บทที่ 10 EP. 03|ขอรักหน่อยได้หรือเปล่า? (1/3)

บทที่ 3

ค่ายมวยธาดาก้องวณิ

“หนูสีน้ำใช่ไหมลูก”

“สวัสดีค่ะ ใช่ค่ะ” ฉันยกมือไหว้ผู้หญิงตรงหน้าของตัวเองด้วยท่าทางนอบน้อมมากที่สุด

ตอนนี้ฉันอยู่หน้าบ้านแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นค่ายมวยหรือบ้านหลังใหญ่กันแน่ แต่จากที่มองผ่านช่องรั้วมาก็เหมือนกับว่าที่นี่จะเป็นทั้งบ้านและค่ายมวยนะ

ส่วนคนที่มาเปิดประตูให้ฉัน ฉันเองก็ไม่ใจว่าท่านผู้หญิงคนนี้เป็นใครรู้แต่ว่าคนคนนี้ดูสวยมาก มากจนฉันอายเลยละ

“มาจ้ะ เข้ามาก่อนข้างนอกแดดมันแรงเดี๋ยวผิวหนูจะเสียเอาหมด”

ฉันพยักหน้าเล็กน้อยและเดินตามผู้หญิงคนนี้เข้าไปด้านในของบ้าน พร้อมกับทบทวนกับตัวเองไปด้วยว่าผู้หญิงคนนี้ถ้าอายุมากกว่าฉัน ก็ไม่น่าจะมากเท่าไหร่

แต่ทำไมถึงแทนฉันด้วยคำว่าหนู มันดูแปลก ๆ ยังไงไม่รู้

ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันหยุดมองโดยรอบไม่ได้เลย ไม่ใช่เพราะบ้าผู้ชายที่อยู่ในสังกัดค่ายมวยแห่งนี้หรอกนะ แต่เป็นเพราะว่านักมวยในสังกัดนี้ต่างพากันหยุดการเคลื่อนไหวแล้วหันมามองที่ฉันกับผู้หญิงคนนี้มากกว่า

เลยทำให้ฉันเกร็ง

อีกอย่างวันนี้ฉันมาคนเดียวไม่ได้มีใครตามมาด้วย เพราะการสัมภาษณ์เป็นแบบเขียนลงเว็บและหนังสือ ( คอลัมน์ )

และอาจจะมีการอัดเสียงนิดหน่อยซึ่งทางบริษัทเห็นว่าไม่ได้ดูลำบากอะไรเกินไปก็เลยให้ฉันจัดการเอา โดยไม่ต้องมีตากล้องของทางบริษัทตามมาด้วย

เห็นว่าทางนี้ไม่ต้องการด้วยนั้นแหละ

“…” ฉันละความสนใจจากพวกผู้ชายแล้วหันหน้าไปสนใจผู้หญิงที่เดินนำฉันอยู่ต่อ ซึ่งดูเหมือนว่าคนคนนี้จะชินแล้ว อีกอย่างบางทีพวกผู้ชายอาจจะไม่ได้สนใจฉันก็ได้เพราะคนที่น่าสนใจที่สุดก็คงไม่พ้นผู้หญิงคนนี้มากกว่า

“เดี๋ยวหนูสีน้ำนั่งรอตรงนี้ก่อนนะจ้ะ แหม่มไปเอาน้ำมารับแขกเร็วเข้า”

“ค่ะคุณผู้หญิง” ฉันนั่งลงที่โซฟากลางบ้านที่เห็นเพียงแค่ผู้หญิงคนที่นำฉันเข้ามาและคนดูแลอีกสองสามคน ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นลูกสาวอีกคนของบ้านนี้หรือเปล่านะ

“เอ่อคือว่าไม่ต้องก็ได้ค่ะ” ฉันรีบลุกขึ้นปฏิเสธเพราะมันรู้สึกแปลกที่อยู่ดี ๆ ก็มีคนมาดูแลเรา

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะ” ผู้หญิงคนนั้นพูดจบก็เดินอ้อมมานั่งลงบนโซฟาข้างฉัน

“ค่ะ” ฉันตอบยิ้ม ๆ ออกไปเกรงใจมาก ทั้งเกรงใจเรื่องที่มีคนมาดูแลและก็เกรงใจพร้อมกับอายที่ต้องมานั่งอยู่ในบ้านที่เราไม่ได้รู้จักมาก่อน

“แพรขึ้นไปตามตาดีนทีซิ มาให้แขกรอนานแบบนี้ได้ยังไงกัน ไม่มีความรับผิดชอบเลย” ผู้หญิงคนนี้พูดด้วยเสียงไม่พอใจและได้สั่งให้คนดูแลอีกคนไปตามคนที่ฉันจะต้องสัมภาษณ์ในวันนี้

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ น้ำไม่รีบค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธอีกครั้งด้วยความเกรงใจ แค่เขายอมให้สัมภาษณ์ก็ดีเท่าไหร่แล้วขืนฉันไปเร่งอีกมีหวังถ้าโดนยกเลิกงานขึ้นมาฉันจะเอาหน้าที่ไหนกลับไปทำงานต่อกัน

“อ้าว คุณดีนลงมาพอดีเลยค่ะ” ยังไม่ทันที่ผู้หญิงคนนั้นจะพูดตอบฉัน เสียงของคนดูแลที่ชื่อแพรก็พูดขึ้นพร้อมกับร่างสูงหน้านิ่งเดินลงมาจากบนบ้าน

“ขอโทษครับม๊า พอดีผมหานาฬิกาไม่เจอ” ผู้ชายคนนั้นในขณะที่เดินลงมาก็พูดขึ้นพร้อมกับขยับนาฬิกาตรงข้อมือของตัวเองไปด้วย

แต่เดี๋ยวนะ ‘ม๊า’ งั้นเหรอ หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็น แม่ของเขางั้นเหรอ

ใช่เหรอ ไม่น่าเชื่อเลย นี่ฉันเข้าใจผิดหลงคิดว่าเป็นลูกสาวอีกคนของบ้านนี้ไปได้ แต่จะว่าไปก็เหมาะสมมากเพราะคนเป็นแม่ก็สวยส่วนคนลูกก็หน้าตาดีพ่อไม่ต้องพูดถึงหล่อเท่มาก

เจ้าของค่ายฉันเห็นจากข่าวอยู่แล้ว แต่เรื่องภรรยาเขาไม่เคยให้สื่อเข้าไปยุ่งเท่าไหร่ เลยทำให้ฉันไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร

“ให้ผู้หญิงมารอแบบนี้ได้ยังไง ไม่ได้เรื่องเลย ขอโทษแทนลูกชายของป้าด้วยนะจ๊ะ” แม่ของเขาหันมาพูดขอโทษฉัน และฉันเองก็เริ่มงงงวยว่าจะเอาไงดี

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร” ฉันรวนมากก็เลยพูดซ้ำไปมาไม่หยุดพร้อมกับยกมือขึ้นมาให้เป็นสัญลักษณ์ว่าฉันไม่ได้รู้สึกไม่โอเคอะไรกับการที่ต้องมานั่งรอ

อีกอย่างมันก็ไม่ได้นานขนาดนั้นด้วย ฉันรอได้อยู่แล้ว

“งั้นเริ่มกันเลยไหมครับ ?” เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้เราทั้งสองมากเท่าไหร่เพียงแต่เว้นระยะห่างชัดเจนให้เห็นและก็เอ่ยพูดถึงเรื่องงานโดยจ้องมาที่ใบหน้าของฉัน

ส่วนแม่ของเขาเมื่อเห็นว่าเราสองคนเริ่มพูดคุยเรื่องงานกันท่านก็ขอตัวเดินเข้าห้องครัวไป

“ได้ค่ะ” ฉันรีบหยิบสมุดกับปากกาที่เตรียมมาเดินตามเขาไป เมื่อเห็นว่าเขาหมุนตัวเดินขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง

คงไม่มีอะไรหรอกเขาก็มีชื่อเสียงคนในบ้านก็อยู่เยอะ เขาคงไม่คิดจะทำอะไรไม่ดีหรอก

ห้องรับแขกด้านบน

“เชิญ” เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปก็พบว่าเป็นเหมือนห้องรับแขกที่คล้ายกับด้านล่างอีกห้อง สงสัยคงจะทำเอาไว้รองรับแขกที่มาสินะ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นบ้านแล้วยังเป็นค่ายมวยอีกด้วย

ไม่แปลกที่การคุยงานจะถูกกินอาณาเขตเข้ามาถึงในบ้านด้วยเช่นกัน

ส่วนเขาก็ทำเพียงผายมือไปโซฟาอีกด้านเพื่อให้ฉันได้นั่ง ส่วนเขาก็เดินไปนั่งอีกด้านซึ่งจากการใช้สายตามองและกะระยะดูแล้ว เขาดูเป็นคนหวงตัวน่าดู

“งั้นขอเริ่มเลยนะคะ” ฉันพูดพร้อมกับกดเครื่องบันทึกเสียงแล้วก็หยิบสมุดคู่ใจที่มีบทสัมภาษณ์ขึ้นมา

จากนั้นการสัมภาษณ์ก็เริ่มขึ้นโดยที่ฉันไม่ได้เกรงหรือไม่สบายใจอะไรเพราะเราสองคนก็นั่งห่างกัน อีกอย่างท่าทางของเขาก็ดูสงบนิ่งมาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป