บทที่ 2 เพื่อนสนิท
บรรยากาศภายในห้องครัวที่เคยเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศ จู่ๆ ก็คล้ายจะร้อนอบอ้าวขึ้นมาเสียดื้อๆ
คิงส์ยืนนิ่งงันราวกับถูกสตัฟฟ์เอาไว้กลางอากาศ สายตาคมกริบที่เคยมองทะลุปรุโปร่งมานักต่อนัก บัดนี้กลับหยุดชะงักอยู่ที่ร่างบางตรงหน้าอย่างเสียอาการ
ภาพของเด็กสาวมัธยมปลายผมเปียหน้าตาซื่อๆถูกซ้อนทับด้วยหญิงสาวสะพรั่งในชุดเสื้อครอปเอวลอยกับกางเกงขาสั้นกุดที่ทำเอาใจเขากระตุกไปจังหวะหนึ่ง
เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองประมวลผลช้าลงไปหลายวินาทีจนคนถูกจ้องเริ่มรู้สึกตัว
“ไอ้คิงส์... คิงส์!”
เสียงหวานคุ้นหูเอ่ยเรียกพร้อมกับฝ่ามือเล็กที่โบกไปมาตรงหน้า เรียกสติของเขาให้กลับเข้าร่าง
ชายหนุ่มสะบัดหน้าแรงๆหนึ่งทีเพื่อไล่ความรู้สึกแปลกประหลาดออกไปจากหัว ท่าทีนิ่งขรึมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด
เขาขยับตัวสับเปลี่ยนขาไปมาอย่างคนทำตัวไม่ถูก ก่อนจะรีบยกมือหนาขึ้นไปวางแหมะบนกลุ่มผมสีดำประกายเทาของคนตรงหน้าแล้วออกแรงขยี้จนมันฟูฟ่อง
“ไง ผ่านไปสองปี มึงก็ยังเตี้ยเหมือนเดิมเลยนะมึง”
เขาแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงยียวน กลบเกลื่อนความประหม่าที่ก่อตัวขึ้นในอก
“โอ๊ย! ไอ้คิงส์!”
ชะเอมแหวใส่ทันที มือบางยกขึ้นตีเพียะเข้าที่ท่อนแขนแกร่งอย่างไม่ออมแรง พร้อมกับปัดมือเขาออก
“มาถึงก็เล่นหัวเลยนะมึง ผมกูยุ่งหมดแล้วเนี่ย เห็นไหม!”
หญิงสาวหน้ามุ่ยพลางใช้มือสางผมตัวเองให้เข้าทรง คิงส์มองริมฝีปากอวบอิ่มที่ขยับบ่นอุบอิบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก .ความรู้สึกคุ้นเคยเก่าๆตีตื้นขึ้นมาในอก
ทว่าพอสายตาเจ้ากรรมเผลอเลื่อนต่ำลงไปเห็นหน้าท้องขาวเนียนที่โผล่พ้นชายเสื้อครอป เขาก็ต้องรีบตวัดสายตากลับขึ้นมามองเพดานห้องครัวสลับกับมองตู้เย็นอย่างรวดเร็ว
ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งคู่ไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงดังหึ่งๆ
ชะเอมยืนจับแก้วน้ำเย็นในมือแน่น เธอเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันที่ต้องมาเจอเขาในสภาพนี้ ไม่ได้เจอกันตั้งสองปี คิงส์ดูตัวโตขึ้น ไหล่กว้างขึ้น แถมโครงหน้ายังดูหล่อเหลาและดุดันขึ้นกว่าตอนมัธยมเป็นกอง
“เอ่อ”
คิงส์กระแอมในลำคอเบาๆ ทำลายความเงียบ ก่อนจะตัดสินใจสบตาเธอตรงๆอีกครั้ง
“แล้วนี่... มึงสบายดีไหมวะ? แล้วมาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย?”
ชะเอมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำลังจะอ้าปากตอบคำถาม แต่ทว่า...
“อ้าว ตาคิงส์ กลับมาแล้วเหรอลูก”
เสียงทักทายที่ดังมาจากหน้าประตูห้องครัว ทำให้ทั้งคู่ต้องหันไปมองพร้อมกัน ร่างของหญิงวัยกลางคนที่ยังคงความสวยสง่าเดินระบายยิ้มเข้ามาหาลูกชาย โดยมีชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเดินตามมาติดๆ
“แม่ พ่อ สวัสดีครับ”
คิงส์ยกมือไหว้ทั้งสอง ก่อนจะเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ
“ทำไมวันนี้อยู่ดึกกันจังครับ? ปกติเวลานี้พ่อกับแม่น่าจะพักผ่อนแล้วนี่”
คุณหญิงจันทิมายิ้มกว้าง เดินเข้ามาลูบแขนลูกชายเบาๆ
“ก็แม่รอกินข้าวเย็นพร้อมแกน่ะสิ เห็นว่าวันนี้คุยเรื่องรับน้องเสร็จดึก เลยกะว่าจะรอทานพร้อมกันทีเดียว เอมก็ยังไม่ได้ทานเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะลูก?” ประโยคหลังหันไปถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เอ่อ... ค่ะคุณป้า” ชะเอมยิ้มรับบางๆ
“ป่งป้าอะไรกันล่ะ เรียกแม่สิลูก บอกกี่รอบแล้วว่าให้อยู่ที่นี่ในฐานะลูกสาวแม่อีกคน” จันทิมาเอ็ดอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะหันไปทางสามี
“คุณคะ ไปที่โต๊ะอาหารกันเถอะ ป่านนี้ป้าแม่บ้านอุ่นกับข้าวเสร็จแล้วมั้ง ตาคิงส์น่าจะหิวโซแล้วดูสิ”
“ไปๆ ไปนั่งที่โต๊ะกัน” คุณครามพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี
คิงส์เดินตามหลังพ่อแม่ไปยังห้องรับประทานอาหารสุดหรูของบ้าน ทว่าสายตายังคงลอบมองแผ่นหลังบางของเพื่อนสนิทที่เดินนำหน้าอยู่เป็นระยะ ความสงสัยยังมีอยู่เต็มอกว่าตกลงแล้วยายเตี้ยนี่มาโผล่ที่บ้านเขาได้ยังไง
บนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่ทำจากหินอ่อนสีดำขลับ บัดนี้เต็มไปด้วยกับข้าวหลากหลายอย่างส่งกลิ่นหอมฉุย
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของพี่เขามากที่สุด กลับไม่ใช่สเต๊กเนื้อวากิวหรือซุปเห็ดทรัฟเฟิลสุดหรู แต่เป็นปิ่นโตเก่าๆที่ถูกแกะออกมาจัดใส่จานอย่างเรียบร้อย
มันคือ น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด และชะอมชุบไข่ ที่มีกลิ่นหอมคุ้นจมูกจนคิงส์เผลอกลืนน้ำลาย
“โห ของโปรดผมทั้งนั้นเลยนี่”
คิงส์นั่งลงประจำที่ ไม่รอช้าที่จะตักน้ำพริกราดลงบนข้าวสวยร้อนๆของตัวเองทันที
“ทานเยอะๆนะลูก ฝีมือยายนวลแกตั้งใจทำฝากมาให้แกโดยเฉพาะเลยนะ” คุณครามพูดพลางตักกับข้าวให้ภรรยา ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวเพื่อคลายความสงสัยให้ลูกชาย
“คืออย่างนี้คิงส์ เมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะ พ่อกับแม่ลงไปคุยโปรเจกต์งานแถวบ้านเก่าเรา ก็เลยแวะไปเยี่ยมยายนวลที่บ้าน...”
คิงส์เคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่ชะเอมนั่งก้มหน้าเขี่ยข้าวในจานตัวเองเงียบๆ
“พอไปถึงก็เห็นว่าหนูเอมเขากำลังทำงานหนักมาก แม่ก็เลยปรึกษากับพ่อแกว่า อยากจะพาหนูเอมมาอยู่ด้วยกันที่นี่ จะได้ส่งเสียให้เรียนต่อให้” จันทิมาอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
"แกรู้ไหมว่าหนูเอมเขาเก่งมากนะ ไปสอบคัดเลือกเข้าคณะดุริยางคศิลป์ มอเดียวกับแก แล้วก็สอบผ่านฉลุยเลยด้วย!”
คิงส์ชะงักช้อนที่กำลังจะเอาเข้าปาก นัยน์ตาคมตวัดขวับไปมองหน้าเพื่อนสาวทันที คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจปนขบขัน
“เรียนที่นี่?”
เขาถามย้ำเสียงสูง ก่อนจะวางช้อนลงแล้วใช้สายตาสำรวจใบหน้าของชะเอมอย่างกวนๆ
“งี้... มึงก็เป็นน้องเฟรชชี่ดิวะเอม”
ชะเอมที่นั่งเงียบมาตลอด เงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่คนตรงข้ามทันที
“ทำไม? หน้ากูเป็นเฟรชชี่ไม่ได้ไง๊”
“หึ” คิงส์แค่นหัวเราะในลำคอ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางกอดอก
“ก็ได้แหละมั้ง แต่หน้าอย่างมึงเนี่ย เดินเข้าไปในมหาลัย คนเขาจะนึกว่าเป็นอาจารย์มาคุมสอบมากกว่าน้องปีหนึ่งนะกูว่า”
“ไอ้คิงส์! ปากหมา!”
ชะเอมสวนกลับทันควัน ลืมตัวไปชั่วขณะว่ากำลังนั่งอยู่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ เธอหน้ามุ่ย ปากยื่นอย่างขัดใจ
“กูเพิ่งยี่สิบเอ็ดเองนะเว่ย หน้ากูเด็กจะตาย!”
“เด็กตรงไหนวะ กูมองมุมไหนก็ป้าชัดๆ”
“กวนตีน!”
ชะเอมด่ากราดแบบไม่ออกเสียง แต่อ่านปากได้ชัดเจนว่าด่าอะไร ก่อนที่เธอจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาของเขา
คิงส์เองก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่ หลุดหัวเราะร่วนออกมาเช่นกัน บรรยากาศความเกร็งในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความคุ้นเคยของเพื่อนสนิทที่ต่อปากต่อคำกันเหมือนเมื่อสมัยมัธยมไม่มีผิด
คุณครามและคุณจันทิมามองภาพนั้นแล้วก็หันมายิ้มให้กันอย่างเบาใจ
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าสองคนนี้สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก การมีชะเอมมาอยู่ในบ้าน คงทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่วันๆเอาแต่ขลุกอยู่กับเพื่อนที่คณะและร้านเหล้า มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
“เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ” คุณครามเอ่ยปรามอย่างอารมณ์ดี
“คิงส์ พ่อฝากดูแลเอมด้วยล่ะ มหาลัยเรามันกว้าง เอมเพิ่งเข้ามากรุงเทพ ยังไม่ค่อยชินทาง แถมยังเป็นเด็กปีหนึ่งอีก มีอะไรก็คอยช่วยเหลือเพื่อนหน่อย เข้าใจไหม”
เขาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย มือหนากลับมาจับช้อนตักข้าวคำโตเข้าปากจนแก้มตุ่ย
“อื้อ ได้ครับพ่อ เดี๋ยวผมดูแลมันเอง”
“แหม ทีแบบนี้ล่ะรับปากเร็วเชียวนะ” จันทิมาอดไม่ได้ที่จะแซวลูกชาย
“แล้วปกติแทบไม่ยอมกลับมากินข้าวบ้าน อ้างว่าติดทำกิจกรรมบ้างล่ะ ติดติวหนังสือบ้างล่ะ นี่พอรู้ว่าเป็นกับข้าวฝีมือยายนวล ซัดซะเต็มปากเลยนะเรา คิดถึงฝีมือยายนวลล่ะสิ”
คิงส์รีบกลืนข้าวลงคอ ดื่มน้ำตามอึกใหญ่ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างประจบผู้เป็นแม่
“โธ่แม่ครับ ก็รสชาตินี้มันหาแด....เอ่อ หากินแถวนี้ไม่ได้นี่ครับแม่ ฝีมือยายนวลอร่อยที่สุดในโลกแล้ว แถมได้กินกับข้าวสวยร้อนๆแบบนี้ ใครจะอดใจไหวล่ะครับ”
เขาเกือบหลุดคำหยาบต่อหน้าแม่ โชคดีที่เบรกตัวเองไว้ได้ทัน แต่ก็ไม่พ้นสายตาจับผิดของชะเอมที่นั่งขำคิกคักอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เอาเถอะๆ ชอบก็กินเยอะๆ” จันทิมาส่ายหน้ายิ้มๆ
“อ่อ จริงสิคิงส์ แม่ฝากให้แกพาเอมไปซื้อชุดนักศึกษากับพวกของใช้ที่จำเป็นพรุ่งนี้ด้วยนะลูก เห็นว่าอาทิตย์หน้ามหาลัยก็จะเปิดเทอมแล้ว เอมเขายังไม่มีชุดใส่ไปเรียนเลย”
“พรุ่งนี้เหรอครับ?” คิงส์เลิกคิ้ว
“แต่พรุ่งนี้ผมมีนัดประชุมกับพวกไอ้มาตินไอ้เวกัสตอนบ่ายนะแม่”
“ก็ไปตอนเช้าสิลูก ห้างเปิดปุ๊บก็พาไปเลย ซื้อเสร็จแกก็ไปมหาลัยต่อ ส่วนเอมเดี๋ยวแม่ให้คนขับรถไปรับกลับมาเอง ถ้าแกไม่สะดวกมาส่งก็โทรบอก ถือว่าช่วยแม่ดูแลเอม”
เมื่อเจอสายตาคาดหวังของผู้เป็นแม่ คิงส์ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ มือหนายกขึ้นเกาหลังคอตัวเองอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะพยักหน้า
“ก็ได้ครับแม่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมพามันไปซื้อเอง”
“ขอบใจมากลูก” จันทิมายิ้มกว้างอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปตักกับข้าวให้ชะเอม
“ทานเยอะๆนะลูกเอม ขาดเหลืออะไรก็บอกแม่ พรุ่งนี้ไปกับตาคิงส์ก็เลือกซื้อให้ครบเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณค่ะ”
ชะเอมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม รู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของครอบครัวนี้อย่างสุดหัวใจ
มื้ออาหารค่ำดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ส่วนใหญ่จะเป็นบทสนทนาโต้ตอบระหว่างคิงส์กับชะเอมที่มักจะขัดคอกันแทบทุกเรื่อง จนคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องคอยห้ามทัพเป็นระยะๆ ทว่าในความขัดแย้งเหล่านั้น มันแฝงไปด้วยความผูกพันที่ตัดกันไม่ขาด
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ชะเอมอาสาช่วยป้าแม่บ้านเก็บโต๊ะและล้างจาน
แม้คุณจันทิมาจะห้ามปราบเพราะอยากให้อีกฝ่ายไปพักผ่อน แต่หญิงสาวก็ดึงดันที่จะทำ เพราะเธออยากช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
คิงส์ที่เพิ่งเดินกลับลงมาจากห้องนอนในชุดสบายๆ เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาในห้องครัวอีกครั้งเพื่อหาน้ำเย็นดื่ม เขาหยุดยืนพิงกรอบประตู มองแผ่นหลังบางที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างจานที่ซิงก์น้ำอย่างเงียบๆ
ผมของเธอถูกรวบขึ้นเป็นมวยลวกๆเผยให้เห็นต้นคอขาวเนียน เสื้อครอปที่สวมอยู่ร่นขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการขยับตัว
คิงส์เผลอกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง เขาส่ายหน้าแรงๆพยายามเรียกสติและด่าตัวเองในใจว่ากำลังคิดบ้าอะไรอยู่
นี่เพื่อนนะเว้ย!
เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก!
ชายหนุ่มจงใจก้าวเท้าให้เกิดเสียงดังขณะเดินไปที่ตู้เย็น ชะเอมหันมามองแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปล้างจานต่อ
“นึกว่าจะขึ้นไปนอนซะอีก” ชะเอมเอ่ยทัก โดยไม่ได้หันไปมอง
“กูลงมาหาน้ำแดก”
คิงส์ตอบสั้นๆ หยิบขวดน้ำเย็นออกมาเทใส่แก้วรวดเดียวจบ ก่อนจะเดินมายืนพิงเคาน์เตอร์ใกล้ๆกับที่เธอยืนอยู่
"แล้วนี่มึงทำอะไรเนี่ย ทำไมไม่ให้แม่บ้านทำ ปฏิบัติตัวเป็นสะใภ้ที่ดีตั้งแต่วันแรกเลยหรือไง”
ชะเอมชะงักมือที่กำลังถือฟองน้ำ หันขวับมามองค้อนวงโต
“สะใภ้บ้าอะไรของมึง กูแค่อยากช่วยงานบ้านบ้าง คุณลุงคุณป้าท่านอุตส่าห์เมตตากูขนาดนี้ กูจะมานั่งๆนอนๆเป็นคุณนายได้ไงวะ”
“เออๆ กูแค่แซวเล่นนิดเดียว ทำเป็นจริงจังไปได้” คิงส์ยักไหล่ ท่าทางกวนๆยังคงเส้นคงวา
“แล้วนี่มึงพร้อมยังวะ สำหรับชีวิตเฟรชชี่มหาลัยกู”
“พร้อมดิ กูรอวันนี้มาตั้งสองปีนะเว้ย ในที่สุดกูก็จะได้เรียนดนตรีอย่างที่กูฝันไว้สักที”
ดวงตาของชะเอมเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องเรียน รอยยิ้มกว้างที่ประดับบนใบหน้าจิ้มลิ้มทำเอาคนมองแอบชะงักไปชั่วครู่
“ก็ดี เข้าไปเรียนก็ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่ไปเหล่ผู้ชายล่ะ คณะดุริยางค์ยิ่งมีแต่พวกหน้าตาดีๆอยู่ด้วย”
คิงส์แกล้งพูดแขวะ มือหนายกขึ้นกอดอก หรี่ตามองคนตัวเล็กอย่างจับผิด
“แหม ทีตัวเองล่ะ เปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า คิดว่ากูไม่รู้เรื่องหรือไง”
ชะเอมสวนกลับทันที เรื่องวีรกรรมความเจ้าชู้ของพี่ว๊ากสุดหล่อ เธอได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างผ่านพวกเพื่อนๆในโซเชียล
“ก็กูหล่อ กูเลือกได้นี่หว่า ไม่ได้ไปผูกมัดใครสักหน่อย วินวินทั้งสองฝ่ายปะวะ”
“เออ พ่อคนหล่อ พ่อคนเลือกได้ ระวังเถอะสักวันจะโดนผู้หญิงทิ้งแล้วจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง”
ชะเอมเบ้ปากใส่ ล้างฟองสบู่ออกจากจานใบสุดท้ายแล้วคว่ำลงบนชั้นวาง ก่อนจะเช็ดมือกับผ้าขนหนูจนแห้ง
“ระดับกูไม่มีวันนั้นหรอกเว้ย”
คิงส์ตอบกลับอย่างมั่นใจ ก่อนจะขยับตัวเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกนิดจนระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเหลือเพียงคืบเดียว
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของอีกฝ่าย น้ำเสียงที่เคยกวนประสาทเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาในชั่วพริบตา
“แต่กูเตือนมึงไว้ก่อนนะเอม มหาลัยกูไม่ได้เหมือนโรงเรียนมัธยม สังคมมันกว้าง คนมันเยอะ มึงเป็นเด็กต่างจังหวัด เพิ่งเข้ามาอยู่ในเมืองแบบนี้ ระวังตัวไว้บ้างก็ดี อย่าไปไว้ใจใครสุ่มสี่สุ่มห้า”
ชะเอมเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวโตกว่า หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะกับระยะประชิดและความห่วงใยที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขา แม้ปากจะหมาไปบ้าง แต่ลึกๆแล้วคิงส์ก็คือเพื่อนที่คอยปกป้องเธอเสมอมา
“กูรู้แล้วน่า กูเอาตัวรอดได้ มึงไม่ต้องห่วงหรอก”
เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม พยายามถอยหลังหนีเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับขอบซิงก์ล้างจานเสียแล้ว
คิงส์มองท่าทางประหม่าของคนตรงหน้าแล้วก็ลอบยิ้มมุมปาก เขาไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาของตัวเองที่มองเพื่อนสนิทคนนี้มันเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเธอในชุดรัดรูปเมื่อหัวค่ำ แต่ด้วยสถานะเพื่อนที่เขาเป็นคนขีดเส้นเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้เขาต้องรีบดึงสติกลับมา
ชายหนุ่มยกมือขึ้นดีดหน้าผากมนของเธอเบาๆหนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว
“โอ๊ย! เจ็บนะเว้ยไอ้คิงส์!” ชะเอมยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองพลางโวยวาย
“เจ็บน่ะสิดี จะได้จำ” คิงส์หัวเราะในลำคอ หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากครัว
“พรุ่งนี้แปดโมงเช้าเจอกันที่รถ ห้ามสายนะมึง ถ้าสายกูทิ้งจริงๆด้วย”
“เออ! รู้แล้ว” ชะเอมตะโกนไล่หลังคนตัวโตที่เดินล้วงกระเป๋าสบายอารมณ์ออกไป
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นทาบอกข้างซ้ายที่ยังคงเต้นแรงไม่หยุด
สองปีที่ห่างหายกันไป ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาลดน้อยลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม การได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้งในสถานะเพื่อนสนิทที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน มันกลับทำให้ก้อนเนื้อในอกยิ่งทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
“เพื่อนสนิทเหรอ เฮ่อ” ชะเอมพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มขื่นๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า
แค่เริ่มต้นวันแรกของการกลับมาเจอกัน เขาก็ยังขีดเส้นตายคำว่าเพื่อนเอาไว้ชัดเจนขนาดนี้
