บทที่ 9 EP. 02|ขอรักหน่อยได้หรือเปล่า? (4/4)

“ว่าแต่ กูได้ข่าวมาว่ามึงยอมให้สัมภาษณ์ส่วนตัวแล้วงั้นเหรอ ทำไมล่ะ ทุกทีกูเห็นมึงปฏิเสธตลอดนิ” ไอ้ดันเต้พูดออกมาขณะที่มือก็กำลังหยิบถั่วกินอยู่ มันไม่ได้มองผมหรอกในตอนที่ถามเพราะมัวแต่มองเหยื่อของมันมากกว่า

เหยื่อของมันก็คงไม่พ้นผู้หญิงที่กำลังส่งสายตามาให้เราสองคนไม่หยุด

ไอ้ดันเต้จะได้ยินข่าวนี้มาก็ไม่แปลกเพราะบริษัทที่ผมยอมให้สัมภาษณ์เป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทบันเทิงของมัน

ไอ้ดันเต้มีบริษัทเกี่ยวกับวงการบันเทิงของมันซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายสักเท่าไหร่ รู้แค่ว่ามันทำงานในวงการก็เท่านั้น

“เบื่อ” ผมตอบออกไปคำเดียว

“แค่เบื่อ ? มึงก็เลยยอมให้สัมภาษณ์งั้นเหรอ” ผมพยักหน้าตอบมันไปพร้อมกับยกแก้วน้ำของตัวเองขึ้นดื่มต่อ

“เหอะ! กูเป็นเพื่อนกับมึงมากี่ปีแล้วไอ้ดีน”

“…” ผมแกล้งทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินในสิ่งที่มันพูด

“ปฏิกิริยาของมึงในตอนนี้ที่กำลังแสดงออกมามันยิ่งทำให้กูตื่นเต้นกว่าการไปนั่งดูหนังสืบสวนสอบสวนที่กูชอบเสียอีกนะ” ผมยกยิ้มกับคำพูดของมันที่ช่างเปรียบเปรยได้ดีจนผมพึงพอใจ ถ้ามันอยากรู้ก็แค่เดา

ส่วนถูกหรือไม่มันก็ต้องไปลุ้นเอาเองในตอนจบ

ซึ่งอาจจะใช้เวลาเสียหน่อย

มันก็ดูน่าตื่นเต้นดีกว่ารู้เลยทันทีไม่ใช่เหรอ

กลางดึก

“น้ำหนูอย่าดูนะลูก!* หลับตาเอาไว้ กรี๊ด!**”*

“แม่!” ฉันสะดุ้งตัวตื่นขึ้นนั่งพร้อมกับเหงื่อที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าทั้งที่ตอนนี้แอร์ก็กำลังเปิดอยู่แต่ตัวของฉันกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อของตัวเองจนเปียกชื่นไปหมด

“ฝันนี้อีกแล้ว ฮึก” ฉันพูดพร้อมกับแบมือที่สั่นของตัวเองขึ้นดูจากนั้นก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาช้า ๆ เหมือนกับได้ระบายความกลัวออกมา

ร้านสะดวกซื้อ

“รับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ” พนักงานถามขึ้นหลังจากที่ทวนยอดเงินที่ฉันจะต้องจ่าย

“ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันยื่นแบงก์สีแดงออกไปพร้อมกับหยิบของที่ตัวเองได้ซื้อมาแล้วเดินออกจากร้านไป

หลังจากที่ฝันไม่ดีฉันก็นอนไม่หลับอีก ก็เลยออกมาหาอะไรทานเพื่อลืมสิ่งที่ตัวเองกลัวแทน

คิดว่าฉันคงยังไม่กลับห้องในเร็ว ๆ นี้คิดว่าน่าจะไปนั่งชิวที่สวนสาธารณะของคอนโดก่อน แม้จะดึกแบบนี้แต่มันก็ปลอดภัยมากกว่าการไปนั่งอยู่ข้างนอกคนเดียวโดยไม่มีพี่ยามคอยดูแล

“กองทัพต้องเดินด้วยท้องสินะ” ฉันพูดพร้อมกับลงมือแกะซองขนมที่ชอบกินขึ้นมาเหมือนเด็กได้ของเล่น นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้กินเจ้าสิ่งนี้เพราะไม่มีเวลาเข้าร้านสะดวกซื้อเลย

วัน ๆ ก็กินข้าวที่บริษัทกลับมาก็แวะร้านข้าวทั่วไป ร้านสะดวกซื้อแทบไม่ค่อยได้เข้าเลย กินเสร็จก็นอนตื่นมาก็ทำงานพอดี

อีกอย่างวันนี้ฉันคงจะรอไปทำงานเลยเพราะมันก็ใกล้จะเช้าแล้วด้วย กลัวว่านอนต่อจะไม่ตื่น

เพราะฉันเป็นพวกตื่นยากและขี้เซามาก ขนาดยัยลุลาแหกปากแทบคอแตกฉันก็ยังไม่ตื่นเลยในตอนที่โรงเรียนพาพวกฉันไปทัศนศึกษาในป่า

พวกเราทั้งหมดก็ต้องไปนอนกางเต็นท์เพื่อให้เข้าถึงธรรมชาติกันโดยไม่มีไฟฟ้า มีเพียงเสียงของสัตว์จำพวกแมลงกำลังร้องให้พวกเราฟังแทน

แล้วที่นี่คือเต็นท์ด้านข้างดันทำตะเกียงหล่นแล้วไฟมันก็ไหม้ไง ยัยลุลาก็กรี๊ดร้องเรียกฉันแทบตายก็ไม่ตื่น จนฉันสำลักควันนี่แหละถึงได้ตื่น

คิดแล้วก็ตลกดีเกือบจะได้ตายไม่รู้ตัวแล้ว ส่วนยัยลุลาก็ร้องห่มร้องไห้คิดว่าฉันนอนตายไปแล้วอีก โอ๊ยท้องแข็งจริงวันนั้น

แต่ก็เข้าใจแหละเป็นฉัน ฉันก็คงร้องไห้แน่

“เป็นไปได้แฮะที่ยุงจะไม่มี” ฉันพูดออกมาเมื่อรู้สึกว่านั่งมาสักพักแล้วแต่ก็ไม่โดนยุงกัดเลย

“หรืออาจจะเพราะมันดึกเกินไปยุงเลยยังไม่ตื่น ?”

“ตลกใหญ่แล้วยัยน้ำ” ฉันหัวเราะกับตัวเองเมื่อดันคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง แถมยังคิดเป็นตุเป็นตะอีกให้ตายเถอะ

ถ้ายัยลุลารู้มีหวังล้อฉันยันลูกบวชแน่

“หึ” เสียงแววดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ฉันตกใจมากก็เลยรีบหันไปดูและก็เงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนด้วยเพราะเสียงมันดูเหมือนมาจากบน ๆ ที่เป็นห้องของคนอื่น

แต่ก็กลับไม่พบเลยว่ามีใครอยู่ แถมทุกห้องยังปิดไฟเอาไว้หมดแสดงถึงการบ่งบอกว่ายังไม่ตื่นกัน

แล้วเมื่อกี้ที่ฉันได้ยินมันเป็นเสียงใครอะ...! เอาเป็นว่าตัวใครตัวมันก่อนแล้วกันตอนนี้ฉันขึ้นห้องก่อนดีกว่า รางไม่ดีแล้ว!!!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป