บทที่ 4 4 อดีตที่หอมหวาน
ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน...
ในสายตาของคนอื่น พวกเธอคือเด็กหนุ่มสาวไวไฟที่อยู่กินกันทั้งที่ยังเรียนไม่จบ แต่เอวาริณไม่แคร์เพราะเธอมั่นใจว่ามันคือความรัก ทั้งคู่เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ร่วมกันต่างคนต่างทำงานส่งตัวเองเรียน เธอเรียนภาษาส่วนเขาเรียนด้านการเขียนโปรแกรม ความรักที่ต่างมีให้กันไม่ใช่แค่ฉาบฉวย แต่มันเป็นความรักมากกว่าใครจะเข้าใจ
“กรีน...” เสียงเรียกจากแฟนหนุ่มทำให้เอวาริณละสายตาจากปฏิทิน
“ทำไมซันกลับมาเร็วจัง”
“พอดีพี่ที่ร้านให้ติดรถมาด้วยน่ะ เลยไม่ต้องเดิน ทำอะไรอยู่ ฟอดดดด” มือหนาโอบเอวบาง พร้อมกับโน้มใบหน้าหล่อไปหอมฟอดใหญ่
“ก็ดูวันที่น่ะสิว่าอีกกี่วันเงินถึงออก”
“อ๋อ...นี่ข้าวมันไก่เห็นบ่นอยากกิน แล้วนี่ก็ชาเขียวของโปรดกรีน” ว่าแล้วเขาก็เดินไปหยิบจานแล้วเทข้าวมันไก่ให้เธอ
“แล้วทำไมมีจานเดียวล่ะ”
“ซันกินมาแล้ว”
มือบางที่ถือช้อนชะงักกึกเมื่อได้ยินอย่างนั้น เธอรู้นิสัยเขาดีจึงไม่เชื่อเลยสักนิดว่าคนอย่างชวินทร์จะกินก่อนเธอ
“ซัน”
“หืม” เขาขานรับแต่ไม่ยอมสบสายตาคาดคั้นของแฟนสาว
“อย่าทำแบบนี้สิ”
ชวินทร์ถอนใจแล้วหันมองเธอเต็มตาก่อนจะสารภาพ
“ก็ตังเหลือน้อยแล้ว ซันเลยอยากประหยัด”
“ประหยัดด้วยการซื้อทั้งข้าวมันไก่ ทั้งชาเขียวมาให้กรีนเนี่ยนะ”
“ก็...”
“มากินด้วยกัน”
“กรีนกินเลย ซันไม่ค่อย...”
“ไม่งั้นกรีนไม่กินนะ” แล้วเธอก็กอดอกหันหน้าไปทางอื่น เพราะรู้ดีว่าเป็นแบบนี้คือเขาอยากเสียสละให้เธอ
“ก็ได้”
มื้ออาหารที่ไม่ได้เลิศหรูเหลือเฟืออาจไม่อิ่มท้องแต่อิ่มใจเกินจะกล่าว ความรักความห่วงใยที่ต่างคนต่างมีให้กันมันมาจากหัวใจทั้งสองดวง ในวันที่ลำบากแค่สบตากันก็รู้สึกเหมือนได้เติมกำลังใจ
ชวินทร์ในวันวานเงียบขรึมพูดน้อยแต่ตามใจเธอเป็นที่สุด เอวาริณชอบเหลือเกินยามที่เราได้อยู่ในช่วงเวลานั้น
เธอยังจำวันนั้นได้ดี...วันที่เขาสัญญาว่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่หล่อที่สุดของเธอ
สองหนุ่มสาวในชุดนักศึกษาจูงมือกันเดินผ่านหน้าร้านเวดดิ้งชื่อดัง และด้วยความฝันที่มีอยู่ในตัวของผู้หญิงแทบทุกคนก็ทำให้เอวาริณหยุดมองชุดเจ้าสาวในตู้กระจก
ชุดสีขาวบริสุทธิ์แบบเกาะอกเข้ารูปเน้นเอวเล็กและกระโปรงฟูฟ่องตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้เนื้อดี เวลสีขาวที่ประดับอยู่บนหัวของหุ่นยาวเกือบถึงพื้น แววตาของเอวาริณในตอนนั้นไม่ใช่แค่ชื่นชมแต่มันคือความหลงใหล และชวินทร์ที่เห็นอย่างนั้นก็ลูบศีรษะเล็กด้วยความเอ็นดู
“กรีนชอบเหรอ”
“อืม...สวยมากเลยเนอะ”
ชายหนุ่มดึงมือเธอไปกุมเอาไว้แล้วมองสบดวงตากลมโตส่งผ่านความรักทั้งหมดที่เขามีให้กับเธอ เพราะอยากให้เธอเชื่อมั่นในตัวเขา
“งานแต่งเรา ซันจะให้กรีนใส่ชุดที่กรีนชอบที่สุด ซันจะสั่งทำรองเท้าแก้วแบบซินเดอเรลล่าให้กรีนด้วยดีไหม”
คนฟังปราบปลื้มจนน้ำตาคลอ ไม่ใช่เพราะดีใจแต่เธอยังไม่เห็นแสงสว่างของวันนั้นเลย ก่อนจะแกล้งพูดตลกกลบเกลื่อน
“จะทำงานกี่ชาติถึงจะได้รองเท้าข้างนึงเนี่ย ถ้ารอแล้วกรีนจะผมหงอกก่อนไหม”
“ไม่หรอกซันจะรีบรวย เราจะรวยไปด้วยกัน และเนรมิตรให้กรีนเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดเลยดีไหม”
“ขอบคุณนะซัน แต่กรีนน่ะไม่ต้องใส่ชุดสวยหรือรองเท้าแพงหรอกนะ ขอแค่มีซันเป็นเจ้าบ่าวชุดแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น”
เธอบอกอย่างนั้นเพราะรู้ดีว่าเรื่องที่ชวินทร์พูดเป็นได้แค่การเพ้อฝัน ถึงเขาจะตั้งใจทำให้จริง ๆ แต่ฐานะของพวกเธอตอนนี้มองยังไงก็ไม่เห็นแม้เงาเลือนราง จึงเลือกที่จะถนอมใจเขาและใจตัวเองด้วยการซ่อนความต้องการเอาไว้
“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ซันจะเป็นเจ้าบ่าวที่หล่อที่สุดของกรีนนะ”
“อื้อ ไปกันเถอะ”
เธอดึงมือให้เขาเดินตาม แต่เขาก็ยังไม่วายทิ้งสายตาไปที่ชุดเจ้าสาวอีกครั้ง และไม่ว่าเธอจะพูดยังไงชวินทร์ก็รู้ว่าในใจของแฟนสาวคิดอะไรอยู่ ถึงแม้เธอจะปฏิเสธแต่เขาจะทำมันให้ได้
ในวันวาน เขาและเธออาจจะยังเด็กด้วยกันทั้งคู่แต่ความรักที่มอบให้กันนั้นมันมากมาย ต่างคนต่างก็มอบความรักครั้งแรกให้อีกฝ่ายแบบท่วมท้น กลิ่นหอมของวันเก่ายังคงอบอวลเมื่อนึกถึง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกใหม่ที่เข้ามา แบบที่เธอคิดไม่ถึง
ปริ้น!
เสียงแตรรถที่ดังลั่นดึงเอวารินให้กลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ก่อนจะรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงป้ายที่ต้องลง
“แม่ขา...”
ทันทีที่เท้าเล็กก้าวลงรถเมล์ก็ได้ยินเสียงใสของลูกสาวร้องเรียก
“คนเก่งของแม่คิดถึงจังค่ะ”
เอวาริณกอดร่างกลมป้อมแล้วจูบสองแก้มของลูกด้วยความรักสุดหัวใจ
“ทีแรกฉันว่าจะพาไปรอที่ห้อง แต่เห็นว่าแกใกล้ถึงแล้วก็เลยมารอที่นี่”
“ขอบคุณมากนะนีน่า” เธอเอ่ยขอบคุณเพื่อนรักอย่าง นัชชา ครูสาวที่เป็นทุกอย่างให้เธอกับลูก
“ยินดีจ้ะ ไม่ต้องคิดมากเลยฉันเต็มใจจริง ๆ”
“จ้ะ แล้วแล้วนี่แกจะเข้าไปด้วยกันไหม”
“ไม่ วันนี้ฉันจะกลับเลยนะ ต้องเอาของไปให้ข้างบ้าน แล้วค่ำ ๆ ฉันจะโทรหาแก”
“อืม แกโทรมานะ” แววตาที่เหนื่อยล้าก็ส่งถึงเพื่อนรัก
“อือ น้าไปก่อนนะคะมิเกล พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะจ๊ะ" กสินาบอกเพื่อนพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของหลานสาวที่รักมากเบา ๆ
“สวัสดีค่ะน้านีน่า”
“จ้า”
เอวาริณโบกมือลาเพื่อนรักแล้วจับลูกสาวไปทางปากซอย หนูน้อยจูงมือแม่แล้วเดินต่อด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า เพราะความเป็นเด็กจึงไม่รู้ว่านี่คือชีวิตที่ลำบากมาก
คนเป็นแม่มองไรผมที่เปียกชื้นเพราะเหงื่อของลูกแล้วก็ได้แต่ขอโทษอยู่ในใจ วันนี้เธอใช้เงินเกินงบ เพราะนั่งแท็กซี่ย้อนกลับไปที่บริษัทของชวินทร์ ในตอนแรกที่ยอมจ่ายถึงมั่นใจว่ามันคุ้มค่า แต่พอมาเห็นแก้มแดง ๆ และเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าของลูก เธอกลับตั้งคำถามในใจว่ามันคุ้มกันแล้วจริง ๆ หรือ การที่ตัดสินใจกลับไปหาเขาในครั้งนี้มันอาจทำให้เธอเจ็บปวดหากเขาหมดรักแล้วจริง ๆ แต่สิ่งเดียวที่เอวาริณภาวนาคือขอให้ลูกอย่าได้เจ็บปวดไปด้วย
ห้องเช่าขนาดเล็กทรุดโทรมคือที่อยู่ของสองแม่ลูก ความจริงเอวาริณก็อยากจะให้ลูกอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้ แต่มรสุมชีวิตมันพัดแรงจนไม่อาจทำได้อย่างที่ต้องการ เงินเดือนสองหมื่นที่เธอได้รับ ต้องใช้จ่ายสำหรับสองชีวิต ไหนจะค่าเล่าเรียนของลูก ค่าเช่าและอย่างอื่นอีกจิปาถะจึงแทบไม่เหลือเก็บไว้ยามฉุกเฉิน พอต้องตกงานแบบไม่ทันตั้งตัวจึงลำบากไม่น้อย เงินที่ได้เป็นการชดเชยก็ร่อยหรอลงทุกวัน
“มิเกลขา...”
“ขา...”
“หนูต้องกินข้าวให้หมดสิคะ จะได้แข็งแรงรู้ไหม” เมื่อเห็นข้าวที่เหลือบนจานลูกที่น้อยอยู่แล้ว คนเป็นแม่ก็ต้องถอนหายใจออกมา เพราะนับวันลูกเธอยิ่งกินข้าวน้อยลงทุกที
“ค่ะ”
มือบางลูบเส้นผมนุ่มของลูกสาวพลางมองด้วยแววตาอ่อนโยน ความน่ารักของลูกทำให้เธอตกหลุมรักวันละหลาย ๆ ครั้ง เอวาริณได้แต่ถามตัวเองในใจว่าถ้าหากคนเป็นพ่อได้เห็นใบหน้าที่น่าเอ็นดูนี้จะรู้สึกเหมือนกันกับเธอหรือเปล่า
“แม่ขา...”
“ขาลูก”
“ข้าวฟ่างมีพี่หมีแคร์แบร์ตัวใหม่ค่ะ วันนี้ข้าวฟ่างพาพี่หมีมาโรงเรียนด้วย”
“เหรอคะ”
ปลายเสียงของเอวาริณสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุม เพราะเธอรู้ดีว่าลูกสาวอยากได้ เธอเองก็อยากจะซื้อให้แต่ด้วยฐานะตอนนี้เธอจึงทำได้แค่ปลอบโยนลูกทางอ้อม จะบอกตรงตรงได้ยังไงว่าตุ๊กตาที่แพงขนาดนั้น คนเป็นแม่อย่างเธอไม่มีปัญญาซื้อให้ลูกในตอนนี้
