บทที่ 5 5 ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

“น้องเกลกอดพี่เหมียวไปก่อนนะคะ ถ้าไปกอดตัวอื่นเดี๋ยวพี่เหมียวจะน้อยใจเอา”

“อืม...แต่ถ้ามีพี่หมีเพิ่มน้องเกลก็กอดได้นะคะ น้องเกลมีสองแขนกอดพร้อมกันได้พี่เหมียวไม่น้อยใจหรอกค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อย เพียงแต่เอียงคอดวงตาไร้เดียงสามีแววครุ่นคิด

คำพูดที่แสนไร้เดียงสาของลูก ทำเอาคนเป็นแม่กระบอกตาร้อนผ่าว

“น้องเกลขอข้าวฟ่างจับพี่หมีด้วยค่ะ”

“แล้ว...ข้าวฟ่างให้จับไหมคะ”

“ให้ค่ะขนพี่หมีนุ้มนุ่มแต่เสียดายได้จับแป๊บเดียว ข้าวฟ่างบอกว่ากลัวพี่หมีเลอะ แต่น้องเกลบอกล้างมือแล้ว แต่ข้าวฟ่างก็หวงพี่หมีไม่ให้จับอีก”

น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อไหลอย่างสุดกลั้น เอวาริณดึงลูกเข้ามากอดแล้วจูบกระหม่อมบางซ้ำ ๆ

“ฮึก ๆ ๆ”

เสียงสะอื้นของแม่ทำให้เด็กหญิงเลิกสนใจอาหารตรงหน้า มือป้อมเช็ดน้ำตาให้แม่แล้วถามด้วยความห่วงใย

“แม่เป็นอะไรคะ แม่เสียใจเหรอคะ”

“แม่ ฮึก ๆ แม่รักหนู รักหนูมากเลยนะลูก” ยิ่งเห็นชีวิตของลูกต้องลำบากแบบนี้ และแม่อย่างเธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย คนเป็นแม่ตอนนี้เจ็บปวดจนอกแทบจะระเบิด

“น้องเกลก็รักแม่ค่ะ อย่าร้องนะคะโอ๋ ๆ”

เพราะแม่สำคัญที่สุดในชีวิต หนูน้อยจึงลืมเรื่องตุ๊กตาไปทันที แล้วกอดปลอบคนเป็นแม่ด้วยความรัก

จนตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมากว่า 2 ชั่วโมง เอวาริณมองลูกที่นอนหลับด้วยความรู้สึกผิด ตุ๊กตาแมวเหมียวที่ลูกกอด คือของขวัญวันเกิดตอนอายุหนึ่งขวบ มิเกลไม่ค่อยได้ของเล่นชิ้นใหญ่เพราะเธอไม่มีกำลังซื้อ และก็ถือเป็นโชคดี ที่ลูกไม่เคยร้องงอแงให้คนเป็นแม่อย่างเธอต้องหนักใจ

Rrr Rrr Rrr

โทรศัพท์ส่งสัญญาณเตือน ว่ามีสายเรียกเข้า เอวาริณจึงกดรับทันที เมื่อเห็นชื่อของเพื่อนรัก

“นีน่า...”

(นัชชา : วันนี้แกไปสมัครงานมาเป็นยังไงบ้าง)

“ก็...”

(นัชชา : เฮ้อ กรีนฉันบอกแกแล้วว่าให้รวบรวมความกล้าไปหาซัน ยังไงซะเขาต้องมีเยื่อใบบ้างล่ะ ยิ่งถ้ารู้ว่ามีลูกอาจจะ...)

“ฉันไปมาแล้ว” เอวาริณแทรกขึ้นโดยไม่รอให้เพื่อนรักพูดจนจบประโยค

(นัชชา : ว่าไงนะ)

“อาทิตย์ที่แล้ว ที่ฉันบอกว่าไปสมัครงาน ฉันไปสมัครที่บริษัทเขามา แล้ววันนี้เขาก็เรียกฉันเข้าไปคุย”

“แล้วเป็นไง”

“เขา...ฮึก ๆ” เพียงแค่เริ่มต้นที่จะเล่าเอวาริณก็หลุดสะอื้น เพราะความอัดอั้น ยิ่งนึกย้อนไปถึงสายตาที่เขาดูแคลนเธอ มันยิ่งทำให้เธอเจ็บปวดแน่นหนึบไปทั้งใจ

(นัชชา : ยังไง ซันตอนนี้เป็นยังไง)

“เขาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้วนีน่า ฮึก ๆ เขาเฉยเมยทั้งยังดูถูก ไม่เหลือเยื่อใยให้ฉันเลยสักนิด”

(นัชชา : ใจเย็น ๆ นะกรีน บางทีเขาอาจจะยังเคืองเรื่องเก่า แล้วนี่แกได้บอกเรื่องน้องเกลหรือเปล่า)

“เปล่า...”

(นัชชา : ทำไมล่ะ)

“ฉันกลัวนีน่า เพราะเขาไม่มีเยื่อใยเลยสักนิดฉันเลยกลัวว่าถ้าเขารู้เรื่องมิเกลเขาจะแย่งลูกไปเลย” มือบางก็หันมองหน้าลูก พร้อมกับลูบหัวเล็ก ๆ ด้วยมือที่สั่นเทา

นัชชาเงียบกริบไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ เพราะเธอเข้าใจเพื่อนรักดี สำหรับเอวาริณแล้วลูกสาวคือโลกทั้งใบของเธอ หากชวินทร์ทำอย่างที่กลัวก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนเป็นแม่ให้ตายทั้งเป็น

(นัชชา : แล้วจะเอายังไงต่อ)

“ฉันจะได้ทำงานกับเขา ในฐานะผู้ช่วยเลขา ฉันจะดูท่าทีเขาไปก่อน”

(นัชชา : สรุปแล้วเขารับแกเข้าทำงานด้วยเหรอ)

“รับ เขาให้ฉันทำตำแหน่งผู้ช่วยเลขาสัญญาจ้าง 1 ปี กับกฎที่เยอะแยะมากมาย ฉันลาออกไม่ได้ด้วยนะ นอกจากเขาจะไล่ฉันออกเอง” เมื่อนึกไปถึงกฎเยอะแยะมากมายพวกนั้น เอวาริณก็ต้องค่อนขอดในใจ ประโยชน์ทุกอย่างเขาได้ทั้งหมด แต่เธอก็ต้องจำใจเซ็น เพราะต้องการทำงานกับเขาจริง ๆ

(นัชชา : ถ้าอย่างนั้นฉันคิดว่าเขายังมีใจให้แกแน่นอน เพราะคนเราถ้าไม่สนก็ต้องไม่อยากยุ่งเกี่ยว นี่รับเข้าทำงานแถมยังให้ทำตำแหน่งผู้ช่วยเลขา ทั้ง ๆ ที่มีตำแหน่งอีกเป็นสิบเป็นร้อย)

“แกว่างั้นเหรอ” คำพูดของนัชชาทำให้เอวาริณรู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้ เพราะมีหลายเรื่องให้ขบคิดเธอจึงไม่ได้นึกถึงมาก่อน

(นัชชา : งั้นสิ เขาอาจจะกำลังโกรธอยู่ เดี๋ยวพอใกล้ชิดกันอะไร ๆ ก็จะดีขึ้นเอง แกกับซันผ่านอะไรด้วยกันมาตั้งหลายอย่างนะ มันจะไม่มีสักแว๊บนึงเลยเหรอที่เขาจะนึกถึงอดีต)

“อืม...”

(นัชชา : ทำใจให้สบายนะกรีน แต่งตัวสวย ๆ ไปทำงานทุกวัน แรก ๆ อาจจะแย่หน่อยเพราะยังโกรธ แต่อีกไม่นานซันก็จะเข้าใจได้เอง)

“อืม...ถึงตอนนั้นฉันค่อยบอกเรื่องลูก”

(นัชชา : โอเค ตามนั้นแหละแกก็สบายใจซะ)

“ขอบใจนะนีน่า ถ้าไม่ได้คุยกับแกฉันคงรู้สึกแย่กว่านี้มาก”

เอวาริณไม่ได้แกล้งพูดแต่มันคือความรู้สึกจริง ๆ จากใจ เพราะก่อนเพื่อนจะโทรเข้ามาเธอทั้งหดหู่และสับสน แต่ตอนนี้เมื่อได้ฟังคำพูดของเพื่อนแล้วคิดตาม เธอก็เหมือนจะมองเห็นแสงสว่างของความหวัง

ณ PWJem คลับ

ด้วยความเครียดและปัญหาที่มีอยู่ในใจ วันนี้ชวินทร์จึงละทิ้งงานทุกอย่าง และมาหาไอ้เพื่อนรักที่คลับ ตามคำเชิญชวนของมันที่ชวนเขามาตั้งหลายครั้งแล้ว

“ใจเย็นสิมึง ดื่มอะไรขนาดนั้น” พีท ภควัต เพื่อนรักคนเดียว ที่เขาสนิทด้วยที่สุดในตอนนี้ ก็ลูบหลังให้ด้วยความเป็นห่วง

“เออ กูคงไม่ตายง่าย ๆ”

เหล้าดีกรีแรงหลายแก้วไม่อาจระงับความพลุ่งพล่านในใจได้เลย การได้พบเธอมันเหมือนกับถูกแทงซ้ำที่แผลเดิม ความรวดร้าว เขายังจำรสชาติของความเจ็บปวดเหมือนใจจะขาดได้เป็นอย่างดี

“ถ้าแดกขนาดนี้ก็ไม่แน่ ถ้าเปลี่ยนใจอยากได้เด็กสักคน บอกได้นะเดี๋ยวลูกน้องกูจัดการให้”

“มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น” กว่า 4 ปีแล้วที่เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่เคยคิดเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงคนไหนด้วย ใจแกร่งที่ซื่อสัตย์นี้ มันจะคอยบอกเขาเสมอว่าเธอคือเจ้าของ

ก่อนหน้านั้นชวินทร์คิดเสมอว่าเขารู้จักเอวาริณดีที่สุดแต่สุดท้ายจึงได้รู้ว่าเขาคิดผิด เพราะในยามที่ชีวิตเหมือนจะหาทางไปไม่เจอ เธอที่เขาคิดว่าเป็นเหมือนแสงสว่างกลับเลือกที่จะทอดทิ้ง เพียงเพราะเขาเป็นแค่ไอ้กระจอกที่ดูแลให้เธอสุขสบายไม่ได้

อึก!

ชายหนุ่มกลืนเหล้าอึกใหญ่ลงคอ แล้วเงยหน้าเพื่อห้ามน้ำตาที่กำลังเอ่อ พร้อมบอกตัวเองว่าผู้หญิงอย่างเธอไม่คู่ควรสักนิดกับความเสียใจของเขา

“เธอกลับมาอีกทำไมวะ!”

“มึงหมายถึง?”

“ผู้หญิงคนนั้น”

“กรีน?”

“อืม”

“ไหนบอกว่าเลิกขาดแล้ว ทำไมถึงกลับมาได้” ถึงแม้จะไม่ได้รู้เรื่องราวของกันและกันมาก แต่ด้วยที่บางครั้งชวินทร์ ก็มาระบายเรื่องนี้ให้ฟังบ้าง ตามความอึดอัดที่มี

“กูไม่รู้”

“แต่มึงก็ให้เธอกลับเข้ามาในชีวิตมึงอีก?”

“อืม กูอยากให้ผู้หญิงคนนั้น ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กูต้องเจอ และก็ต้องมากกว่ากูด้วย”

“มึงเนี่ยนะ” ด้วยที่รู้ดีว่าไอ้เพื่อนรักคนนี้ มันเป็นคนใจดีและอ่อนโยนขนาดไหน แทบไม่อยากจะเชื่อหูในสิ่งที่มันพูดออกมา ใครจะคิดว่าการแค้นใครคนหนึ่งมันจะเปลี่ยนคนอีกคนไปได้มากขนาดนี้

“มึงคอยดูนะพีท กูจะทำทุกอย่าง ให้ผู้หญิงคนนั้นต้องเจ็บ ต้องรู้สึกเสียใจที่ทิ้งกูไปวันนั้น”

แล้วเมื่อนึกไปถึงหน้าผู้หญิงคนนั้น แววตาดำขวับก็วาวโรจน์ มันคงถึงเวลาที่เขาจะได้เอาคืนเธอสักที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป