บทที่ 1 EP. 00|ขอรักหน่อยได้หรือเปล่า?
บทนำ
คอนโดย่านกลางเมืองใหญ่
ช่วงเช้าของวัน
“หนูไปทำงานก่อนนะคะแม่” ฉันเอ่ยพูดขึ้นหลังจากที่สวมรองเท้าคู่ใจเสร็จ จากนั้นก็ยืนยิ้มอยู่สักพักและก็พูดเหมือนคนบ้าอยู่หน้ากรอบรูปขนาดเล็กที่มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ของฉันเองกำลังยืนยิ้มอยู่
ส่วนข้างกายของท่านก็มีเด็กสาวตัวน้อยหน้าตาน่ารักกำลังยืนถือไอศกรีมอยู่ ไม่ใช่ใครนอกจากฉันเอง
ดูเหมือนว่าฉันจะรับรู้ได้เองว่าคนที่ฉันกำลังพูดด้วยท่านตอบตกลงกลับมาแล้วฉันจึงหมุนตัวเดินออกจากห้องไป เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ทำงานของตัวเองแบบที่ทำเป็นประจำทุกเช้า
ฉันอยู่ที่นี่เพียงคนเดียวและหาเลี้ยงตัวเองมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่...ที่แม่ของฉันจากไป กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เอาฉันเกือบไม่รอดเหมือนกันนะ
ส่วนเรื่องครอบครัวหรือคนอื่น ๆ ล่ะ ? ฉันขอไม่พูดเพราะฉันไม่อยากพูดถึงมันสักเท่าไหร่
Rrrrr** **rrrr
“ฮัลโหลว่าไงยัยลุลา” ขณะที่ฉันกำลังจะเดินออกจากคอนโดนที่อาศัยอยู่เสียงมือถือก็ดังขึ้นพร้อมกับโชว์รายชื่อคนที่โทรเข้ามาว่าเป็นใคร
เมื่อเห็นว่าเป็น ‘ลุลา’ เพื่อนสนิทของฉันเองโทรเข้ามาฉันก็ไม่รอช้าที่จะรับสายเธอ
*“ยังไงยัยน้ำสรุปแกจะให้ฉันไปรับไหม *?” ปลายสายพูดออกมาด้วยท่าทางงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน ทั้งที่เวลาแบบนี้เธอควรที่จะลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงานได้แล้วต่างหาก
“ถ้าฉันรอให้แกมารับมีหวังฉันได้โดนตัดเงินเดือนแน่ ฉันไม่ได้รวยแบบแกนะเผื่อแกจะลืมยัยลุลา” ฉันพูดออกไปตามปกติแบบที่ชอบคุยกันและก็มองทางไปด้วย เพราะตอนนี้ฉันกำลังเดินไปพร้อมกับคุยไปอยู่
ถ้าคนอื่นมาได้ยินประโยคที่ฉันพูดคงหาว่าฉันกระแนะกระแหนเพื่อนตัวเองแน่ แต่ความเป็นจริงฉันก็พูดไปอย่างนั้น ซึ่งตัวยัยลุลาเองก็รู้ข้อนี้ดี
“จ้าแม่คนขยันแม่คนตรงเวลา* งั้นเจอกันที่ทำงานนะแกฉันว่าจะงีบต่ออีกแป๊บ”* ฉันได้แต่ส่ายหัวไปมากับพฤติกรรมของยัยลุลาที่เป็นถึงลูกสาวเพียงคนเดียวของบริษัทนำเสนอข่าวและรายการอื่น ๆ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่ฉันกำลังทำงานอยู่
และเป็นรายได้หลักที่ทำให้ฉันมีชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้แบบไม่ขัดสนและก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมายเช่นกัน ง่าย ๆ เลยก็พอมีพอกินนั้นแหละตามภาษาชาวบ้าน
“หวังว่าเช้าขนาดนี้คนจะไม่เยอะนะ” ฉันพูดพร้อมกับยกข้อมือขึ้นมาเพื่อดูเวลาในตอนนี้หลังจากที่วางสายลุลาไปฉันก็รีบสาวเท้าทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉันอยากไปทำงานแบบสบาย ๆ ไม่อยากขึ้นไปยืนเบียดเสียดกับผู้คนบนรถไฟฟ้าแถวคอนโด
ระหว่างที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีหน้าปากซอย ฉันขอใช้โอกาสนี้แนะนำตัวเองหน่อยนะคะ
ฉันมีชื่อว่า ‘สีน้ำ’ แต่ส่วนมากหลายคนก็มักจะเรียกฉันว่า ‘น้ำ’ เฉย ๆ มากกว่าซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ฟิคอะไรสักเท่าไหร่ว่าต้องเรียกชื่อเล่นฉันให้เต็มยศอะไรแบบนี้ อยากเรียกฉันแบบไหนก็แล้วแต่ตามสะดวกเลย
ทุกวันนี้ฉันใช้ชีวิตอยู่คนเดียวและเป็นชีวิตที่วนลูบไปมาคือตื่น กิน และทำงานมีเพียงสามอย่างนี้ที่ฉันมักจะทำเป็นประจำ ส่วนเรื่องเที่ยวก็นาน ๆ ที
เรื่องครอบครัว...อย่างที่ทุกคนรู้ฉันมีแค่แม่ที่จากไปแล้ว ส่วนคนอื่นฉันไม่ได้ติดต่อนานแล้วเพราะงั้นครอบครัวสำหรับฉันก็มีแค่แม่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“…” ฉันกระชับกระเป๋าสะพายแน่นเมื่อรู้สึกเหมือนกับมีคนเดินตามมา อันที่จริงฉันรู้สึกมาตั้งแต่ก่อนแนะนำตัวเองแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงเหมือนมีคนเตะโดนกระป๋องอะไรสักอย่างเสียงดังมาจากทางด้านหลังนี่แหละ
และที่ฉันกลัวก็คือเมื่อไม่กี่วันก่อนคนแถวนี้เพิ่งจะถูกจี้ชิงทรัพย์ไปไง แถมยังเป็นเวลากลางวันแสก ๆ อีกด้วย ถึงคนแถวนี้จะพูดกันว่าจับตัวคนร้ายได้แล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าคนร้ายมันจะมีคนเดียวซะเมื่อไหร่ พวกนี้มันทำเป็นกระบวนการกันอยู่แล้ว
เพราะงั้นฉันขอพักเรื่องการแนะนำตัวเองก่อนนะ มาเอาใจช่วยไม่ให้ฉันถูกจี้ก่อนไปทำงานดีกว่า
“เมี๊ยว ~” ขณะที่ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่นั้นก็มีเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังและดูเหมือนว่าสิ่งผิดปกติที่ตามมาจะเป็นเจ้าลูกแมวตัวนี้ต่างหาก
“โถ่ เป็นลูกแมวเองเหรอเนี่ย นี่เจ้าเหมียวแกเกือบทำให้ใจของฉันตกลงไปตรงตาตุ่มแล้วนะ หิวใช่ไหมเจ้าตัวเล็ก” ฉันก้มตัวนั่งย่องลงข้างทางเพื่อที่จะไปเล่นและลูบเจ้าแมวตัวเล็กสีส้ม คาดว่ามันคงได้กลิ่นหมูปิ้งของฉันแน่ ๆ
จมูกของสัตว์คงดีกว่าคนหลายเท่าเลยเพราะหมูปิ้งที่ฉันพกมาด้วยฉันปิดมันสนิทแล้ว ถ้าไม่ปิดแบบนี้ผู้คนในรถไฟฟ้าได้แห่หันมามองฉันตาขวางแน่
“อะ ฉันให้แกได้แค่ไม้เดียวนะเจ้าเหมียว” ฉันจัดการหยิบหมูปิ้งออกมาหนึ่งไม้ตามจำนวนที่พูดออกไปก่อนหน้านั้นและเหลือไว้อีกหนึ่งไม้เพื่อเป็นอาหารเช้าของฉัน
แต่ระหว่างนั้นสายตาก็ดันไปเห็นปลายรองเท้าที่ดูเหมือนรองเท้าผู้ชายโผ่ลออกมาจากซอกรูกำแพงที่แตกของอีกซอย
ไม่รอช้าที่จะคาดเดาว่าเป็นของใคร ฉันรีบโบกมือเรียกพี่วินทันทีเมื่อเห็นว่ากำลังมีพี่วินมอไซค์ผ่านเข้ามาในซอยพอดี
ตอนแรกกะว่าจะเดินรับลมชมบรรยากาศสักหน่อย แต่มาเจอแบบนี้เสียก่อนยัยสีน้ำคนนี้ก็ของบายก่อนแล้วกัน
ฉันเองก็กลัวเป็นเหมือนกันนะ คนยิ่งจน ๆ อยู่ ด้วยโดนปล้นขึ้นมาแย่แน่
