บทที่ 8 #พี่ช้างของหนู EP.2 อาการรัก (4) จบตอน
หนูแทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อพี่ช้างให้ใส่กางเกงมวยของเด็กที่เขาเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าออกไปกินข้าวข้างนอกอย่างที่พูดจริงๆ ด้วย
คนมองมาเต็มเลย เมื่อคนตัวโตจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้แล้วดึงหนูลงมาจากรถ ตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้วจริงๆ ไหมหนูขอไม่ให้คำตอบ แต่หนูก็แอบกลัวเหมือนกัน
ก็พี่ช้างเขาผีเข้าผีออกจะตายไป เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไม่สม่ำเสมอกันเลยสักวัน แถมยังเป็นคนไม่เอาอ่าวในสายตาของหนูด้วย เกรงว่าถ้าปฏิเสธไปบ่อยๆ เขาคงตื้อและตื้อจนสุดชีวิตแน่ๆ ก็เลยเอ่ยปากตอบตกลงไปราวกับจะตัดรำคาญ เพราะเขาคงไม่กล้าทำอะไรหนูไปมากกว่านี้หรอก ไหนๆ ก็เป็นน้องเพื่อนนี่นะ
ไม่น่าเชื่อว่าเราจะต้องกลายเป็นแฟนกันจริงๆ จังๆ
“พี่ช้าง” หนูกระตุกชายเสื้อกล้ามของพี่เขาตอนที่พี่ช้างจะเดินเข้าไปในร้านขายอาหารตามสั่ง ที่หนูรู้มาคือคนเป็นแฟนกันเค้าต้องไปนั่งกินข้าวในห้างแล้วก็ดูหนังกันไม่ใช่เหรอ “พี่จะกินข้าวที่นี่เหรอ”
“อ่า”
“ไม่ไปที่ห้างเหรอคะ”
“ไม่ชอบคนเยอะ”
“แล้วไม่ไปดูหนังเหรอคะ”
“ไม่มีอะไรน่าสนใจ” เขายักไหล่ เป็นผู้ชายที่ไร้ความโรแมนติกโดยสิ้นเชิง “นอนดูมวยในห้องดีกว่า”
“อ๋อ” หนูขานรับแล้วทำหน้ามุ่ย ชีวิตประจำวันของพี่ช้างนี่ทำให้รู้สึกแย่สุดๆ เลย
“ทำไมทำหน้างั้น?” เขาถามหน้าตาย แล้วหนูก็ถอนหายใจเบาๆ
“นี่เราเป็นแฟนกันใช่ไหมอ่ะ” หนูถาม “ไม่ทำอะไรที่คนเป็นแฟนเค้าทำกันหน่อยเหรอคะ”
“...”
“อย่างไปดูหนังก็ยังดี” หนูก็แค่พูดไปเรื่อย แต่ไม่ได้หวังอะไรกับคนอย่างพี่ช้างอยู่แล้ว แค่รู้สึกว่าไหนๆ ก็มีแฟนคนแรก เขาควรทำให้หนูรู้สึกพิเศษกับความสัมพันธ์นี้หน่อยสิ
แต่... ไม่ได้รู้สึกอะไรไปมากกว่าหวั่นใจหรอกนะ รู้เอาไว้เลย
แต่หนูก็แค่รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่ตัวเองยอมมาเป็นแฟนกับเขาหนึ่งเดือนแบบนี้ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีแฟนมาก่อน บอกเขาว่าให้ทำอะไรแบบที่คนเป็นแฟนเค้าทำกันทั้งๆ ที่ไม่ชอบเขาจะตาย เพราะเขาชอบใช้กำลังมากกว่าสมอง ใช้ชีวิตไม่ได้เรื่อง ชอบใช้หนูตลอดเวลา ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้จะน่าไว้ใจน้อยสักเท่าไหร่จากผู้ชายทั่วไป แถมไม่ใช่ผู้ชายที่ดีที่สุดอย่างที่พี่ชายหวังไว้ด้วย
แต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว... หนูก็แอบมองพี่ช้างอยู่บ่อยๆ นะ ก็ไม่แปลกใช่มั้ยล่ะ เจอเพื่อนของพี่ชายที่หน้าตาดี สูง หุ่นดี ตรงสเป็ค เป็นใครก็ต้องแอบมอง
หรือจริงๆ แล้วหนูอาจจะชอบเขาอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้แหละมั้ง (แต่อาจจะชอบแค่ที่หน้าตาเฉยๆ)
“อยากดูเหรอ” พี่ช้างถาม เขามีสีหน้าเบื่อหน่าย
“อื้อ” หนูรีบตอบเพราะเขาถามเลยนะ ที่จริงมันก็มีเหตุผลอยู่แหละ “มีการ์ตูนดิสนี่ย์ออกใหม่ หนูจะไปดูเรื่องนั้น”
“เป็นเด็ก ม.ปลายหรือเด็ก ป.สาม?” เขาประชด ทำสีหน้าเหมือนไม่อยากไป “แล้วพี่อยากกินข้าวจะให้ทำไง”
“กินที่ห้างก็ข้าวเหมือนกัน” หนูประท้วง แต่ก็ไม่รู้ทำไมตัวเองต้องพูดถึงเรื่องนี้ด้วย ทำไมถึงอยากไปห้างด้วย ทำไมถึงอยากให้เขาทำอะไรที่แบบแฟนทำกันด้วย
“อ่า” เขาทำสีหน้าแปลกใจ แต่หน้าตาก็ยังคงตายสนิทเหมือนเดิม “แล้วปกติในห้างต้องกินอะไรเป็นพิเศษ”
หนูทำสีหน้าครุ่นคิด เดทแรกปกติเขากินอะไรกันนะ
“พี่ช้างต้องเลี้ยงชาบูหนูไหม” หนูคิดอะไรดีๆ ได้ ทีนี้จะได้แก้เผ็ดเขาที่ทำกับหนูเมื่อปีที่แล้วได้ด้วย อย่างเช่นสั่งให้กระจุยกระจายแบบนี้อ่ะ
“...”
“เลี้ยงหนูนะ” หนูลองอ้อนๆ ดู ถึงหนูจะไม่เคยมีแฟนแต่หนูก็รู้วิธีอ้อนพี่ชายมาก่อน “นะคะ”
พี่ช้างจ้องหน้าหนูนิ่ง ก่อนที่ต่อมาหนูจะเห็นว่าเขาลูบคอตัวเอง
“แลกได้ปะ” อยู่ดีๆ เขาก็โพล่งขึ้นมา
“... คะ?”
“แลกกับการได้ไปนอนห้องหนูสักสองคืนได้ปะ”
“ไม่เอา”
หนูปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิด ว่าแล้วว่าพี่ช้างนี่เป็นคนขี้ฉวยโอกาสตัวพ่อ ขนาดเด็ก ม.ปลาย ก็ไม่เว้น เขาไม่น่าไว้ใจมากกว่าเดิมมากขึ้นอีก 300% ในสายตาของหนู
“เออ” เขาฟึดฟัดทันทีเหมือนคำตอบของหนูมันขัดใจสุดๆ ก่อนที่ร่างสูงจะกอดอก “งั้นพี่จะกินข้าว”
“...”
“จะกินกับพี่ที่นี่หรือให้พี่ไปกินกับเราที่ห้อง” หนูหน้าร้อนวูบเมื่อพี่ช้างถามทั้งที่ยังกอดอก แล้วก็ได้แต่ฟาดแขนเขาอยู่ในใจ
ไอ้คนชอบพูดจาสองแง่สองง่าม ไอ้คนหมกมุ่น!
“งั้นก็ได้ค่ะ! แต่ต้องเลี้ยงบะหมี่หนูนะ”
“เคร”
พี่ช้างนำหนูเข้ามาด้านใน เขายังกอดอกอยู่ แต่พอหนูถามเขาก็เอามือลง
“จะกินอะไรอ่ะ”
“คิดเองดิ” เขาสวนกลับ แล้วนั่นก็ทำให้หนูปิดปากเงียบทันที
หนูถามเขาปะ ไม่ใช่ถามว่าตัวเองอยากจะกินอะไร
“น้อง กะเพราหมูกรอบ ข้าวเยอะๆ” ร่างสูงหันไปสั่งเด็กเสิร์ฟในร้าน แล้วเขาก็นั่งกอดอกอีก
ให้หนูเดา หนูว่าพี่ช้างงอนหนูนะ
“พี่ช้างเป็นอะไรเนี่ย” หนูถามทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาจะงอนไปทำไม หนูเพิ่งจะได้เป็นแฟนกับเขาก็จริง หนูยอมรับว่าหนูแอบมองเขาอยู่เมื่อปีก่อนๆ ก็จริง แต่หนูไม่รู้อารมณ์เขาหรอกว่าเขาจะมาอารมณ์ไหน
พี่ช้างเดาอารมณ์ยากจะตาย ก็เล่นตีหน้าเฉยชาอยู่ตลอดเวลาใครจะไปเดาอารมณ์ถูก นอกซะจากเวลาที่เขาจะกวนประสาท
“พี่ว่าเราต้องคุยกันหน่อย” อยู่ดีๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาแล้วเอามือทุบโต๊ะ “หนูคิดว่าเราเป็นอะไรกันวะ”
หนูสะดุ้งเฮือก “ปะ... เป็นแฟนค่ะ”
“คนเป็นแฟนกันนอนห้องเดียวกันไม่ได้เหรอวะ”
“แต่หนูเพิ่งจะสิบแปด...”
“ไม่เกี่ยว”
“เกี่ยวสิ พี่ช้างมานอนห้องหนูพี่ชายหนูยังไม่ได้รับรู้เลยนะ” หนูพูดไปแบบนั้นเพราะมันคือเรื่องจริง “เรื่องที่เราเป็นแฟนกันก็ด้วย”
“มันต้องรับรู้ด้วยเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“โอเค” เขาพยักหน้ารับ แล้วอยู่ดีๆ ก็ยกโทรศัพท์โฟนสีดำขึ้นมา “โทรบอกมันแปป”
อะ... โอ้ย
[พาร์ท : พี่ช้าง]
ผมโดนไอ้ชายด่าตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มขอ
[อะไรนะ มึงจะขอไปนอนห้องน้องกู มึงบ้าเหรอไงวะไอ้ช้าง] ผมตีหน้าเซ็งทันทีที่มันปฏิเสธ ทั้งที่คิดไว้ว่าสำหรับคนโตๆ อย่างเรามันไม่แปลกตรงไหน สมัยนี้เด็ก 15-17 ก็มีผู้ชายไปนอนห้องด้วยเยอะแยะ แถมยังเป็นแฟนกันด้วย สังคมที่อยู่มันแทบเป็นเรื่องปกติ [มึงเป็นไรกับมันถึงต้องไปนอนห้องเดียวกัน]
“แฟนดิ จะอะไร” ผมตอบสั้นๆ เมื่อกี้โทรคุยกับมันแล้วเล่าไปนิดหน่อย แค่ว่าจะไปนอนห้องนังหนู แล้วผมก็โดนมันด่าเลย
[ว่าไงนะ]
“กูเพิ่งขอน้องมึงเป็นแฟน ได้แล้ว ทีนี้ไปนอนห้องมันได้ยัง” ได้ที่ว่าหมายถึงได้เป็นแฟนน่ะนะ
[ไอ้ช้าง ไอ้ห่า มึง...!!]
ผมตัดสายทันทีเพราะรู้ว่ามันจะด่า จะพ่นพล่ามคำหยาบคายใส่ผม ผมรับไม่ได้จริงๆ ว่ะ ผมแค่เป็นแฟนกับคนที่ผมอยากเป็นด้วย ผิดตรงไหน แล้วที่ขอไปนอนห้องปกติคนเป็นแฟนก็ทำกันไหมวะ
หรือที่โดนคิดที่เห็นมากับตาตลอดมามันไม่ใช่?
“เป็นยังไงคะ” นังหนูทำสีหน้าตื่นๆ ตอนผมมองหน้ามันนิ่งหลังจากกดวางแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะอาหาร เพราะผมไม่อยากคุยตอนเธอฟังอยู่ ไม่อยากให้เห็นฟอร์มหลุดตอนโดนมันด่า ไอ้ชายนี่พอเป็นเรื่องน้องสาวทีไรเป็นเดือดเป็นร้อนทุกที แต่มันไม่ยอมมาดูแลเองว่ะ แปลก
ผมไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่พูดคำว่าจะนอนห้องนังหนูออกไป
“โดนด่า”
“แล้วพี่จะไปบอกทำไมล่ะ” มันโวยวาย แล้วผมก็ทำสีหน้าซังกะตาย “อย่ามาทำหน้าแบบนั้นนะ”
“โดนบ่น” ผมเบ้ปาก ไม่อยากพูดมาก มันแบบ “รำคาญ”
“พี่ช้าง!”
“กะเพราหมูกรอบที่สั่งได้แล้วครับ” เด็กในร้านพูดขัดเสียงแหลมๆ ของนังหนูแล้วเอาจานข้าวมาวางไว้ ผมจ้องหน้ามัน แล้วพ่นลมหายใจหนัก
“อย่าบ่นมาก” ผมพูดแล้วเริ่มยกช้อนส้อมขึ้นมาตักข้าวเข้าปากอย่างไม่สบอารมณ์ คนอย่างผมไม่ชอบโดนสอนเพราะพ่อก็ไม่เคยสั่งสอน ผมโตมาโดยรู้เห็นกับสิ่งรอบตัวที่ออกไปเจอล้วนๆ แล้วก็ไม่คิดว่ามันผิดตรงไหน “พี่ไม่ชอบโดนบ่น”
“แต่เรื่องนี้พี่ผิดนะ”
“ผิดเหรอ” ผมย้อนถาม แล้วตอนนั้นก็เหมือนได้ยินริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นเพลงไหว้ครูตอนจะขึ้นมวย (ผมชอบน่ะ) พอกดเข้าไปดูก็เห็นว่าเป็นไอ้ชายเจ้าเก่า
ผมกดรับสายทันทีตอนที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่
“อ่า”
[อ่าเหี้ยไร มึงได้น้องกูไปแล้วปากมึงพูดเป็นแต่คำนี้เหรอวะ]
“แล้วจะให้พูดว่ายังไง”
[มึงกลับมาห้องเดี๋ยวนี้เลย กูอยู่หน้าห้องมึง] ผมจ้องหน้าเจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม [มึงอยู่ไหน]
“ร้านข้าว”
[ร้านข้าวตรงไหน!]
“หน้าปากซอย” ผมตอบ ก่อนที่จะนึกอะไรได้ “เดี๋ยว”
[...]
“เดี๋ยวกูขับไปหาเอง”
ผมว่ามันต้องมีเรื่อง เลยให้เด็กเก็บข้าวไปกินที่บ้านแล้วขับมอไซค์ไอ้เด็กน้อยมาหน้าอพาร์ทเม้นท์ตัวเอง
ผมเห็นไอ้ชายยืนจังก้าอยู่ข้างบน
พอขึ้นไปได้สิ่งแรกที่มันทำคือต่อยหน้าผม แต่ผมตั้งการ์ดกันไว้ได้ทันท่วงที
“พะ... พี่ชาย!” เสียงนังหนูดังขึ้นข้างหลัง ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปคว้าแขนไอ้ชายไว้ไม่ให้ต่อยผมซ้ำอีกแผล
“อะไร” หน้าผมตึงขึ้นมา เพราะไม่ชอบให้ใครมาใช้กำลังกับตัวเองก่อนถ้าไม่ได้อยู่ในเวทีมวย
“มึงไปได้กันตอนไหน!!” มันตะคอกใส่หน้าผม “ฮะ! ไปได้กันเมื่อไหร่!”
“พี่ชาย...” นังหนูเขย่าแขนพี่มันเพราะคงไม่เข้าใจพอๆ กับผมที่ไม่เก็ทว่าถูกต่อยทำไม แล้วก็โดนไอ้ชายหันไปจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
“มันข่มขืนแกใช่มั้ยไอ้หนู” มันหันไปเขย่าไหล่น้องสาวตัวเอง “มันข่มขืนแกเมื่อไหร่ บอกพี่มา!!”
“พี่ชาย อะไรเนี่ย” นังหนูมันทำหน้าไม่เข้าใจ แต่ผมเสือกดันเข้าใจก่อน บอกแล้วว่าผมแม่งเป็นคนฉลาดในเรื่องที่ไม่ควรฉลาด
แล้วก็ฉวยโอกาสจากมันได้ด้วย
“ไม่ได้ข่มขืน ก็เป็นแฟนกัน ก็ต้องรักกันป่าว” ผมฉีกยิ้มยอมรับ ไหนๆ ก็เป็นแฟนกันแล้ว ทำไมผมไม่ใช้โอกาสนี้มัดมือชกนังหนูดูล่ะ ในเมื่อผมหลงมันจะตายไป ตั้งแต่เกิดมาจนอายุยี่สิบเอ็ด ผมไม่เคยอยากได้ใครเป็นแฟนขนาดนี้มาก่อน
ผมจะทึกทักเอาเองว่ามันคือความรัก
มันหันขวับมามองหน้าผมทันที ในขณะที่ไอ้เด็กน้อยอ้าปากค้าง
“...”
“แล้วต้องรับผิดชอบอะไรอีกปะ”
ถึงสุดท้ายผมอาจจะคิดผิด และคึกคะนองไปเองก็ตาม
