บทที่ 3 ไปลาออกซะ
“พราวว่าเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหมคะคิงส์ นัดประชุมตั้งบ่ายโมงครึ่ง นี่เพิ่งจะบ่ายโมงนิดๆเอง ไปนั่งคาเฟ่หน้ามอแป๊บเดียวน่าจะทันนะ”
เสียงหวานใสที่พยายามดัดให้ดูอ่อนหวานของพราวดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะบทสนทนาอันสนุกสนานภายในห้องพักสโมสรนักศึกษา พร้อมกับมือเรียวที่ถือวิสาสะเอื้อมไปแตะท่อนแขนแกร่งของคิงส์เบาๆ สายตาเฉี่ยวคมจงใจปรายมองชะเอมที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยแววตาเหนือกว่า
บรรยากาศเฮฮาเมื่อครู่ชะงักลงเล็กน้อย เวกัสกับมาตินลอบมองหน้ากันอย่างรู้ทัน ก่อนจะหันไปสนใจโทรศัพท์ในมือตัวเอง ทำทีเป็นไม่รับรู้สถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังจะเกิดขึ้น
คิงส์ปรายตามองมือที่แตะอยู่บนแขนตัวเองด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะดึงแขนออกอย่างไม่รักษาน้ำใจ ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟา ทอดสายตามองเพื่อนร่วมชั้นปีด้วยแววตาติดจะรำคาญ
“กูกินมาแล้ว”
เขาตอบเสียงห้วน สรรพนามที่ใช้ไม่ได้มีความรักษาน้ำใจใดๆทั้งสิ้น
“ถ้ามึงหิวก็ไปกินคนเดียวเถอะพราว กูจะนั่งรอนี่แหละ ขี้เกียจเดินไปเดินมา อากาศมันร้อน”
“แต่ว่าพราว...”
“แล้วกูก็มีหน้าที่ต้องดูแลเพื่อนกูด้วย”
คิงส์พูดแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตื๊อต่อ มือหนาเอื้อมไปดึงแก้วน้ำเย็นในมือชะเอมมาถือไว้เองหน้าตาเฉย
“มึงกินน้ำเย็นเยอะไปแล้วไอ้เอม เดี๋ยวก็ปวดท้องประจำเดือนอีกหรอก”
“โอ๊ย ไอ้คิงส์! มึงจะมาแย่งน้ำกูทำไมเนี่ย กูหิวน้ำ!”
ชะเอมโวยวาย เอื้อมมือจะไปคว้าแก้วคืน แต่คนตัวโตกว่าก็ชูแก้วหนีขึ้นสุดแขน
“กูบอกว่าไม่ให้ก็คือไม่ให้ ดื้อนักเดี๋ยวกูจับตีก้นหักเลย”
“ไอ้บ้า! มึงกล้าเหรอ กูจะฟ้องแม่มึง!”
“เออ ฟ้องเลย แม่กูก็เข้าข้างกูอยู่ดีแหละเว้ย”
ภาพการต่อปากต่อคำอย่างสนิทสนมและเป็นธรรมชาติของคนทั้งคู่ ทำให้พราวที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลายเป็นเพียงธาตุอากาศไปโดยสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ใบหน้าสวยเฉี่ยวตึงเครียดขึ้นมาทันที เธอพยายามฉีกยิ้มฝืนๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกระทืบเท้าปึงปังออกจากห้องไปโดยไม่เอ่ยคำลา
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง มาตินก็เงยหน้าขึ้นมาผิวปากหวือ
“เชี่ยคิงส์ มึงนี่มันไร้เยื่อใยกับดาวคณะจริงๆเลยว่ะ ปฏิเสธซะเสียหมาเลย ไม่สงสารเขาบ้างไง๊” มาตินแซวกลั้วหัวเราะคิงส์ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“รำคาญ น่าเบื่อจะตายห่า ตามตื๊อกูอยู่ได้ตั้งแต่ปีหนึ่ง กูก็บอกชัดเจนแล้วว่าไม่ชอบ ก็ยังจะพยายามอยู่นั่นแหละ”
“ก็มึงหล่อไงเพื่อน เดือนคณะสุดฮอต ใครๆก็อยากได้มึงเป็นผัวทั้งนั้นแหละ” เวกัสเสริม ก่อนจะหันมายักคิ้วให้ชะเอม
“ยกเว้นก็ชะเอมคนสวยนี่แหละเนอะ ที่มีภูมิคุ้มกันความหล่อของไอ้คิงส์มัน”
ชะเอมชะงักไปนิดหนึ่ง ก้อนเนื้อในอกกระตุกแปลกๆ เมื่อโดนแซว เธอแค่นหัวเราะกลบเกลื่อน
“ภูมิคุ้มกงภูมิคุ้มกันอะไรล่ะเวกัส เอมเห็นหน้ามันมาตั้งแต่เด็กจนเบื่อแล้วต่างหาก หล่อตรงไหน หน้าอย่างกับโจรปล้นทรัพย์”
“อ้าว นินทากูซึ่งหน้านะมึง” คิงส์ผลักหัวคนตัวเล็กเบาๆ
“ถ้าหน้าอย่างกูเป็นโจร โจรทั้งประเทศก็คงหน้าตาดีระดับพระเอกฮอลลีวูดแล้วล่ะเว้ย”
“หลงตัวเอง” ชะเอมเบ้ปากใส่
“เออ กูหลงตัวเอง แต่กูก็ไม่ได้หลง”
ชายหนุ่มชะงักคำพูดไว้แค่นั้น นัยน์ตาคมกริบวูบไหวไปชั่ววินาที ก่อนที่เขาจะรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่เกือบจะหลุดปากออกไป
“ช่างแม่งเถอะ เอางี้ เดี๋ยวพวกกูต้องเริ่มคุยงานกันแล้ว มึงไปนั่งเล่นเกมหรือดูซีรีส์รอตรงมุมนู้นไป จะกินขนมอะไรก็หยิบเอาในตู้เย็น ห้ามซน ห้ามก่อกวน เข้าใจไหม”
คิงส์ชี้มือไปยังโซฟาตัวเล็กที่อยู่มุมห้อง ชะเอมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เดินไปทิ้งตัวลงนั่งแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใส่หูฟัง ปล่อยให้พวกเขาสามคนเริ่มปรึกษาหารือเรื่องการรับน้องที่กำลังจะมาถึงในสัปดาห์หน้า
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ชะเอมที่นั่งดูซีรีส์จนจบไปหนึ่งตอน ลอบมองผู้ชายสามคนที่กำลังเคร่งเครียดอยู่กับกองเอกสารตรงหน้า
เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคิงส์ในโหมดจริงจังของการเป็นเฮดว๊าก น้ำเสียงที่ใช้สั่งการเด็ดขาด แววตาดุดันทรงอำนาจ และท่าทีความเป็นผู้นำที่ฉายชัดออกมา ทำให้เขาดูโตเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์จนน่าใจหาย
เธอจำเด็กผู้ชายหัวเกรียนที่ชอบแกล้งดึงผมเปียเธอตอนประถมได้ดี เด็กคนนั้นเติบโตมาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจนใครๆก็ต่างหมายปอง... รวมถึงตัวเธอเองด้วย
‘มึงเลิกเพ้อเจ้อได้แล้วไอ้เอม เขาย้ำนักย้ำหนาว่ามึงเป็นแค่เพื่อน’
หญิงสาวเตือนสติตัวเองในใจ ละสายตาจากแผ่นหลังกว้างแล้วก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ต่อ พยายามกดความรู้สึกที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาให้จมลึกลงไป
“โอเค งั้นเอาตามนี้แหละไอ้คิงส์ เดี๋ยวกูเอาเอกสารไปส่งที่ห้องฝ่ายวิชาการก่อน”
เวกัสพูดขึ้นพร้อมกับรวบกองกระดาษบนโต๊ะ แผนการรับน้องถูกสรุปเรียบร้อยแล้ว
คิงส์พยักหน้ารับ บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า ก่อนจะหันมาหันคนตัวเล็กที่นั่งขดตัวอยู่บนโซฟามุมห้อง
“ไง หลับไปแล้วเหรอมึง” เขาเดินเข้ามาหา เอื้อมมือไปดึงหูฟังออกจากหูเธอข้างหนึ่ง
“ยังเว้ย กูแค่ดูซีรีส์เพลินๆ เสร็จแล้วเหรอ?”
“เออ เสร็จแล้ว ปะ เดี๋ยวพวกกูจะไปหาอะไรกินที่โรงอาหารวิศวะ มึงจะไปกินด้วยกันหรือจะกลับบ้านเลย”
“ไปโรงอาหารก็ได้ กูเริ่มหิวอีกแล้วเหมือนกัน” ชะเอมลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ มาตินที่เดินตามมาได้ยินพอดีก็ทำตาโต
“โห กินจุเหมือนกันนะเนี่ยเรา เพิ่งกินมื้อเที่ยงมาไม่ใช่เหรอ”
“อย่าไปทักมันไอ้มาติน กระเพาะมันเชื่อมต่อกับหลุมดำ แดกเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่มหรอก” คิงส์แขวะอย่างหมั่นเขี้ยว
“ปากเหรอนั่นน่ะ!” ชะเอมหันไปค้อนขวับ
“กูอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเว้ย ต้องใช้พลังงานเยอะ เข้าใจปะ”
“โตแต่ตัวน่ะสิ สมองไม่เห็นจะโตตาม”
“ไอ้คิงส์!”
“พอๆๆ เลิกเถียงกันเลยพวกมึง ไปๆ กูหิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย”
มาตินรีบห้ามทัพก่อนที่ทั้งคู่จะตีกันตาย ดันหลังเพื่อนสนิทและรุ่นน้องคนใหม่ให้เดินนำออกจากห้องไป
โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ในยามบ่ายยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาในชุดช็อปสีเลือดหมู ทันทีที่กลุ่มของคิงส์เดินเข้ามา เสียงจอแจก็ดูจะซาลงไปชั่วขณะ
สายตาหลายสิบคู่หันมามองเป็นตาเดียว โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายคือหญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มที่เดินเคียงข้างเฮดว๊ากสุดโหด
“เชี่ยคิงส์ กูว่าเพื่อนมึงโดนสแกนกรรมทะลุปรุโปร่งแล้วมั้งนั่น”
มาตินกระซิบกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นสายตาหิวโหยของพวกรุ่นน้องและเพื่อนร่วมคณะที่มองมาที่ชะเอม
คิงส์ตวัดสายตาดุดันกวาดมองไปรอบๆโรงอาหารราวกับพญาจ่าฝูงที่กำลังขู่คำรามปกป้องอาณาเขต ใครที่เผลอสบตากับเขาต่างก็รีบหลบสายตาและก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไปอย่างรวดเร็ว
“ใครกล้ามองกูจะควักลูกตามันออกมา” คิงส์ขบกรามแน่น สบถในลำคอเบาๆ
ชายหนุ่มขยับตัวเข้าไปเดินเบียดชะเอมจนไหล่แทบจะเกยกัน มือหนายกขึ้นแตะที่เอวบางเบาๆ เพื่อต้อนให้เธอเดินไปในทิศทางที่เขาต้องการ
“มึงไปนั่งจองโต๊ะตรงนู้นเลยเอม เดี๋ยวกูไปซื้อข้าวให้ จะเอาอะไร”
เขาชี้ไปยังโต๊ะว่างที่อยู่มุมสุดของโรงอาหาร ค่อนข้างเป็นส่วนตัวและปลอดคน
“เอาข้าวมันไก่ ไม่หนัง น้ำซุปเยอะๆ”
ชะเอมสั่งอย่างรู้ใจ เพราะคิงส์มักจะเป็นคนจัดการเรื่องของกินให้เธอเสมอเวลาอยู่ด้วยกัน
“เออ ไปนั่งรอไป ไอ้มาติน มึงไปนั่งเป็นเพื่อนมันด้วย อย่าให้หมาตัวไหนมาเกาะแกะเด็ดขาด” คิงส์หันไปสั่งเพื่อนสนิทเสียงเข้ม
“คร้าบๆ รับทราบครับคุณพ่อ” มาตินรับคำอย่างล้อเลียน ก่อนจะเดินนำชะเอมไปที่โต๊ะ
ระหว่างที่นั่งรอ มาตินก็ชวนชะเอมคุยอย่างเป็นกันเอง ทั้งคู่คุยกันถูกคอเพราะมาตินเป็นคนตลกและคุยเก่ง ชะเอมหัวเราะจนตาหยีกับมุกตลกฝืดๆของอีกฝ่าย
ทว่าภาพความสนิทสนมนั้นกลับทำให้คนที่เพิ่งเดินถือจานข้าวกลับมาถึงโต๊ะรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“ขยับไปเลยไอ้มาติน ที่กู”
คิงส์วางจานข้าวมันไก่ลงตรงหน้าชะเอม ก่อนจะใช้สะโพกกระแซะไล่เพื่อนสนิทให้กระเถิบไปอีกฝั่ง เพื่อที่เขาจะได้นั่งลงข้างๆคนตัวเล็ก
“อะไรของมึงวะ ที่ตั้งกว้างแหมะ มาเบียดกูทำไมเนี่ย” มาตินบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมขยับไปนั่งฝั่งตรงข้ามแต่โดยดี
“เรื่องของกู มึงกินๆไปเลย รำคาญเสียง” คิงส์ดุ ก่อนจะหันมาจัดการเปิดขวดน้ำแล้วเลื่อนไปตรงหน้าชะเอม
“แดกซะ ช้าเดี๋ยวกูแย่งแดกนะเว้ย”
“มึงก็เป็นซะแบบเนี้ย”
ชะเอมบ่นพึมพำ แต่ก็ตักข้าวมันไก่เข้าปากอย่างอารมณ์ดี รสชาติอาหารที่อร่อยบวกกับความหิวทำให้เธอกินอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย
คิงส์นั่งเท้าคางมองคนข้างๆกินข้าวเงียบๆ สายตาที่เคยมองคนอื่นอย่างดุดัน บัดนี้อ่อนแสงลงจนแทบจะกลายเป็นสายตาของคนคลั่งรักโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว
มือหนาเอื้อมไปหยิบทิชชูมาเช็ดคราบน้ำจิ้มที่มุมปากให้เธออย่างแผ่วเบาและเป็นธรรมชาติ
“กินมูมมามเป็นเด็กไปได้ เลอะเทอะหมดแล้วเนี่ย” เขาบ่นเบาๆ
ชะเอมชะงัก ช้อนในมือค้างเติ่ง สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วของเขาที่เฉียดโดนริมฝีปากเธอเมื่อครู่ ทำเอาหัวใจกระตุกวาบ เธอรีบก้มหน้าหลบสายตา ซ่อนแก้มที่เริ่มซับสีระเรื่อเอาไว้
มาตินที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ฝั่งตรงข้ามได้แต่กลอกตาบนไปมาเบาๆ
‘เพื่อนพ่อมึงดิ ปฏิบัติกับเขาขนาดนี้ มึงหลอกตัวเองไปเถอะไอ้คิงส์’
ทว่าความสงบสุขมักจะอยู่ได้ไม่นาน...
“อ้าว...ไอ้คิงส์ บังเอิญจังเลยนะมึงที่มาเจอที่นี่”
เสียงทุ้มต่ำติดจะยียวนของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาคิงส์ที่กำลังอารมณ์ดีชะงักกึก รอยยิ้มบางๆบนมุมปากหายวับไปทันที ชายหนุ่มหันขวับไปมองผู้มาเยือนด้วยสายตาแข็งกร้าวราวกับเห็นศัตรูคู่อาฆาต
ร่างสูงโปร่งของอัคคีนักศึกษาปีสามภาควิชาโยธาเช่นเดียวกับคิงส์ ยืนล้วงกระเป๋าแจ็คเก็ตยีนส์ด้วยท่าทางสบายๆ
ใบหน้าหล่อเหลาติดจะแบดบอยของเขามีรอยยิ้มมุมปากที่ดูท้าทายประดับอยู่เสมอ อัคคีคือไม้เบื่อไม้เมาของคิงส์มาตั้งแต่ปีหนึ่ง ทั้งคู่มักจะแข่งกันเด่น แข่งกันเก่ง และไม่ลงรอยกันในแทบจะทุกเรื่อง
“มึงมาทำไมไอ้อัคคี” คิงส์ถามเสียงห้วน พยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นที่เริ่มปะทุขึ้นในอก
“โรงอาหารคณะเป็นของพ่อมึงหรือไง กูถึงมาเดินไม่ได้”
อัคคีตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะละจากใบหน้าคิงส์ เลื่อนมาหยุดอยู่ที่ร่างบางในชุดเดรสสีขาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
ดวงตาของอัคคีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจพาดผ่านใบหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ทำเอาสาวๆหลายคนใจละลาย
“เฮ้ย คุ้นหน้าคุ้นตาจังเลยนะเรา”
อัคคีไม่สนใจคิงส์อีกต่อไป เขาขยับตัวเดินอ้อมมาหยุดยืนอยู่ข้างๆชะเอม โน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับเธอ
“น้องใช่ชะเอม ที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกเป็นนักร้องนำคนใหม่ของวงไอบิสปะ?”
ชะเอมที่กำลังงุนงงกับสถานการณ์ตึงเครียด เงยหน้าขึ้นมองคนถามด้วยความแปลกใจ
“เอ่อ... ใช่ค่ะ พี่รู้ได้ไงคะ?”
“จะไม่ให้รู้ได้ไงล่ะครับ” อัคคียิ้มกว้าง แววตาของเขาเป็นประกายวิบวับอย่างปิดไม่มิด
“ก็พี่เป็นมือกลองของวงไอบิสนี่นา พี่ชื่ออัคคีนะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ น้องชะเอม”
สิ้นคำแนะนำตัวของอัคคี บรรยากาศรอบโต๊ะก็เย็นยะเยือกลงกะทันหัน คิงส์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เก้าอี้เหล็กขูดกับพื้นซีเมนต์ดังกราดจนคนรอบข้างสะดุ้ง
ชายหนุ่มก้าวเข้ามายืนขวางหน้าชะเอมเอาไว้มิด บังสายตาแพรวพราวของอัคคีที่จ้องมองมาอย่างหวงแหนขั้นสุด
“ถอยไปไกลๆเลยไอ้อัคคี อย่ามาทำรุ่มร่ามกับคนของกู”
คิงส์กดเสียงต่ำตวาด สรรพนามคนของกูหลุดออกจากปากโดยที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันกลับทำให้ใจของชะเอมเต้นระรัว
อัคคีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย รอยยิ้มยียวนยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้า
“คนของมึง? หึ แต่เมื่อกี้กูเพิ่งได้ยินข่าวลือมาจากพวกไอ้เวกัสว่ามึงพาเพื่อนสนิทมาเปิดตัวไม่ใช่เหรอวะ เป็นแค่เพื่อนก็อย่ามาทำตัวหวงก้างไปหน่อยเลยไอ้คิงส์”
คำพูดแทงใจดำของอัคคีทำเอาคิงส์หน้าตึง กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน เขากระชากคอเสื้อแจ็คเก็ตของอัคคีเข้ามาใกล้ จนใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่คืบ
“มึงอย่ามาเสือกเรื่องของกู กูเตือนมึงแล้วนะว่าอย่ายุ่งกับเอม”
“ถ้ากูจะยุ่งแล้วมึงจะทำไม?” อัคคีสวนกลับ ไม่มีความเกรงกลัวในแววตาเลยสักนิด
“น้องเขาเป็นนักร้องนำวงกู ยังไงกูกับน้องเขาก็ต้องใช้เวลาซ้อมด้วยกันบ่อยๆอยู่แล้ว มึงนั่นแหละ เตรียมตัวทนดูพวกกูสนิทกันไว้ให้ดีๆเถอะ”
“ไอ้เหี้ยอัคคี!”
คิงส์ง้างหมัดขึ้นสุดแขน เตรียมจะซัดหน้าหล่อๆ ของอีกฝ่ายให้หงาย ทว่าก่อนที่หมัดหนักๆจะได้ปะทะเป้าหมาย สองมือเล็กๆก็พุ่งเข้ามากอดเอวหนาของเขาเอาไว้แน่นจากด้านหลัง
“ไอ้คิงส์! หยุดนะเว้ย! มึงจะบ้าเหรอ มาชกต่อยอะไรกันในโรงอาหาร”
ชะเอมตะโกนห้ามสุดเสียง ออกแรงรั้งเอวเขาไว้เต็มกำลัง แม้ตัวเธอจะปลิวตามแรงของเขาก็ตาม
สัมผัสอบอุ่นจากอ้อมกอดด้านหลังและกลิ่นหอมอ่อนๆที่คุ้นเคย ทำให้สติที่กำลังจะขาดผึงของคิงส์กลับคืนมา เขาชะงักหมัดค้างไว้กลางอากาศ หอบหายใจแรงด้วยความโกรธที่ยังคุกรุ่น ก่อนจะสะบัดมือออกจากคอเสื้อของอัคคีอย่างแรง
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” คิงส์ชี้หน้าคาดโทษ
“รีบมาเอาคืนล่ะ กูรอนานเดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน”
อัคคีจัดปกเสื้อตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้ชะเอมที่ยืนกอดเอวคิงส์อยู่
“ไว้เจอกันที่ห้องซ้อมดนตรีนะน้องชะเอม พี่จะรอ”
พูดจบอัคคีก็หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋าจากไป ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้กลางวง
คิงส์หันขวับกลับมาหาชะเอมทันทีที่อัคคีเดินพ้นสายตา มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก ออกแรงกระชากเบาๆให้เธอเดินตามเขาออกไปจากโรงอาหารโดยไม่สนใจจานข้าวที่ยังกินไม่หมด หรือแม้กระทั่งเสียงเรียกของมาตินที่ตะโกนไล่หลังมา
“ไอ้คิงส์! มึงจะพากูไปไหน ปล่อยนะเว้ย กูเจ็บ!”
ชะเอมพยายามสะบัดข้อมือออก แต่ยิ่งสะบัด เขาก็ยิ่งจับแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก
เขาไม่ตอบคำถาม ลากเธอไปจนถึงลานจอดรถ กดปลดล็อกรถคันหรู แล้วยัดคนตัวเล็กเข้าไปในเบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็วก่อนจะอ้อมมาขึ้นฝั่งตัวเอง ปิดประตูเสียงดังปังจนรถสั่น
บรรยากาศภายในรถอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก คิงส์ไม่ได้สตาร์ทรถ เขานั่งกำพวงมาลัยแน่น หน้าอกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจแรงๆ
ชะเอมนั่งลูบข้อมือตัวเองที่เริ่มขึ้นรอยแดงเงียบๆ เธอไม่เคยเห็นเขาโกรธจัดขนาดนี้มาก่อน ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ผ่านไปหลายนาที คิงส์จึงหันขวับมาสบตาเธอ นัยน์ตาคมกริบของเขาเต็มไปด้วยพายุอารมณ์ที่รุนแรง
“มึงรู้เรื่องที่ไอ้เวรนั่นเป็นมือกลองวงมึงตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาถามเสียงต่ำ กดดันจนคนฟังขนลุก
“กูเพิ่งรู้เมื่อกี้เอง กูสาบานได้ ตอนออดิชั่นกูเจอแค่พี่ซันที่มือกีตาร์กับพี่แดนมือเบส คนอื่นกูยังไม่เคยเจอเลย” ชะเอมตอบตามความจริง เสียงสั่นเล็กน้อย
คิงส์หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง
“งั้นมึงไปลาออกจากวงซะ”
“ฮะ? มึงบ้าไปแล้วเหรอคิงส์!” ชะเอมเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลง
“กูจะลาออกได้ไง นี่มันความฝันกูเลยนะเว้ย กูอยากเป็นนักร้องนำ กูอุตส่าห์สอบติด อุตส่าห์ผ่านคัดเลือก มึงจะมากูลาออกง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ!”
“ก็กูไม่อยากให้มึงอยู่ใกล้ไอ้อัคคี มึงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคนยังไง มันเจ้าชู้ มันมั่ว มันชอบแย่งของๆคนอื่น มึงเข้าไปอยู่ใกล้ๆมัน มีแต่จะโดนมันหลอกฟันฟรีๆ”
เขาตะคอกกลับอย่างลืมตัว ความหวงแหนและห่วงใยตีรวนกันจนแยกไม่ออก
“แต่เขาเป็นรุ่นพี่ในวงกูนะ กูแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ กูไม่ได้โง่ขนาดจะโดนใครหลอกง่ายๆหรอกน่า”
“กูบอกให้ลาออกก็คือลาออก! มึงอย่ามาดื้อกับกูนะเอม!”
“มึงไม่มีสิทธิ์มาสั่งกูคิงส์”
ชะเอมสวนกลับทันควัน น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตาด้วยความอึดอัดใจ
“มึงเป็นแค่เพื่อนนะเว้ย ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แฟน มึงจะมาบงการชีวิตกูทุกอย่างไม่ได้”
คำว่าแค่เพื่อนที่หลุดออกจากปากเธอ เหมือนมีดเล่มคมที่กรีดลงกลางใจคนฟัง คิงส์ชะงักงันไปชั่วขณะ มือที่กำพวงมาลัยค่อยๆคลายออก
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริกของเธอ ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง
ใช่... เขาเป็นแค่เพื่อน เขาขีดเส้นนั้นไว้เองกับมือ แล้วตอนนี้เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงต้องโกรธจนแทบจะเป็นบ้าขนาดนี้เวลาเห็นผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้เธอ ทำไมเขาถึงอยากจะขังเธอไว้ไม่ให้ใครหน้าไหนได้เห็นรอยยิ้มของเธอ
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆอย่างยอมแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเอง ยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆเพื่อเรียกสติ
“เออ กูขอโทษที่อารมณ์เสียใส่มึง” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“กูไม่ได้อยากสั่งมึง กูแค่... กูแค่เป็นห่วงมึงมากไปหน่อย”
ชะเอมกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาที่เกือบจะไหลลงมา เธอหันหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง ไม่อยากให้เขาเห็นว่าคำพูดของเขามันมีอิทธิพลต่อหัวใจเธอมากแค่ไหน
“ถ้ามึงไม่อยากลาออกก็ไม่เป็นไร” คิงส์พูดต่อ น้ำเสียงจริงจังขึ้น
“แต่มึงต้องสัญญากับกูมาข้อหนึ่ง” หญิงสาวหันกลับมามองหน้าเขาอย่างรอคอย
“สัญญาอะไร?”
คิงส์ขยับตัวเข้ามาใกล้ ยกมือหนาขึ้นประคองใบหน้าหวานของเธอเอาไว้อย่างแผ่วเบา นัยน์ตาคมกริบสบประสานกับดวงตากลมโตอย่างสื่อความหมาย
“ห้ามไปสนิทกับไอ้อัคคีนอกเหนือจากเวลาซ้อมดนตรีเด็ดขาด ถ้ามีอะไรให้โทรหากูเป็นคนแรก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน กูจะไปหามึงทันที”
เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาหัวใจคนฟังเต้นแรงแทบทะลุออกมานอกอก
“จำไว้นะเอม สำหรับกู มึงเป็นผู้หญิงที่กูหวงที่สุด เข้าใจไหม”
