บทที่ 2 2 ขอพบท่านประธาน

ปัจจุบัน

ณ บริษัท CSEPay

ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองป้ายบริษัทใหญ่โต พร้อมกับใจดวงน้อยที่เต้นแรง ประหนึ่งว่าแทบจะระเบิดออกมา ถึงสักทีวันที่เธอใจกล้ามากพอ เธอต้องได้ทำงานที่บริษัทนี้ให้ได้ คิดได้แบบนั้นก็ยืนตรงเชิดหน้าเดินเข้าไปภายในบริษัท ที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามและหรูหรา

หลังจากกรอกใบสมัครแล้ว ก็รอไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะถูกสัมภาษณ์ในตำแหน่งธุรการทั่วไป ที่เธอจำใจต้องสมัครไป เพราะความจริงอยากสมัครตำแหน่งเลขา หรืออะไรก็ได้ที่มันมากกว่านี้

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ยังไงจะติดต่อไปนะคะ” ฝ่ายบุคคลหน้าตาสะสวย แต่กิริยาตรงกันข้ามบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงกระด้าง ทั้งยังมองด้วยสายตาที่ไม่ชอบใจ

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

“ค่ะ”

“เอ่อ ว่าแต่ตอนนี้มีแค่ฝ่ายธุรการเท่านั้นเหรอคะที่ว่าง” เอวาริณถามพร้อมกับถอนหายใจ เพราะเธอตั้งใจจะมาสมัครงาน ในตำแหน่งที่ได้ใกล้ชิดกับคนที่เธอตั้งใจไว้มากกว่านี้

“ค่ะ”

“คือ ถ้าดิฉันอยากจะขอพบคุณ ชวินทร์ พัฒน์ธรากุล ติดต่อได้ที่ไหนคะ”

“คุณกำลังพูดถึงท่านประธาน?”

“ค่ะ”

“คุณตั้งใจจะมาสมัครงาน หรือมาทำอะไรคะ”

ทั้งน้ำเสียงและสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองมันคือการดูแคลนอย่างเปิดเผยทำเอาเอวาริณหน้าชา แต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด เธอจึงต้องฝืนใจพูดต่อทั้งที่อยากลุกหนีมาก

“มาสมัครงานค่ะ แต่พอดีฉันรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว เลยอยากจะ...”

“คุณก็เลยอยากจะใช้อย่างอื่นช่วยให้ได้ตำแหน่งดี ๆ งั้นเหรอ”

คำถามครั้งนี้ไม่มีหางเสียง เพราะคนถามไม่คิดจะปิดบังความไม่ชอบของตัวเองเอาไว้ หากจะถามว่าหญิงสาวตรงหน้าทำอะไรผิดคำตอบก็คือไม่มี เพียงแต่เธอสวยมากจนนึกอิจฉาก็เท่านั้น

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่มีธุระกับเขา”

“คุณกลับไปเถอะค่ะ อย่าใช้วิธีตลาด ๆ แบบนี้เลย ท่านประธานเป็นคนฉลาด ของข้างทางไม่ให้ค่าหรอก”

คำพูดดูแคลนจากคนที่ไม่ได้รู้จักเธอเลยทำให้เอวาริณสิ้นสุดความอดทน หญิงสาวยืนขึ้นแล้วมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่ไม่พอใจไม่ต่างกัน

“กรุณาสุภาพหน่อยนะคะ อย่าคิดว่าใคร ๆ จะคิดหรือทำเหมือนกันกับคุณ”

เธอเดินออกจากตรงนั้นแล้วมองซ้ายขวาเพื่อหาป้ายติดต่อ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัท

“ดิฉันต้องการพบคุณชวินทร์ พัฒน์ธรากุล ติดต่อได้ที่ไหนคะ”

“ติดต่อธุระอะไรคะ” ประชาสัมพันธ์สาวสวยฉีกยิ้มการค้า แล้วสอบถามตามหน้าที่

อีกฝ่ายไม่ได้ถามว่านัดไว้หรือเปล่า เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าหากมีนัดหมายก็จะต้องตรงขึ้นชั้นบน ไม่ใช่มาติดต่อที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แบบนี้

“ธุระส่วนตัวค่ะ”

พอได้ยินธุระของเธอ ประชาสัมพันธ์สองคนก็หันสบตากันอย่างมีเลศนัย ก่อนที่เอวาริณจะถูกมองด้วยแววตาดูแคลนอีกครั้ง

“ดูแล้วอย่างคุณไม่น่าจะมีธุระอะไร กับท่านประธานได้นะคะ” ประชาสัมพันธ์สาวพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะดูจากลักษณะแล้ว ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรที่ได้ยุ่งเกี่ยวกับท่านประธาน

“มีสิคะ ทำไมพวกคุณต้องมองฉันด้วยสายตาเหยียดหยามแบบนี้ด้วย ฉันแค่มาหาคนที่ฉันอยากพบ ฉันขอพบเขาได้ไหมคะ บอกว่าเอวาริณมาขอพบ แค่นี้ได้ไหมคะ”

“คงจะไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วเชิญคุณกลับไปเถอะ ที่นี่คงไม่เหมาะกับคนแบบคุณ”

“นี่คุณ! ทำไมพูดจากันแบบนี้คะ ฉันมันยังไงเหรอ”

เอวาริณหัวเสียแบบสุด ๆ ที่ในวันเดียวเธอถูกมองเหยียดจากคนที่ไม่รู้จักถึงสองครั้ง และเสียงเอะอะของเธอก็เรียกความสนใจจากคนที่กำลังจะขึ้นลิฟต์จนต้องหันมอง

หัวใจของชวินทร์กระตุกแรงจนรู้สึกเจ็บ เพราะไม่ใช่แค่เสียงที่คุ้นหูแต่เป็นเธอจริง ๆ ผู้หญิงที่สร้างบาดแผลขนาดใหญ่ในใจเขา

“คุณไปดูสิว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการอะไร” ใบหน้าหล่อหันไปพูดกับเลขาที่ยืนอยู่ข้างกาย

“ค่ะ แล้ว...”

“ถ้ารู้แล้วโทรหาผม”

“ค่ะ”

เลขาที่รู้ใจอย่าง แวววรรณ ก็รับคำเจ้านายแล้วเดินตรงไปทำตามคำสั่งทันที สมกับตำแหน่งเลขาที่ทรงประสิทธิภาพ ส่วนชวินทร์ก็รีบก้าวเข้าลิฟต์ผู้บริหาร เพราะยังต้องการเวลาตั้งหลัก กับเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเจอในวันนี้

มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองเพื่อเรียกสติ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าลืมเธอได้แล้วตอนนี้ในใจกลับเจ็บแปลบ ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“สวัสดีค่ะคุณแวว คือผู้หญิงคนนี้จะมาขอพบท่านประธานค่ะ ไม่ได้นัดแถมบอกว่าธุระส่วนตัว”

“คุณต้องการพบท่านประธานเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ ฉัน เอวาริณ วณราวงษ์ มาขอพบด้วยธุระส่วนตัวค่ะ”

พอพูดออกไปแล้วหญิงสาวก็รู้สึกโล่งใจ ที่คนตรงหน้าไม่ได้มีแววตาเหยียดหยามหรือขบขัน

“ดิฉันแวววรรณค่ะเลขาท่านประธาน คุณรอตรงนี้สักครู่นะคะดิฉันจะติดต่อท่านให้ค่ะ”

“รบกวนบอกชื่อของดิฉันกับเขานะคะ ยังไงเขาต้องให้ฉันพบแน่ ๆ ”

“ค่ะ ดิฉันจะแจ้งให้ละเอียดค่ะ”

ประชาสัมพันธ์สาวถึงกับงุนงงระคนไม่พอใจเพราะปกติการมาโดยไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า ซ้ำยังมีเหตุผลที่ไม่เพียงพอ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่แวววรรณจะมาสนใจ

“ท่านประธานคะ”

“ว่าไง”

“ผู้หญิงคนนั้นมาขอพบท่านประธานค่ะ จะให้แจ้งเธอว่ายังไงดีคะ”

หัวใจของชวินทร์เต้นรัวอยู่ในอก เมื่อรู้ว่าเธอต้องการพบเขา ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามา จะดีใจก็ไม่ใช่จะเสียใจก็ไม่เชิง รู้เพียงว่าในอกมันหน่วงราวกับถูกอะไรถ่วงเอาไว้

“ท่านประธานคะ” เมื่อเสียงปลายสายเงียบไปนาน แวววรรณจึงเรียกอีกครั้ง

“อืม...”

“จะให้เธอเข้าพบไหมคะ”

“พาเธอ...”

ประธานหนุ่มรีบกลืนคำพูดต่อไปลงคอ เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ชวินทร์รีบเตือนสติตัวเองว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายหน้าโง่คนนั้นอีกแล้ว คนที่เธอจะสั่งให้หันซ้ายหันขวาได้ตามต้องการ

“บอกเธอไปว่าผมยังไม่ว่าง ขอเบอร์ติดต่อจากเธอไว้แล้ววันหลังจะติดต่อกลับ”

“ได้ค่ะ”

“เธอบอกหรือเปล่า ว่าต้องการพบผมมีธุระอะไร”

“เธอบอกว่าเธอชื่อ เอวาริณ วณราวงษ์ ต้องการคุยธุระส่วนตัวค่ะ”

“...” เอวาริณ วณราวงษ์ คือชื่อที่เขาจำมาตลอดแทบไม่มีวันลืม

“มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหมคะ”

“แค่นี้ บอกเธอไปตามที่ผมบอก”

“รับทราบค่ะ”

ชายหนุ่มกดตัดสายแล้วยิ้มเหยียดหยันที่มุมปาก แต่ภายในใจเต็มไปด้วยความร้อนรน

ธุระส่วนตัวงั้นเหรอ เขากับเธอยังจะมีธุระส่วนตัวอะไรกันอีก ในเมื่อเรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว...

เอวาริณมองแวววรรณที่เดินกลับมาหา ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ถึงจะราร้างไปนานปีแต่เธอยังเชื่อว่าเยื่อใยแห่งความผูกพันยังมี ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองคิดผิดเมื่อแวววรรณบอกว่า เขาปฏิเสธการขอเข้าพบของเธอ

“ท่านประธานบอกว่ายังไม่ว่างพบคุณค่ะ”

“เหรอคะ เอ่อ แล้วคุณได้บอกชื่อฉันไหมคะ ว่าฉันต้องการจะพบเขา” เธอถามเสียงสั่น

“บอกทั้งชื่อทั้งนามสกุลตามที่คุณแจ้งมาเลยค่ะ แต่ท่านประธานยังไม่สะดวกที่จะพบค่ะ ท่านยังยุ่งกับงานหลายเรื่อง ให้คุณทิ้งเบอร์ติดต่อเอาไว้ถ้าท่านว่างเมื่อไหร่ดิฉันจะติดต่อไปค่ะ”

เอวาริณถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อเห็นแววตาขบขันทั้งยังเยาะเย้ยของประชาสัมพันธ์ อีกฝ่ายคงจะนึกขำให้กับความมั่นหน้าของเธอ ซึ่งมันก็ควรที่จะเป็นอย่างนั้นเพราะเธอก็ยังรู้สึกอายตัวเอง ที่มั่นใจเกินไปว่าเขาจะให้เข้าพบ

“นี่ค่ะ”

“ค่ะ ขอตัวก่อนนะคะดิฉันต้องไปทำงานแล้ว”

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

เอวาริณตอบรับเสียงเบา แล้วจึงเดินออกจากบริษัทพร้อมเศษหน้าที่แตกยับ น้ำตาแห่งความน้อยใจเอ่อท้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเขาอีกแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป