บทที่ 10 ตอนที่ 9 อำนาจเงิน
ตอนที่ 9 :
อำนาจเงิน
ภายในใจของแพรไหมเวลานี้กำลังเปิดฉากถกเถียงกับตัวเองอย่างหนักหน่วง ด้วยเพราะลึก ๆ แล้วเธอไม่ได้นึกอยากจะลดตัวลงไปเสวนาพาทีกับเจ้าเด็กหนุ่มท่าทางยียวนกวนประสาทเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่าเพราะภาระเรื่องเงินทองและค่าใช้จ่ายมากมายมันคอยค้ำคออยู่เนี่ง ๆ ส่งผลให้โฉมงามต้องจมดิ่งอยู่กับการคิดหนักไม่น้อยเลยทีเดียว
'เอาไงดีว่ะ รับเงินเขามาแล้วด้วย ไอ้หมอนี่คือเจ้ากรรมนายเวรที่ใส่แว่นตาสินะ'
“เรียกแขกแบบนั้นไม่สุภาพเลยนะครับไอ้รุ่นพี่บ้าพลัง”
สุ้มเสียงยียวนราบเรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของคิมหันต์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด พร้อมกับทำหน้าที่กระตุกต่อมประสาทของสาวรุ่นพี่คนสวยอย่างจัง จนคนฟังนึกฉุนเฉียวขึ้นมาครามครัน
“ไอ้…”
กลีบปากอวบอิ่มขยับเตรียมจะพ่นถ้อยคำผรุสวาทด่าทอออกไปให้สมแค้น ทว่าคนอายุน้อยกว่ากลับรู้ทัน ชายหนุ่มจัดการหยิบยกธนบัตรสีเทามูลค่าสูงขึ้นมาโบกสะบัดไปมาในอากาศ พลางแสร้งทำหน้าทำตาเย่อหยิ่งประหนึ่งตนเองคือผู้ถือไพ่เหนือกว่าและเป็นผู้คุมเกมทั้งหมด การกระทำดังกล่าวทำเอาแพรไหมถึงกับชะงักงันฉับพลัน หล่อนได้แต่ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันกำหมัดแน่นด้วยความขัดใจ ประจวบเหมาะพอดิบพอดีกับที่สุ้มเสียงของบาส เพื่อนสนิทนิสัยดี? ของหนุ่มแว่นเอ่ยปากสอดแทรกเข้ามาเพื่อช่วยห้ามทัพ
“เอาน่าพี่แพร นั่งคุยเป็นเพื่อนพวกเราหน่อยก็พอแล้วครับ”
“แก้วละพัน” คิมหันต์รับลูกต่อจากเพื่อนสนิททันควัน
ชายหนุ่มจัดการหยิบยื่นเอาตัวเงินจำนวนมากล่อตาล่อใจ จนส่งผลให้แพรไหมเริ่มตกอยู่ในสภาวะคิดหนักทวีคูณ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามูลค่าเงินเหล่านั้นมันช่างเย้ายวนใจดียิ่งนัก ทว่ากระนั้นหล่อนก็ยังไม่ยอมลดละผ่อนปรนท่าทีการวางมาดเลิศเลอราวกับนางพญาลงเลยแม้แต่น้อย
“ถูกไปย่ะแก้วละพัน ปกติฉันกินแก้วละห้าพัน”
คนอายุมากกว่าเอ่ยตอบกลั้วหัวเราะอย่างต้องการจะแกล้งปั่นหัวประสาทพวกรุ่นน้องเล่นไปตามน้ำ ทั้งที่ในเนื้อแท้ของความจริงแล้ว สาวเจ้าหาใช่สายดื่มตัวยงเลยสักนิด จะว่าเป็นเด็กดีกึ่งหนึ่งก็ไม่เชิง เรียกว่าหล่อนเป็นพวกประเภทคนคออ่อนขั้นรุนแรงที่ดื่มด่ำเข้าไปเพียงนิดหน่อยก็เมามายไร้สติพับหมดสภาพแล้วน่าจะถูกต้องเสียกว่า หลายต่อหลายครั้งที่เพื่อนสนิทร่วมแก๊งต้องคอยหามร่างหล่อนกลับไปส่งบ้านก็มี นี่ยังไม่นับรวมสภาพย่ำแย่ตอนเมามายแล้วยังต้องตะบี้ตะบันขับรถกลับเองอีก โดนเจ้าหน้าที่กักจับเป่าแอลกอฮอล์ไปกี่รอบต่อกี่รอบแล้ว แพรไหมจึงไม่อยากเสี่ยงอันตรายจริง ๆ
“ผมให้หกพัน”
"หะ หกพัน?"
"ใช่ หกพัน"
คิมหันต์เอ่ยสำทับด้วยท่วงท่าและน้ำเสียงจริงจังเป็นงานเป็นการ พร้อมกับยื่นปึกเงินในมือไปตรงหน้า ซึ่งสัญญาณเหล่านั้นส่งผลให้แพรไหมล่วงรู้ได้ในทันทีว่าไอ้เด็กแว่นตรงหน้าไม่ได้เอ่ยปากพูดเล่น
“เออ แล้วอย่ามาร้องไห้โยเยตอนหลังว่า คืนเงินให้ผมเถอะครับ แม่ผมจะจับตีก้นนะเว้ย”
แม้จะรู้ดีว่าสภาพร่างกายของตนเองจะไม่เอื้ออำนวยต่อฤทธิ์เมรัย ทว่าตัวเงินจำนวนมหาศาลมันดันล่อตาล่อใจเสียจนยากจะปฏิเสธได้ลง คนที่มีภาระหน้าที่และรายจ่ายรัดตัวรอบด้านอย่างเธอ ไหนเลยจะยอมปล่อยให้โอกาสทองผืนนี้หลุดลอยจากมือไปง่าย ๆ แก้วละหกพัน... มันสามารถต่อลมหายใจและจุนเจือชีวิตของเธอได้หลายเดือน เผลอๆ อาจจะช่วยแบ่งเบาภาระส่งเสียเหล่าน้อง ๆ ของเธอได้อีกโข
"เอามานี่ แม่จะล่อให้หมดตัวเลย"
สิ้นคำท้าทาย เรียวปากบางก็คว้าจับแก้วเครื่องดื่มแก้วแรกขึ้นมากระดกน้ำสีอำพันแบบออนเดอะร็อกเข้าสู่โพรงปากรวดเดียวจนหมดสิ้น
“เหอะ ผมรวยพอจะเลี้ยงพี่ไปได้ตลอดชีวิตแล้วกันน่ะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยสวนกลับมาของคิมหันต์ดูเป็นกันเองและพูดจาเจื้อยแจ้วเยอะกว่าทุกครั้งที่เคยพานพบเจอหน้ากัน แถมยามนี้การแต่งเนื้อแต่งตัวของเขายังเข้าขั้นหล่อเหลาดูดีมีรสนิยม มองปราดเดียวก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า หากทว่าในจังหวะที่แพรไหมเหลือบสายตาไปประสานเข้ากับนัยน์ตาคมกริบเย็นชาของเขา ก้อนเนื้อบ้าบอในอกข้างซ้ายมันกลับส่งเสียงประท้วงเต้นระรัวผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อ ๆ สายตาเฉียบคมที่ทอดมองตรงมายังเรือนร่างของเธอผ่านเลนส์แว่นใสนั่น มันชวนให้รู้สึกระทึกวาบหวามในหัวใจอย่างประหลาด
'บ้าเหรอแพร คิดอะไรแบบนั้น กับไอ้สี่ตาเด็กเปรตแบบนี้เนี่ยนะ ขนลุก' แพรไหมสะบัดศีรษะไล่ความนึกคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปให้พ้นทาง ก่อนจะเริ่มต้นเอ่ยปากค่อนขอดจิกกัดชายหนุ่มไปอีกหนึ่งที
“ยังขอตังค์แม่ใช้อยู่อย่ามาทำปากดี”
ปากก็เอ่ยเอื้อนคำเหน็บแนมทว่าสองมือนุ่มกลับทำหน้าที่กระชับคว้าจับอีกแก้วขึ้นมากระดกซดอย่างว่องไว พร้อมกับหยิบฉวยเอาธนบัตรปึกหนามายัดเก็บใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนตัวเก่งของตัวเองอย่างรวดเร็ว ราวกับหวาดกลัวว่าผู้เป็นเจ้าของจะนึกเปลี่ยนใจมายึดคืนกลับไป
“ถึงจะขอแม่มาใช้ แต่ก็มีใช้มากพอแล้วกันน่ะ”
"จ้า จ้า ไอ้เด็กเวร" แพรไหมเบะปากใส่อย่างนึกหมั่นไส้ พร้อมกับจัดการยกแก้วที่สามขึ้นดื่มด่ำดิ่งลงคอ เช่นเดียวกับแผ่นเงินตราที่ลอยละล่องเข้าสู่กระเป๋ากางเกงอย่างต่อเนื่องเป็นทิวแถว
แก้วแล้ว... แก้วเล่า... กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปจนในที่สุด แพรไหมก็เริ่มตระหนักตระหนักรู้กับตัวเองแล้วว่าร่างกายของเธอเริ่มที่จะต้านทานไม่ไหวแล้ว สติสัมปชัญญะที่เคยแจ่มชัดเริ่มเลือนลางและพร่าเลือนเกินกว่าจะควบคุมบังคับทิศทางได้อีก หล่อนไม่นึกฝันเลยว่าตนเองจะเมามายได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ อาจเป็นเพราะห่างหายจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นเวลานานแสนนาน และเหตุผลเดียวที่ยอมหักดิบดื่มเข้าไปมากมายขนาดนี้ ก็เพราะเรื่องเงินทองรวมถึงความต้องการอยากจะเอาชนะเดิมพันล้วน ๆ
ซึ่งในเวลานี้เธอก็ได้ครอบครองมันสมใจอยากแล้ว ท้ายที่สุดหญิงสาวจึงตัดสินใจยอมยกธงขาวล่าถอยดีกว่า เพราะดูเหมือนว่าไอ้เด็กหนุ่มสองคนตรงนี้ก็ดูท่าทางจะกรึ่ม ๆ ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
“พะ พี่ขอตัวไปสูบบุหรี่ข้างนอกหน่อยนะ”
แพรไหมเอ่ยทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะพยายามยันกายลุกเดินแยกตัวออกมาจากโต๊ะอาหาร มุ่งหวังจะใช้รสสัมผัสของบุหรี่ช่วยขับไล่ความมึนเมาอันละลานตาออกไปสักหน่อย สองส้นแข้งขาที่เริ่มสั่นเซเสียอาการพยายามบดประคองเรือนร่างระหงลุกออกจากเก้าอี้ด้วยความมึนงง ก่อนจะก้าวทอดน่องออกไปนอกบริเวณร้านอาหารเพื่อจุดไฟบุหรี่ยี่ห้อโปรดขึ้นสูบพ่นควันสีหม่นออกสู่ชั้นบรรยากาศ
แค่ก แค่ก!
สุ้มเสียงไอโขลกของใครบางคนดังแทรกแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ส่งผลให้แพรไหมต้องเอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองยังต้นตอของเสียงด้วยความยากรู้อยากเห็น ก่อนจะได้รับคำเฉลยกระจ่างชัดว่าสุ้มเสียงไอนั้นหาใช่ของใครที่ไหน... หากแต่เป็นของคิมหันต์นั่นเอง
“เหม็นบุหรี่ชิบ”
ปากหนาเอ่ยบ่นพึมพำกระปอดกระแปด สองมือกว้างทำท่าทางโบกปัดควันสีขาวนวลให้พ้นไปจากใบหน้า ทว่าสองเรียวขายาวของเขานี่สิ กลับกระทำการสวนทาง ก้าวฉับ ๆ เดินตรงดิ่งเข้ามาประชิดถึงเรือนร่างของคนที่กำลังพ่นควันขาวระลอกใหม่อยู่รวดเร็วกว่าที่อีกฝ่ายจะทันได้คาดคิดเอาไว้เสียอีก!
