บทที่ 3 3 คนเคยรู้จัก
ถึงจะบอกกับตัวเองว่าควรยืดเวลาออกไป เพื่อไม่ให้เธอคิดว่ายังให้ความสําคัญ แต่กลับกลายเป็นเขาต้องมานั่งหงุดหงิดเสียเอง
“มีอะไรต้องเคลียร์อีกไหมคุณแวว”
“ไม่มีค่ะ มีอีกทีก็นัดคุยงานกับคุณปฐมพงศ์ตอนบ่าย”
“อืม สัปดาห์หน้าช่วงบ่ายไม่ต้องรับนัดใครนะ แล้วก็ติดต่อให้ผู้หญิงคนนั้นมาพบผมเลย”
“ได้ค่ะ ดิฉันจะติดต่อเธอไปนะคะ”
“บอกว่ามีคนบอกเลิกนัดกะทันหันผมเลยว่าง แล้วติดต่อไปช่วงใกล้จะถึงเวลานัดเลยนะ ไม่ต้องติดต่อไปก่อน”
“ค่ะ ได้ค่ะ”
ทั้ง ๆ ที่รู้สึกแปลกใจแต่แวววรรณรู้ดีว่าการตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก ยิ่งกับชวินทร์ที่แทบไม่อยากให้ใครยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอก็เลยยิ่งจะไม่ถามอะไร และทำตามคำสั่งเขาอย่างเดียว
หลายวันต่อมา
หลังจากที่ต้องตกงานกระทันหัน เอวาริณที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากมาย ก็ออกหาสมัครงานที่อื่นไว้รอ เพื่อกันความผิดหวัง ถ้าไม่ได้ทำงานที่บริษัทของเขา ร่างบางกอดกระเป๋าสะพายที่มี เรซูเม่และเอกสารสำคัญไว้บนตัก แววตาสวยมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างของรถเมล์ การตัดสินใจกลับไปหาเขาที่คิดว่าดีที่สุด วันนี้กลับทำให้เธอรู้สึกผิด แต่ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกลกว่านั้นเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ก็ทำให้หญิงสาวกลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะดิฉันแวววรรณเลขาคุณชวินทร์นะคะ”
“เอ่อ คะ...ค่ะ สวัสดีค่ะ เอวาริณค่ะ” เอวาริณทั้งตื่นเต้นและดีใจจนแทบบังคับน้ำเสียงไม่ได้
“พอดีวันนี้ช่วงบ่าย ท่านประธานถูกยกเลิกนัดกะทันหันเลยมีเวลาให้คุณน่ะค่ะ ไม่ทราบคุณสะดวกเข้ามาไหมคะ”
“สะดวกค่ะ ๆ ฉันจะรีบเข้าไปเลยค่ะ” เมื่อดูเวลาแล้วตอนนี้เกือบจะเที่ยงครึ่ง ก็ต้องถอนหายใจ แล้วก็ต้องรีบไปให้ทันตามที่รับปากไว้
“ค่ะ สวัสดีค่ะ”
“ค่ะ”
พอสายถูกตัดหญิงสาวก็รีบลุกขึ้นเพื่อรอลงป้ายหน้า แล้วใช้บริการรถแท็กซี่ที่ไม่ได้ขึ้นมานาน เพราะต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แต่วันนี้เธอยอมที่จะจ่ายโดยไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าผลลัพธ์นั้นคุ้มค่า
ชวินทร์ไม่ใช่ไม่อยากเจอเธอแต่เขาคงมีนัดสำคัญจริง ๆ ถึงต้องปฏิเสธ พอคิดได้อย่างนั้นหัวใจที่แห้งแล้งก็ชุ่มชื่นขึ้นมาได้
ณ บริษัท CSEPay
“สวัสดีค่ะ”
แวววรรณมายืนรอรับเธอที่หน้าลิฟต์เพื่ออำนวยความสะดวก นั่นยิ่งทำให้เอวาริณมั่นใจว่าความคิดของเธอนั้นถูกต้อง
“สวัสดีค่ะ”
“ขึ้นข้างบนเลยนะคะ ท่านประธานรออยู่”
ในขณะที่อยู่ในลิฟต์เอวาริณตื่นเต้นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ เธอปรึกษาตัวเองในใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดีจนได้ยินเสียงสัญญาณของลิฟต์ดังขึ้น
“เชิญค่ะ”
ชวินทร์ในฐานะประธานบริษัททำงานอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึก ที่ทั้งหรูหราและทันสมัยแห่งนี้ เอวาริณกวาดตามองการตกแต่งของสถานที่ด้วยความรู้สึกชื่นชมกึ่งยินดี ที่ในที่สุดเขาก็มีวันนี้อย่างที่เคยฝันไว้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา!”
เสียงทุ้มที่คุ้นหูกระตุ้นให้หัวใจของเอวาริณเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
“เชิญเข้าไปได้เลยค่ะ”
หญิงสาวก้าวขาแทบไม่ออกแต่ก็ยังพาตัวเองเดินเข้าไปข้างในจนสำเร็จ ชวินทร์ในชุดสูทตัดเย็บประณีตนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่ เขาหล่อเหลา มีภูมิฐานกว่าเมื่อก่อนเป็นสิบเป็นร้อยเท่า
“ซะ...ซัน”
เสียงของเธอสั่นเครือ ในขณะที่เรียกชื่อเขาก่อนจะส่งยิ้มเพราะความยินดีที่ได้เจอ แต่ประโยคตอบกลับของชวินทร์ก็ทำเอารอยยิ้มของเธอเจื่อนลงแทบจะทันที
“ขอโทษนะ ชื่อเล่นผมมีเอาไว้ให้คนสนิทเรียก เรียกผมว่าชวินทร์จะเหมาะกว่า”
เอวาริณยืนอึ้งเมื่อได้ยินอย่างนั้น ทั้งน้ำเสียงและคำพูดห่างเหินจนใจเจ็บ ใบหน้าหวานร้อนวูบเป็นระยะเพราะความอายและผิดหวัง
“คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอ อืมจริงสิ นี่เก้าอี้นั่งสิ”
ตอนนี้เธอไม่อาจตอบว่าตัวเองมาที่นี่ด้วยธุระอะไร คำพูดมากมายที่เตรียมมาไม่ได้ใช้เลยสักประโยค นั่นเพราะเขาตอนนี้ไม่ใช่ซันคนเดิมอีกแล้ว
“ว่าไง คุณต้องการพบผมมีธุระอะไร”
“คือ...กรีน...เอ่อ...”
แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความรักเฉกเช่นวันวาน มันเหมือนเหล็กแหลมทิ่มแทงใจเธอ เอวาริณไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาอีกครั้ง เพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหลออกมาประจานความอ่อนแอของตัวเอง
“มีธุระอะไรก็พูดมาเลย ผมไม่ได้มีเวลาว่างคุยทั้งวันนะ”
น้ำเสียงเย็นชา ติดรำคาญเหมือนหมัดหนัก ๆ ที่ซัดเข้าปลายคาง เอวาริณอยากจะวิ่งหนีอายไปเสียตอนนั้นแต่ก็ได้แค่คิด
“คือ...ฉันมาสมัครงานค่ะ”
“สมัครงานก็ไปที่ธุรการได้เลย ไม่จำเป็นต้องมาพบผม หรือคุณคิดว่าการที่เราเคยรู้จักกันจะทำให้คุณได้งาน”
“...” ‘เคยรู้จัก’ เขาเลือกใช้คำพูดได้เจ็บปวดดีจริง ๆ เธอบอกกับตัวเองแล้วสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ
“คุณกำลังเดือดร้อนอยู่หรือเปล่า”
“ก็...ค่ะ” เธอตอบไปอย่างฝืน เพราะตอนนี้ชีวิตเธอกำลังเดือดร้อน และดูจากสายตาที่ดูแคลนของเขาแบบนี้มันก็เจ็บดี
ประธานหนุ่มใช้นิ้วลูบปลายคางท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิด หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงหยิกแรง ๆ หรือไม่ก็แกล้งงอนให้ง้อนาน ๆ หน่อย แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้คือบีบมือแน่นอย่างพยายามอดกลั้น
“อยากให้ช่วยไหม ผมพอจะมีให้นะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่า ผมจะลำเลิกบุญคุณเอาตอนหลัง เพราะคนอย่างผมเวลาให้ใครให้ด้วยใจ” ชวินทร์เหน็บแนมอย่างเจ็บแสบแสดงออกชัดเจนว่าเขาคับข้องใจกับเรื่องในอดีตมากแค่ไหน
“ฉันมาสมัครงานค่ะ ไม่ได้มาขอทานจากใคร”
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณมาขอทาน คุณบอกผมเองว่าลำบากผมก็แค่จะช่วยเหลือ แต่ถ้ามันทำให้คุณคิดอย่างนั้นผมก็แค่...”
“ฉัน...แค่อยากให้คุณ รับเข้าทำงานค่ะ อย่าดูถูกฉันแบบนั้นเลย” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เมื่อรู้สึกว่ากระบอกตาร้อนผ่าว
“หึ แค่นี้ใช่ไหม อืม โอเค”
“มะ...หมายความว่าไงคะ คุณจะรับฉันไหม”
“อืม ก็เห็นกับว่าเราเคยรู้จัก ผมจะช่วยก็แล้วกัน ตอนนี้ขาดผู้ช่วยเลขาคุณสนใจไหม แต่บอกก่อนนะว่างานหนัก สัญญาจ้างงาน 1 ปีถ้าคุณผิดสัญญาต้องถูกปรับ เพราะฉะนั้นคิดให้ดีก่อนตัดสินใจ”
“ตกลงค่ะ” เอวาริณไม่เสียเวลาคิดด้วยซ้ำ เธอตอบตกลงทันทีเพราะเหตุผลบางอย่าง
“ไม่คิดหน่อยเหรอ”
“ไม่ค่ะ ฉันตกลง” เธอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงอีกครั้งราวต้องการจะบอกว่าเธอคิดดีแล้ว
“โอเค งั้นวันนี้ผมจะให้เลขาเอาสัญญาให้เซ็นเลย คุณอ่านดี ๆ ก็แล้วกันนะ เพราะภายใน 1 ปีถ้าผมไม่ไล่ออก คุณก็จะไปไหนไม่ได้”
“ค่ะ”
“แล้วสถานะละ งานนี้ไม่มีเวลาส่วนตัวมากมายอะไร ถ้า...”
“ไม่มีค่ะ ไม่มีพันธะอะไร ฉันยังโสด เรื่องเวลาคุณไม่ต้องห่วง” เธอบอกออกไปอย่างไม่ปิดบัง
“หึ” โสดงั้นเหรอ เธอทิ้งเขาไปยังไง ทำไมถึงยังโสดอยู่
“...” เธอได้แต่จุกในอกกับสายตาดูแคลนคู่นั้นของเขา
“ไม่มีอะไรแล้ว ออกไปได้”
“ค่ะ”
ชวินทร์มองหญิงสาวด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เขาเห็นความเจ็บปวดที่เธอแสดงออกมาแต่ไม่มีสักเสี้ยวความคิดที่เขานึกสงสาร เพราะเชื่อเหลือเกินว่านั่นเป็นเพียงการแสดง คนที่ทิ้งเขาไปอย่างไร้เยื่อไยในวันนั้น มีหรือที่จะมาเจ็บปวดเพียงเพราะเขาหมางเมิน อดีตเธอเคยฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น ต่อจากนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเรียกคืนอย่างสาสม
ท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอกปกคลุมในวันนี้อาจดูสดใสสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับเอวาริณที่กำลังจะจมลงในทะเลแห่งความทุกข์ ไม่มีสิ่งไหนที่จะเยียวยาความรู้สึกได้เลย แววตาเย็นชาคู่นั้นทำให้เธอเหน็บหนาวไปถึงใจ น้ำเสียงและคำพูดเหินห่างคืออาวุธชั้นดีที่เขาใช้ทำร้ายเธออย่างเลือดเย็น ตั้งแต่แยกทางกันไม่มีวันไหนที่เธอหยุดคิดถึงเขาได้เลย แต่สำหรับชวินทร์แล้วมันคงจะตรงกันข้ามไปแล้ว
