“มันไม่พอหรอกค่ะ!” หนูเดินเข้าไปดักข้างหน้าเขาให้เขาหยุดเดิน แล้วดันอกเขากลับไป “พี่ช้างกลับไปเลย กลับไปสอนเด็กต่อเลยนะ”

“เป็นใครอ่ะมาสั่ง” เขาถามหน้านิ่ง

“ปะ... เป็น” หนูก็พูดไม่ออกเลยอ่ะสิ “เป็นน้อง”

“ไม่กลับ ถ้าเป็นน้อง”

“งั้นหนูต้องเป็นอะไรล่ะ” หนูรีบโต้กลับไปแบบไม่ทันคิด แล้วก็เพิ่งมาฉุกคิดได้ว่าไม่น่าเลย

“เป็นแฟน”

ไม่น่าเลยจริงๆ

[พาร์ท : พี่ช้าง]

“มะ... ไม่เอา!” นังหนูตะโกนกลับมาแบบไม่ต้องคิด

ผมได้แต่กลั้นยิ้ม

“เป็นแฟนไม่ได้เหรอไง” ผมต่อรอง เอาจริงๆ ก็กะจะเลิกชกมวยจริงจังนั่นแหละมั้ง แต่ก็มีคิดเผื่อไว้บ้าง ว่าถ้าเล่นมุขนี้แล้วเด็กมันลนตามผมอาจจะเปลี่ยนใจ เพราะชีวิตผมตัวคนเดียวมาตลอด ไม่มีภาระอะไรอยู่แล้ว

พ่อแม่ผมหย่ากันนานมากแล้ว พ่อไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แม่ก็ไปมีคนใหม่ คนใหม่ค่อนข้างมีฐานะ จนพ่อที่ทนไม่ได้ต้องพยายามกระเสือกกระสนตัวเองมากขึ้นจนละเลยลูกชายคนโต ดีแต่ยัดเยียดธุรกิจให้ จนผมหนีออกจากบ้านมา

ผมมีน้องชายที่ไม่อยากได้อีกหนึ่งคน มันอยู่กับแม่ ผมกับมันเหมือนคนที่ไม่ถูกชะตากันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว โคตรเกลียดขี้หน้ากัน มองหน้ามันที่เหมือนผม ในบางครั้งก็รู้สึกอยากทุบหน้าตัวเองเปลี่ยนใหม่เป็นคนละคน จะได้ไม่ต้องส่องกระจกแล้วคิดว่ามันยังมีอีกคนที่หน้าแบบนี้ แล้วกลายเป็นคนที่ผมไม่ชอบอยู่

ผมอยู่กับพ่อ แต่พ่อเมาทุกวัน ผมเลยหนีออกจากบ้านมาอยู่กับเพื่อน แม่จะส่งเงินมาให้ทุกเดือน ในตอนนั้นผมเอาเงินแม่ใช้ไปวันๆ จนพอมาชกมวยก็หาเงินได้เพราะดันมีพื้นฐานมาก่อนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ที่ไม่อยากเรียกใช้ แต่มันก็จำเป็นต้องใช้

ผมใช้ชีวิตเสเพลอยู่นาน เลิกเรียนเพราะแม่เริ่มไม่ส่งเงินมาเพราะไม่อยากรับผิดชอบทั้งสองทางแล้ว ผมเลยไปชกมวยซะเลย ชีวิตไม่เอาอ่าว จนมาเจอไอ้ชาย มันเป็นเพื่อนคนแรกที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อน้องสาว มันไว้ใจผมให้ดูแลชีวิตน้องมันและออกค่าห้องให้ครึ่งนึงทุกเดือน ผมรู้ว่ามันลำบากคนอื่น แต่ก็ยังไม่ได้สนใจ ไม่ยอมทำตัวเป็นโล้เป็นพายอยู่ดี

นังหนูไม่ใช่แสงสว่างในชีวิตผม ไม่ใช่อะไรน้ำเน่าพวกนั้น

แต่

แค่อยากได้เป็นแฟน แค่ชักอยากจริงจังขึ้นมาเฉยๆ

หนึ่งสีสันในช่วงชีวิต ก็แค่นั้นเอง

“พี่ช้างมัดมือชกอีกแล้ว” ไอ้ตัวเล็กทำหน้าเหมือนมันจะร้องไห้เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่มัดมือชกไม่จบไม่สิ้น

“แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเรา พี่ก็คงไม่คิดจะลาออกเหมือนกัน”

“แต่หนู...” มันอ้าปากจะเถียง แต่กลับเถียงvtwuไม่ออก

เด็ก ม.6 มันตามเกมของผู้ชายที่โตกว่าไม่ทันหรอก ถึงจะเป็นเหตุผลน้ำเน่าตามละครหลังข่าว ที่แค่จับไต่ดูดีๆ ก็ดิ้นหลุดออกไปได้ แต่เด็กก็คือเด็ก มันก็เถียงกลับมาไม่ถูกอยู่ดี

“เป็นแฟนกันเฉยๆ”

“...”

“พี่ไม่ทำอะไรหรอก”

สุภาษิตของไอ้ช้างบอกว่า หลอกไปก่อนเดี๋ยวอ่อนเอง

แต่เส้นทางการที่จะคบกับเด็ก ม.ปลาย มันก็ไม่ได้ง่ายนัก

ผมมานั่งรอนังหนูที่โรงเรียนในวันต่อมา ไอ้ตัวเล็กมันเป็นเด็กโง่ๆ ผมเห็นมันเรียนพละอยู่กลางสนาม ผู้ชายมองตลอดแต่มันดูไม่รู้ตัวเลยว่ะ จำได้ลางๆ ว่ามันเคยบอกผมว่าไม่เคยมีคนมาจีบ ไม่เคยรู้จักกับคำว่ารักคืออะไร แต่ผมว่ามันโง่มากกว่า

หน้าตาก็ไม่ใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แค่มันดูไม่ออกเท่านั้นว่าอันไหนคือจีบ อันไหนคือรัก

แต่ทำไมมันดูผมออก?

ผมนั่งลูบคางตัวเอง ก่อนที่ต่อมาจะดีดนิ้ว

ก็เพราะผมบอกมันตรงๆ ไปเองว่าผมอยากได้มันเป็นแฟน

ส่วนไอ้เรื่องที่ผมมาเฝ้านี่นังหนูมันก็ไม่รู้ ผมเลยไม่รู้ว่ามันแกล้งโง่หรือมันโง่จริงๆ สรุปแล้วคงตาไม่ดีด้วย รวมๆ แล้วมีเสน่ห์ น่าจะตัดแว่นให้ใส่ ผมก็ว่าตัวเองนั่งใกล้สนามมากเลยไง

จนในที่สุดสายตาของไอ้หนูก็มาสบตากับผม มันทำหน้าตื่น แล้วผมก็กอดอกแล้วทำท่าเเดป ที่พวกฝรั่งชอบทำกัน

เพื่อนมันเองก็เห็นผมเหมือนกัน พวกน้องมันยิ้มๆ แล้วหยิกแขนนังหนูของผมด้วยท่าทางตื่นเต้น

ผมรู้ตัวเองดี

ว่าผมหน้าตาดีใช้ได้ หุ่นก็บึกบึนเพราะเป็นนักมวย ตัวสูงตามมาตรฐานโอ้ปป้า ผิวเกือบขาว ไม่แปลกที่จะตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใคร

โทษทีที่หลงตัวเอง เพราะมันมีไรให้หลง

“มานี่หน่อย” ผมกวักมือเรียกนังหนูให้เข้ามาใกล้ๆ มันทำสีหน้ากระอั่กกระอ่วนก่อนที่จะส่ายหน้าหวือ ผมเลยเดาะลิ้น

ต้องใช้ภาษาสากล

ผมกำหมัดขึ้นมา แล้วทุบกับมือตัวเอง

เอาจริงๆ ก็แค่ขู่ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายเด็กผู้หญิงที่ตัวเองสนใจหรอก

“พี่มาทำไมเนี่ย เดี๋ยวอาจารย์เห็นนะ” มันทำหน้ามุ่ยตอนที่เดินเตาะแตะมาหาผม ผมเลยลูบคอตัวเอง

“ก็ต้องมาเฝ้าแฟนปะ”

“เดี๋ยวนะคะ” มันทำหน้าเหวอออกมาทันที ผมเลยเลิกคิ้ว เพราะคิดว่าเราตกลงกันมาดีแล้ว “เราเป็นแฟนกันตอนไหนอ่ะ”

“เมื่อวานไง”

“พี่มัดมือชกอีกแล้วนะ”

“เราคงไม่อยากให้พี่ลาออกจากค่ายมวยใช่ปะ” ผมพูดขึ้นมาถึงข้อต่อรองที่คิดเอาเอง รู้ว่ามันไม่ดี รู้ว่าเห็นแก่ตัว แต่ผมแค่ชอบมัน ผมอยากได้มันเป็นแฟนจนตัวสั่น “พี่บอกแล้วไงว่ามันต้องแลก”

“แต่...”

“คนในค่ายมวยต้องการพี่ แต่พี่ไม่แคร์อยู่แล้ว” จะให้พูดตามตรงก็ใช่ ในนั้นไม่ได้มีความผูกพัน ก็แค่คนที่เคยขึ้นเวทีแข่ง เคยฝึกด้วยกันมาตลอดสองปี ผมมันเป็นคนที่มีปัญหามาตั้งแต่ต้น และผมก็ไม่ใช่คนที่จะมาแคร์คนรอบข้าง ผมแคร์แต่ตัวเอง แคร์ความต้องการของตัวเองเป็นที่หนึ่ง “พี่จะลาออกเลย แต่ถ้ามีคนอยากให้อยู่ มันก็ต้องมีจุดมุ่งหมายปะ”

“จะ... จุดมุ่งหมายเหรอคะ”

“ก็เป็นแฟนกับเราไง” ผมให้คำตอบ แล้วมันก็เดินถอยหลัง ตอนนั้นเพื่อนมันถึงได้กรี๊ดๆ กัน ผมก็ไม่รู้ว่ากรี๊ดอะไรกัน แต่จริงจังอยู่นะ “บอกแล้วว่าไม่ทำไร ไม่ต้องระแวง”

“พี่ต้องคิดอะไรไม่ดีอยู่แน่ๆ”

“อะไร”

“พี่อ่ะร้ายกาจ ต้องคิดอะไรไม่ดีกับหนูอยู่แน่ๆ เลย” มันพูดแล้วลูบแขนตัวเองเหมือนหวั่นใจ “แล้วทีนี้หนูจะไว้ใจได้ยังไง”

“ก็ลองเป็นก่อนดิ จะได้รู้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป