บทที่ 3 ตัวสั่น

เฟมัสกำข้อมือเล็กแล้วกระชากลากถูพาเธอเดินออกจากผับ โมนาตกใจร้องลั่นให้เพื่อนช่วย แต่ไม่มีใครสักคนที่จะช่วยเธอ รวมทั้งเพื่อนที่เธอคิดว่าสนิทสนมที่สุดในกลุ่มนั้นด้วย

“เจส ช่วยด้วย เจส...”

ขุนพลที่เห็นเหตุการณ์ตอนที่หนุ่มสาวกำลังตบตีและฉุดกระชากกันวุ่นวายจึงรีบคว้ากระเป๋า

“ไอ้ขุน มึงจะไปไหน”

“กูกลับก่อน เมาแล้ว”

เขาก้าวยาว ๆ แหวกฝูงชนตามออกมา สอดส่ายสายตามองหาร่างบอบบางของเพื่อนน้องสาวก็เห็นเธอกำลังถูกผู้ชายคนนั้นลากไปยังลานจอดรถ จึงรีบวิ่งตามไป

“เฮ้ย มึงปล่อยโมนา”

“มึงเสือกอะไรด้วยวะ อีนี่มันเต็มใจจะไปนอนกับกู”

“พี่ขุน ช่วยโมนาด้วย”

มองเห็นใบหน้าสวยบวมเป่ง มุมปากมีเลือดไหลแล้วความอดทนของขุนพลก็หมดลงทันที เขาแลกหมัดกับอีกฝ่าย ต่างมีรอยแผลที่มุมปากไม่ต่างกัน ก่อนขุนพลจะกระโดดถีบจนอีกฝ่ายล้มลง ตามขึ้นนั่งคร่อม แล้วสาวหมัดใส่ไม่ยั้งจนอีกฝ่ายใบหน้าแตกยับแทบจำไม่ได้

“มึงจำเอาไว้ ต่อไปอย่ามายุ่งกับโมนาอีก”

ความเจ็บใจทำขุนพลเตะสีข้างไฮโซหนุ่มขี้ยาอีกครั้ง แล้วคว้ามือโมนาเดินจากมา

“รถเธออยู่ไหน”

“ตรงนั้นค่ะ” ยกมือที่ยังสั่นชี้ไปยังทิศทางที่รถตู้ของเธอจอดอยู่

ขุนพลมองหน้าหญิงสาวแล้วถอนใจ เช็ดเลือดที่มุมปากให้แล้วดึงเธอมากอด

มือใหญ่ลูบศีรษะทุย ความอบอุ่นปลอดภัยที่ได้รับทำคนเมาร้องไห้โฮ กอดเขาแน่น ตัวสั่นสะท้านกว่าเดิม

“ไม่ต้องร้อง เธอปลอดภัยแล้ว”

“พี่ขุน...”

“ยังไม่ต้องพูด พี่จะไปส่งเธอที่รถก่อน”

ทันทีที่ประตูรถตูปิดลง โมนาก็โผเข้ากอดเขาอีกครั้ง แม้คราวนี้จะไม่ได้ร้องไห้โฮอย่างขวัญเสียเหมือนตอนแรก แต่ตัวเธอก็ยังสั่นไม่หยุด

“พี่ขุน เจ็บไหม”

คนตัวบางผละออกจากอ้อมกอดเมื่อตั้งสติได้ เธอแตะแผลมุมปากของเขาเบา ๆ ดวงตาไหวระริกแสดงความเป็นห่วง

ขุนพลชะงัก กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เธอเห็นเขาไม่ตอบจึงเหลือบขึ้นสบตาก็ต้องชะงักกับสายตาแวววาวสะท้อนแสงในความมืด

“ไม่เจ็บ เธอนั่นแหละ พรุ่งนี้หน้าคงบวม”

“เดี๋ยวโมนากลับไปประคบหน้าค่ะ พี่ขุนให้โมนาทำแผลให้ก่อนนะ แล้วโมนาจะไปส่งที่บ้าน”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่กลับเองได้”

“ได้ไงคะ พี่ขุนอุตส่าห์ช่วยโมนา ให้โมนาตอบแทนเถอะนะ”

“ไม่ต้องตอบแทน เธอควรดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ แล้วก็เลิกเอาตัวเข้าไปเสี่ยงได้แล้ว เห็นหรือยังว่าผู้ชายรวย ๆ ที่มันชั่ว ๆ มันทำอะไรกับเธอได้บ้าง”

ความขัดแย้งในอดีตครานั้นทั้งที่ผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่เขากลับเอามันมาพูดกระทบกระแทกใส่เธอ ทำคนดื้อคอแข็ง

“โมนาไม่ได้รู้จักเขามาก่อนนะคะ จะรู้ได้ไงว่าเขาดีหรือเลว เขาเป็นเพื่อนกับเจส เพื่อนของโมนา เจสเพิ่งแนะนำให้รู้จักกันวันนี้เอง”

“อ้อ เพื่อนของเพื่อน ดีนี่ รักเพื่อนดี ขนาดเธอจะโดนลากมาปล้ำ เพื่อนรักของเธอยังนั่งเฉย เลิกคบให้หมดนะ ไอ้เพื่อนไฮโซเนี่ย มันหลอกเธอมาให้ไอ้เลวนั่นฟันแท้ ๆ ยังไม่รู้ตัว”

“รู้แล้วค่ะ โมนาเลิกคบแน่”

รู้สึกเจ็บใจตัวเองไม่หายที่คิดว่าเพื่อนกลุ่มนั้นที่คบหากันมานานตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในโรงเรียนนานาชาติคือเพื่อนแท้ที่แสนดี ชาติกำเนิดหรือฐานะทางการเงินไม่ได้การันตีนิสัยใจคอของคนจริง ๆ โดยเฉพาะเจสสิก้าที่เหมือนเอาความไว้ใจของเธอมาหลอกให้เธอเป็นเหยื่อของผู้ชายคนนั้น

น่าจะเชื่อเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เคยเตือนเธอแล้วว่าเจสสิก้าดูอิจฉาเธอและไม่ได้มีความจริงใจในสายตา

ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจแบบนี้

“งั้นก็ดี จอดตรงนี้แหละ พี่จะลง”

“ให้โมนาไปส่งเถอะค่ะพี่ขุน”

“ไม่ต้อง พี่จะกลับเอง ยังไม่เข้าบ้าน”

เขาพูดให้เธอเข้าใจผิดว่ากำลังจะไปนอนกับผู้หญิงสักคนที่กำลังคั่วอยู่ และนั่นทำให้คนตัวบางตวัดสายตามองค้อนแล้วสั่งให้คนขับรถจอดส่งเขาที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้า

“ขอบคุณนะคะ พี่ขุน”

ขุนพลพยักหน้ารับ ก่อนประตูรถตู้คันหรูจะค่อย ๆ เลื่อนปิดและออกตัวอย่างช้า ๆ

โมนาหมุนตัวหันมองเขาจนลับสายตา ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง ยกมือขึ้นกดหน้าอกในตำแหน่งหัวใจที่ตอนนี้มันยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ

ตั้งแต่ที่สบตากับเขาเมื่อครู่ เธอรู้ตัวเลยว่าไม่สามารถเดินออกจากชีวิตของเขาได้ ความเข้มแข็งที่มีมันพังทลายลงในพริบตา สุดท้ายก็ต้องวนกลับเข้าไปตามตอแยวุ่นวายกับเขาอีกครั้ง ทั้งที่ไม่เคยได้รับการตอบสนองเลยสักครั้งก็ตาม

ในเมื่อรู้ตัวแล้วว่าเลิกชอบเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ เธอควรจะต้องเดินหน้าจีบเขาอย่างจริงจังเสียที และคนอย่างคุณหนูโมนาที่ไม่มีวันยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ต้องเอาเขามาเป็นแฟนให้ได้


เช้าที่ไม่ค่อยสดใสของคนที่ทั้งเมาค้างและเจ็บแผลมุมปาก แม้จะยังไม่อยากออกไปเจอหน้าใคร แต่ความตั้งใจอย่างแรงกล้าเมื่อคืนก็เป็นแรงผลักดันให้เธอลุกจากเตียง

“ลุงยอด ส่งโมนาที่หน้าตึกคณะวิศวะนะคะ”

“ครับ”

โมนาก้มมองกล่องคุกกี้ในมือด้วยรอยยิ้ม แม้จะเจ็บแผลมุมปาก แต่วันนี้จะไม่มีใครมองเห็นมุมปากสีม่วงอย่างแน่นอนเมื่อเธอใช้เครื่องสำอางราคาแพงปกปิดร่องรอยจนมิด

เมื่อลงจากรถได้ นักศึกษาสาวคนสวยก็เดินไปนั่งรอเขาที่โต๊ะม้าหินในโถงทางเดิน ไม่นานขุนพลก็เดินเข้ามาด้วยสภาพมุมปากมีรอยช้ำ

“พี่ขุน”

คนตัวบางเดินตรงดิ่งมาดักหน้า ยกมือไหว้สวัสดีเขาอย่างที่เคยทำ

“โมนา มาทำอะไรที่นี่” ปากถามแต่มือก็ยกขึ้นรับไหว้

“ก็มาหาพี่ขุนไงคะ”

“มาหาพี่ทำไม”

ขุนพลกวาดตามองรอบตัว แม้จะรู้ว่าเธอสนใจเขามานานเป็นปี เจอกันตามลำพังเมื่อไรก็จะอ่อยเขา โทรหาหรือส่งข้อความมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยใจกล้าโผล่หน้ามาถึงตึกคณะของเขาแบบนี้มาก่อน

“เอาขนมมาให้ค่ะ”

พูดพลางยื่นกล่องคุกกี้ที่ผูกโบอย่างสวยงามให้ เขารับมา ก้มมองมันเล็กน้อยก่อนเลิกคิ้วถาม

“ทำเองเหรอ”

“แหม พี่ขุนก็รู้ว่าโมนาทำไม่เป็น ยังต้องถามอีกเหรอคะ”

“ลืมไป คุณหนูโมนาทอดไข่ดาวยังไหม้ จะมาทำคุกกี้ดูน่ากินแบบนี้ได้ยังไง”

“ดูถูกกันเข้าไปนะคะ คราวหน้าโมนาจะเอาคุกกี้ที่ทำเองมาให้ กินด้วยแล้วกันค่ะ ห้ามเอาไปทิ้งเด็ดขาด”

“อย่าลำบากดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องมาหาพี่ถึงที่นี่อีก มีอะไรก็โทรมาแทน”

“กลัวใครจะรู้เหรอคะว่าเราเป็นอะไรกัน”

ตวัดสายตาค้อนอย่างแง่งอน ทั้งที่รู้ว่าเขาจะไม่มีวันง้อ

“เราไม่ได้เป็นอะไรกันโมนา อย่าเพ้อเจ้อ”

“ไม่รักษาน้ำใจโมนาเลยนะคะ คนอุตส่าห์ตื่นแต่เช้า หาขนมมาให้เพื่อขอบคุณ”

“ไม่เห็นต้องลำบาก เธอเป็นเพื่อนยัยข้าว พี่ก็ต้องดูแลเธอเหมือนน้อง “

“แค่น้องเองเหรอคะ”

ขุนพลรู้ดีว่าเธอกำลังคิดและตั้งใจจะทำอะไร จึงพูดดับฝัน

“ใช่ แค่น้อง เลิกคิดซะ”

“พี่ขุน...”

“กลับไปเรียนเถอะ คนมากันเยอะแล้ว”

“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวคืนนี้โมนาโทรหานะคะ”

พูดจบก็เดินจากไป ขุนพลหมุนตัวมองตามร่างบอบบางไปจนลับสายตา มองขนมในมือแล้วถอนหายใจ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อเพื่อนในกลุ่มที่มาจากไหนไม่รู้เดินมาตบบ่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป