บทที่ 4 ฉันเจ็บ
“พี่ปิ่น มิตากับพัชร์ เราเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมค่ะ มีอะไรน่าห่วงที่ไหนกัน แล้วอย่าพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าคุณเอกเด็ดขาด เดี๋ยวคุณเอกจะไม่สบายใจ”
คนตัวโตที่นั่งอยู่ด้านข้างฝั่งติดกระจกรถเหลือบตามองเธอด้วยความไม่พอใจแวบหนึ่ง ก่อนจะเอนเบาะ หยิบหูฟังขึ้นครอบหูแล้วเปิดเพลงเสียงดัง ตั้งใจกลบเสียงหวานๆ ที่เอ่ยถึงผู้ชายคนอื่นหน้าตาเฉย
“พี่ปิ่น รีบไปเถอะครับ ผมจะสายแล้วนะ”
ด้วยความที่เปิดเพลงเสียงดัง ทำให้คนที่นั่งอยู่ด้านในตัวรถเอ่ยเสียงดังกว่าที่ควร และมันดันไปรบกวนโสตประสาทของเพื่อนเคยรักที่ต้องการสมาธิในการนั่งเฉยๆ เพื่อคิดถึงแฟน
“โอ๊ย ไอ้พัชร์ ตะโกนมาได้ หูฉันจะหนวกแล้วนะ”
เธอหันหน้าไปแหวใส่เขาอย่างลืมตัว ก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเขายกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองเธอด้วยดวงตาคมกริบมีเสน่ห์ชวนใจสั่น แต่เธอกลับรู้สึกว่าเขากำลังตั้งใจกวนประสาทเธออยู่
“อะไร”
เขาแค่นยิ้มแล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ยิ่งกระตุ้นให้เธอหงุดหงิดเป็นเท่าตัว จึงดึงหูฟังของเขาออกแล้วตะโกนเข้าไปในหูของเขาแทน
“ตะโกนมาได้ หูหนวกหรือไง ถึงไม่ได้ยินเสียงตัวเองว่ามันดังขนาดไหน”
“เธอนั่นแหละ ตะโกนมาได้ หูหนวกหรือไงมิตา”
เขาใช้นิ้วปั่นเข้าไปในรูหู ดึงหูฟังออกแล้วปิดเพลง หมดอารมณ์จะฟังอะไรแล้ว เพราะเสียงแหลมๆ ของเธอมันเข้ามากระทบจนประสาทหูของเขาแทบพัง
“พอๆ หยุดทะเลาะกัน”
แม้จะเอ่ยห้าม แต่คนเป็นผู้จัดการส่วนตัวก็สบายใจขึ้นที่เห็นเด็กในสังกัดทั้งสองคนกลับมาพูดคุยด้วยท่าทีไม้เบื่อไม้เมาเหมือนเดิม
“ไปได้แล้วค่ะพี่ปิ่น เราทุกคนกำลังจะสาย แล้วก็ไม่ต้องตามไปนะคะ เสร็จธุระก็กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ พวกเราทำงานกันได้ค่ะ”
“โอเค งั้นพี่ไปก่อนนะ”
ประตูรถตู้ปิดลงก่อนจะค่อยๆ ออกตัวไป ดาราสาวจึงขยับตัวลุกขึ้นจะไปนั่งที่เบาะด้านหลัง เหตุที่ไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่แรกเพราะกลัวว่าผู้จัดการส่วนตัวจะกังวลจนไม่เป็นอันทำงานในเรื่องปัญหาของเธอกับเขาที่ยังคงรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อยเวลาเจอกันเพราะมันไม่สามารถต่อกันติดแบบเดิมได้
คนตัวโตแค่นยิ้มหยันกับการแสดงของดารามืออาชีพเมื่อครู่ เขารู้ว่าที่เธอแสดงออกมาให้เหมือนว่าเขากับเธอกลับไปเป็นเหมือนเดิมกันแล้ว มันเป็น Acting ล้วนๆ ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เสียหน่อย
“จะไปไหน”
เขาดึงข้อมือเธอให้ลงมานั่งที่เดิม แต่รถที่กำลังแซง ส่งผลให้ร่างบางที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เซถลาลงไปนั่งบนตักของเขาอย่างหมดท่า
หนุ่มสาวชะงักไปก่อนจะหันมามองหน้ากัน เธอที่ได้สติก่อนพยายามจะลุกขึ้นแต่เขากลับกอดเอวเธอเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม
“ปล่อยนะพัชร์”
แม้รถตู้หรูหราคันนี้จะถูกต่อเติมโดยการมีผนังกั้นโซนคนขับและโซนโดยสารให้แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง มีเพียงหน้าต่างบานเล็กที่ยังปิดสนิทแน่นอยู่ ทำให้เสียงของเธอกับเขาไม่สามารถเล็ดลอดไปในโซนคนขับด้านหน้าได้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงพูดกับเขาด้วยเสียงลอดไรฟันอยู่ดีเพื่อความปลอดภัย
“อะไรนะ”
แม้จะได้ยิน แต่ก็อยากจะแกล้งเธอให้นั่งอยู่บนตักของเขานานๆ เสียหน่อย กลิ่นกายหอมกรุ่นกับน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยของเธอมันทำให้เขาสดชื่นอย่างประหลาด
“ฉันบอกให้ปล่อย”
เธอเน้นเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด แต่เขากลับเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามเธออีกครั้ง คนที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิมจึงสงเคราะห์คนหูหนวกให้ด้วยการไปกระซิบเสียงดังที่ริมใบหูขาวสะอาด
“ฉันบอกให้ปล่อยไง”
แม้เสียงของเธอจะดังจนเขาหูอื้อ แต่กลับลอยหน้าลอยตาล้อเลียนเธอ แล้วกอดเอวบางให้แน่นขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก
“เธอลงมานั่งตักฉันเองนะ”
“แกเป็นคนดึงฉันมา”
“ก็เธอจะลุกไปไหนล่ะ รถวิ่งแล้ว อยากล้มหน้าแหกหรือไง”
“จะแหกไม่แหกก็หน้าฉัน ไม่ต้องมายุ่ง ฉันจะไปนั่งที่เบาะหลัง ปล่อย”
“เธอไม่ชอบนั่งข้างหลังเพราะเวียนหัว”
“แต่ฉันก็ชอบนั่งริมหน้าต่าง”
“นี่ไง ริมหน้าต่างแล้ว นั่งนิ่งๆ”
“แกประสาทกลับไปแล้วหรือไง นี่ฉันนั่งตักแกอยู่นะ ถ้าแกจะให้ฉันนั่งริมหน้าต่างตรงนี้ แกก็ขยับไปสิ”
“ฉันก็ชอบนั่งริมหน้าต่างเหมือนกันนี่ นั่งด้วยกันแบบนี้ก็สบายดี”
“แกสบาย แต่ฉันไม่ แกแข็ง ฉันเจ็บก้น”
“หึหึ ฉันยังไม่แข็งเลย แต่ถ้าอยากให้แข็งก็ขยับบ่อยๆ แบบนั้นแหละ”
คำพูดสองแง่สองง่ามของเขาทำเอาเธอหยุดชะงัก ที่เธอพูดมันหมายถึงขาของเขาที่ออกกำลังกายจนกล้ามเนื้อขามันแข็ง ไม่ได้นิ่มเหมือนที่เธอนั่งกับเบาะรถตูวีไอพีคันนี้
“ไอ้ลามก ฉันหมายถึงขาแก”
