บทที่ 7 EP. 02|ขอรักหน่อยได้หรือเปล่า? (2/4)

“ดีมากจ้ะ แบบนี้สิถึงจะสมกับการที่เคยเป็นเด็กปั้นของพี่มาก่อน แล้วก็นี่จ้ะคนที่น้ำจะต้องไปสัมภาษณ์ ทั้งหมดในนี้จะบอกเอาไว้แล้วว่าน้ำควรทำและไม่ควรทำอะไร เพราะดูเหมือนว่าคนนี้จะมีโลกส่วนตัวของตัวเองสูงมาก ยังไงก็สัมภาษณ์ระวัง ๆ ให้มากที่สุดนะ พี่ไม่กวนน้ำละ ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกเยอะก่อนที่จะถึงวันสัมภาษณ์ ค่อย ๆ ฝึกไปนะน้ำ พี่เชื่อว่าน้ำเก่งพอที่จะทำมันออกมาได้ดี” พี่บัวหยิบเอกสารขึ้นมาจากตักของตัวเองและได้นำเอกสารมาวางไว้บนโต๊ะจากนั้นก็เลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าของฉันพร้อมกับลุกขึ้นเอ่ยลา เพื่อที่พี่เขาจะได้กลับไปทำงานของตัวเองต่อ

ฉันเพียงแค่ส่งยิ้มและพยักหน้าให้พี่เขา รอดูพี่เขาจนประตูห้องถูกปิดลงถึงจะได้หันกลับมาสนใจเอกสารตรงหน้าต่อ

“งานก็ว่ายากแล้ว นี่ต้องไปสัมภาษณ์คนที่มีโลกส่วนตัวสูงอีกงั้นเหรอ” ฉันก็นั่งบ่นไปเรื่อยเพราะนอกจากจะต้องรับมือกับความกลัวของตัวเองแล้วยังต้องมารับมือกับคนอีก

“อัศวรักษ์ ธาดาก้องวณิ” ฉันอ่านออกเสียงชื่อของคนที่ฉันจะต้องไปสัมภาษณ์ช้า ๆ และก็มองรูปของผู้ชายหน้าตาอ่อนวัยกว่าฉันประมาณหนึ่งปีที่ถูกแนบมาในเอกสาร

เชื่อแล้วว่าน่าจะเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ดูจากใบหน้าที่ดุและมีความนิ่งแล้ว แอบเกรงขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่เจอตัวจริงเลย

และคนที่ฉันเห็นก็ไม่ได้ต่างจากที่คิดเอาไว้เท่าไหร่ ยังจำเรื่องเมื่อเที่ยงได้ไหมในตอนที่ยัยลุลากำลังอินเลิฟกับการดูรายการแข่งมวยก็คนนี้แหละที่ฉันจะต้องไปสัมภาษณ์

แสดงว่าน้องเขาคงชนะและได้รับตำแหน่งที่สุดยอดมาแล้วสินะ

“เป็นเด็กที่เก่งจริง ๆ” ฉันเอ่ยชมออกมาคนเดียวเพราะนอกจากเรื่องมวยแล้วไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องบริหารธุรกิจครอบครัวน้องเขาก็ทำออกมาได้ดีเลย

“ถ้ายิ้มหน่อย ฉันคิดว่านายคงจะได้แฟนคลับผู้หญิงมากขึ้นกว่าเดิมแน่” ฉันก็พูดไปเรื่อยแหละแต่แค่ฉันไม่เคยเห็นคนนี้ยิ้มเลยเวลาที่ต้องออกสื่อหรือขึ้นชก แม้กระทั่งในตอนที่ตัวเองชนะมาหลายศึกก็ไม่เคยยิ้มดีใจเลยสักนิด

บางทีถ้าน้องมันยิ้มนิดหน่อยคงได้มีแฟนมวยเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

แต่ก็เอาเถอะเพราะยังไงมันก็เป็นเรื่องของน้องเขามากกว่า

“ห้ามถามอะไรนอกเหนือจากเรื่องมวย ห้ามถามคำถามซ้ำ และเมื่อถึงวันสัมภาษณ์จะต้องนั่งห่างอย่างน้อย 1 เมตร” ทำไมฉันถึงได้รู้สึกโอเคแทนละ และที่ชอบมากที่สุดก็ข้อสุดท้ายนี่แหละที่ต้องนั่งห่างขนาดนี้ มันก็จะทำให้ฉันไม่รู้สึกเกรงและกลัวไง

หลายชั่วโมงต่อมา

“กรี๊ด! ทำไมงานดี ๆ แบบนี้ถึงได้ไม่ตกมาเป็นของยัยลุลาคนนี้! ทำไมกัน!!!”

เสียงร้องของคนเอาแต่ใจดังขึ้นเมื่อเธอได้หยิบเอกสารของฉันไปอ่านหลังจากที่นางน่าจะเคลียร์งานของตัวเองเสร็จแล้วถึงได้มาป่วนฉันถึงห้องทำงาน

“คนเบื้องบนคงรู้ว่าถ้าให้แกทำงานนี้ก็คงจะล่มไม่เป็นท่าแน่” ฉันพูดออกไปตามตรงมือก็จับปากกาเขียนบทสัมภาษณ์ไปด้วย ฉันอยากเริ่มคิดเลยว่าควรถามอะไรดี แม้วันที่ต้องไปสัมภาษณ์มันจะเป็นอาทิตย์หน้าก็เถอะ

“ยัยน้ำ! แกจะมาว่าเพื่อนแกแบบนี้ไม่ได้นะแกต้องเข้าข้างฉันสิ” ยัยลุลาชี้หน้าต่อว่าฉันอย่างกับเด็กไม่พอใจแต่ฉันไม่สนใจหรอกเพราะเธอก็ทำโวยไปงั้นแหละ

“เบา ๆ หน่อยน่าลุลาฉันกำลังคิดงานอยู่นะ”

“น้ำ แกให้ฉันไปด้วยไม่ได้เหรอ...น่านะ” ยัยลุลาเดินมานั่งมองหน้าฉันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ว่าแล้วนางจะต้องมาพูดแบบนี้

“ไม่ได้!” อันนี้ไม่ใช่เสียงของฉันนะที่ตอบออกไป

“ทำไมล่ะพี่บัว!” ยัยลุลาหันไปมองตรงหน้าประตูด้วยใบหน้าหงุดหงิดเมื่อคนมาใหม่เอ่ยพูดเสียงดังและได้ห้ามไม่ได้ยัยลุลาได้ไปกับฉัน

หลายคนอาจจะพอรู้แค่ว่าพี่บัวกล้าดุยัยลุลาคนเดียวก็จริง แต่อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ พี่บัวเป็นคนเลี้ยงยัยลุลามาตั้งแต่แบเบาะตั้งแต่สมัยที่คุณพ่อของยัยลุลาเริ่มก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาใหม่ ๆ

พี่บัวเป็นรุ่นน้องของคุณป้าที่คุณลุงสนิทมากและพี่บัวก็อาสาช่วยดูแลยัยลุลาในตอนที่คุณลุงกำลังเริ่มต้นธุรกิจนี้

โดยความสัมพันธ์ของสองคนนั้นก็คือคุณลุงและพี่บัวไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งต่อกัน นอกจากพี่น้องช่วยเหลือกันแม้จะคนละสายเลือดก็ตาม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป