บทที่ 5 ปล่อยฉันนะ
“ไอ้ลามก ฉันหมายถึงขาแก”
“อ้าว ใครจะรู้ล่ะ ก็ไม่พูดให้ครบๆ แล้วที่เธอกำลังนั่งทับอยู่ก็มีลูกชายของฉันด้วย”
“ไอ้ทุเรศ ปล่อยฉันลงได้หรือยัง”
“ไม่ล่ะ หนาว นั่งแบบนี้ก็อุ่นดี ง่วงใช่ไหม นอนสิ เดี๋ยวถึงจะปลุก”
เขากดศีรษะทุยให้ลงมาซบอก แล้วบังคับขืนใจเธอให้นั่งอยู่แบบนั้น แม้จะดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่อาจสู้แรงเขาได้ ครั้นจะร้องตะโกนให้คนขับรถช่วยก็ใช่ที่ ไม่รู้จะได้ยินไหม หรือต่อให้ได้ยิน ถ้าเขาต้องมาเห็นฉากเด็ดระหว่างเธอกับพระเอกหนุ่มผู้เป็นเพื่อนรักอยู่กลุ่มเดียวกันมาสิบกว่าปีในสภาพคิดดีไม่ได้เลยแบบนี้ คงจะอับอายขายขี้หน้า เผลอๆ ได้จะเป็นข่าวใหญ่
“พัชร์ แกปล่อยฉันนะ”
คนตัวบางดิ้นรนจะลงจากตัก ไม่รู้ว่าเขาเป็นบ้าอะไรถึงได้ล่วงเกินถึงเนื้อถึงตัวกับเธออีกแล้ว ไหนว่าจะกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมไง ตอนเป็นเพื่อนกันคราวนั้นก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้
“เราเคยทำมามากกว่านี้ตั้งเยอะ แค่นี้ทำเป็นสะดีดสะดิ้ง”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบโต้อะไรกลับไปให้เจ็บแสบที่บังอาจมาลวนลามคนอย่างเธอ โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือก็สั่นเตือนสายเรียกเข้าเสียก่อน
“คุณเอก..”
ชื่อที่โชว์หราอยู่หน้าจอทำเอาเธอหลุดเสียงพึมพำออกมา ยังไม่กล้ากดรับสายเพราะร่างกายเธอยังโดนเพื่อนผู้เอาแต่ใจพันธนาการไว้ด้วยอ้อมแขนของเขา
“ผัวใหม่โทรมา รับสิ..”
เสียงทุ้มดังขึ้นชิดใบหู แม้มันจะฟังดูราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงขนลุกซู่ไปหมด
“ฉันไม่เคยมีผัวเก่า คุณเอกจะเป็นผัวใหม่ได้ยังไง”
มิตาหันขวับมองเขาด้วยความไม่พอใจ ปกติก็ชอบปากเสียใส่เธออยู่แล้ว ยิ่งมีเรื่องราวผิดพลาดของเธอกับเขาเกิดขึ้นมา คำพูดคำจายิ่งไม่น่าฟัง
“แล้วฉันล่ะ”
“แกชักจะพูดไม่รู้เรื่องอีกแล้วนะ ไหนว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกแล้วไง”
“ฉันเคยพูดแบบนั้นด้วยเหรอ”
“ก็แกบอกเองว่าจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันอีก จะให้เรื่องนั้นมันจบไปไง”
“แล้วฉันไปรื้อฟื้นเรื่องของเราตอนไหน”
เขายื่นหน้าเข้าหาแล้วกระซิบถามเสียงแหบพร่า ราวกับจงใจปั่นประสาทเธอ แต่เธอกลับสั่นสะท้านไปทั้งร่างเมื่อได้ยินโทนเสียงแบบนั้นของเขาที่เมื่อสองเดือนก่อนคอยกระซิบชื่นชมเธอไม่ขาดปากในตอนที่เขาตักตวงความหวานจากร่างกายของเธอ
ภาพความวาบหวามระหว่างคนทั้งคู่หลั่งไหลเข้ามาในสมองไม่ขาดสาย ความทรงจำแสนเร่าร้อนผุดขึ้นเป็นฉากๆ ใบหน้าสาวเห่อร้อนแดงเรื่อทันตา ดีที่ในตอนนี้ยังไม่สว่าง จึงไม่มีแสงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาให้เธอได้อาย
“ก็แกดึงฉันลงมานั่งทับแกนี่ไง”
กว่าที่เธอจะพยายามควบคุมความประหม่าได้ก็นานพอควร
“ก็ฉันหนาว”
“แต่แกใส่เสื้อแขนยาวและมีผ้าห่ม ฉันไม่ได้ใส่ ยังไม่หนาวเลย”
เขาก้มมองหน้าอกตัวเองที่มีผ้าห่มผืนเล็กคลุมทับเอาไว้ จึงดึงมันออกมากางห่มคลุมทั้งเธอและเขา ก่อนจะเอนเบาะลงอีกนิดแล้วกอดเธอแน่นๆ ไม่ยอมปล่อยให้ลุกไปไหน
“ฉันบอกว่าไม่หนาวไง ปล่อยสิ ฉันจะรับสายผัวฉัน”
“หึ ฉันไม่ให้รับแล้ว อีกอย่างฉันว่าเธอหนาวนะมิตา แขนเธอขนลุก ตอนที่ฉันกระซิบที่หูเธอเมื่อกี้”
“ไอ้บ้า”
เธอทุบอกเขาดังอึก โทษฐานที่ล้อเลียนทำให้เธอได้อายและฉวยโอกาสกับร่างกายของเธอ..ที่ไม่มีวันเป็นของเขา
“ฉันเจ็บนะมิตา”
“เจ็บก็ปล่อยสิ ฉันนั่งไม่ถนัด”
ในที่สุด ดาราหนุ่มก็ยกมือขึ้นทั้งสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้ ก่อนจะจับคนตัวบางลงนั่งแทนที่ตัวเองในฝั่งชิดกระจก ตั้งใจกักขังไม่ให้เธอขยับไปนั่งที่เบาะด้านหลัง
โทรศัพท์มือถือยังคงสั่นเตือนต่อไปเรื่อยๆ แม้คนปลายสายจะรอจนกว่าสัญญาณจะตัดไป แล้วโทรกลับมาใหม่อีกหลายครั้ง แต่เจ้าของเครื่องก็ยังไม่ยอมรับสายเสียที
ท่าทีลังเลของเธอทำให้เขาเดาออกว่าเธอคงยังไม่ได้บอกผู้ชายคนนั้นว่าต้องเดินทางมาพร้อมเขา
“ก็รับสิ หรือเพราะมีฉันนั่งอยู่ตรงนี้ เธอเลยไม่กล้ารับสาย มีชนักติดหลังหรือไง ผู้ชายคนนั้นรู้ใช่ไหมว่าเราเคยมีอะไรกัน”
“หุบปากของแกให้สนิท แล้วก็นั่งไปเงียบๆ ไม่งั้นฉันเอาแกตายแน่ไอ้พัชร์”
“หึ”
“สวัสดีค่ะ คุณเอก”
“มิตา ถึงไหนแล้วครับ หลับเหรอ ไม่ยอมรับสายผมเลย ผมเป็นห่วง”
คนที่ไม่เคยตื่นเวลานี้ ยอมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อโทรมาส่งเธอขึ้นรถด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ทนต่อความต้องการตามธรรมชาติของร่างกายไม่ไหว จึงแอบนอนกับผู้หญิงคนอื่นเพราะเธอไม่ยอมใจอ่อนให้เขาเสียที
เสียงทุ้มดังเล็ดลอดออกมาให้คนที่นั่งอยู่ด้านข้างได้ยินอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องทำทีไม่สนใจ เอนเบาะลงต่ำแล้วหลับตาลงแต่กลับแอบเงี่ยหูฟังเธอคุยกับผู้ชายที่เธอเลือก
กรามแกร่งขบกันแน่นเมื่ออดีตเพื่อนรักที่เคยร่วมหลับนอนพูดจาออดอ้อนเสียงหวาน ทั้งที่พยายามทำใจมาสองเดือนแล้วว่าเขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกัน และคิดว่าตัวเองก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะแอบคิดถึงเธอก่อนนอนทุกคืนก็ตาม
