บทที่ 6 เป็นห่วงหนูเหรอ
ครืด... ครืด...
เสียงสั่นเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดึงเขาออกจากพะวง คิมหันต์ส่งข้อความเข้ามา
‘ส่งข้อมูลที่มีมาทั้งหมดมาให้กู’
ปุณไม่รอช้า จัดการใช้กล้องมือถือถ่ายรูปกล่องของขวัญ การ์ด และรูปถ่ายใบนั้นส่งไปให้เพื่อนสนิททันที ไม่ถึงสิบนาที ปลายสายก็โทรสวนกลับมา
"ไวจังวะ" ปุณกรอกเสียงลงไป
(กูยังไม่นอนพอดี) คิมหันต์ตอบกลับมา (กูไล่ดูรูปที่มึงส่งมาละ... บอกตรงๆ นะปุณ มันไม่ใช่แฟนคลับธรรมดาแล้วว่ะ)
ปุณเงียบไป คำตอบของเพื่อนตำรวจตรงกับสิ่งที่เขาประเมินไว้ไม่มีผิด
(ช่วงนี้มึงระวังตัวไว้หน่อย) ปุณได้ยินเสียงคิมเคาะปากกาลงบนโต๊ะเบาๆ ผ่านสาย (โดยเฉพาะเวลาที่น้องกานดาอยู่คนเดียว อย่าปล่อยให้คลาดสายตาเด็ดขาด)
"อืม กูก็คิดแบบนั้น"
(เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะลองเข้าไปเช็กกล้องวงจรปิดรอบๆ แถวนั้นให้ ได้เรื่องยังไงจะรีบบอก)
"ขอบใจมากมึง"
หลังวางสาย ความรู้สึกหนักอึ้งและอึดอัดยังคงเกาะกุมอยู่ในอก และมันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ปุณณพัฒน์รู้สึกกังวลใจอย่างแท้จริง
อีกด้านหนึ่ง ดากานดากำลังนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงกว้าง ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยล้าจากการออกไปถ่ายคอนเทนต์ลุยแดดมาทั้งวัน แต่สมองกลับตื่นตัวจนนอนไม่หลับ ภาพกล่องของขวัญ รูปถ่ายแอบถ่ายในวัยเด็ก และข้อความปริศนาเหล่านั้นยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัวชวนให้หวาดระแวง
เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดอ่านข้อความล่าสุดที่ปุณส่งมาทางแชท
‘ล็อกประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยหมดหรือยัง’
‘ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหาพี่ทันทีนะ’
ดากานดาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายคนนี้ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ชอบทำตัวนิ่งๆ ดุๆ เหมือนเสือขู่ แต่จริงๆ แล้วใจดีและใส่ใจเธอเสมอ นิ้วเรียวพิมพ์ตอบกลับไปอย่างนึกกวน
‘รับทราบค่ะ คุณพี่สถาปนิกสุดเนี้ยบ’
ไม่ถึงนาที ข้อความจากอีกฝ่ายก็เด้งกลับมาทันควัน
‘กวน’
‘หนูเรียกถูกนี่นา พี่ปุณก็ยังไม่นอนเหรอคะ’
‘กำลังจะนอน พรุ่งนี้ตื่นไม่ไหวจะบ่นไม่ได้นะ’
‘แหม... เป็นห่วงหนูเหรอคะ’
คราวนี้อีกฝ่ายเงียบหายไปพักใหญ่ จนกานดานึกว่าเขาคงหลับไปแล้ว แต่แล้วข้อความสั้นๆ ก็ส่งกลับมา
‘อืม’
คำเดียวนิ่งๆ แต่กลับทำให้หัวใจของดากานดากระตุกไหวแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้า ทว่าความฟินกลับอยู่ได้ไม่นาน...
กึก...
หญิงสาวชะงัก รอยยิ้มจางหายไปทันที เธอลุกขึ้นนั่งชันเข่า เงี่ยหูฟังท่ามกลางความเงียบเชียบ
กึก... ซวบ...
มันเป็นเสียงคล้ายมีวัตถุบางอย่างตกลงกระทบพื้นหญ้าในสวนหลังบ้าน ความง่วงงุนมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง สายตาเหลียวมองนาฬิกาดิจิทัลข้างหัวเตียง... 23.47 น.
ใครจะมาทำอะไรข้างนอกในเวลานี้?
ดากานดาค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงช้าๆ เดินตรงไปยังหน้าต่างห้องนอน มือบางเอื้อมไปแง้มผ้าม่านออกทีละน้อย สวนหลังบ้านมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากเสาไฟถนนภายนอกที่ส่องเข้ามาไรๆ ทุกอย่างดูนิ่งสงบ
"คงจะเป็นแมวจรล่ะมั้ง..." เธอบอกตัวเองและกำลังจะปล่อยผ้าม่านลง แต่แล้ว ร่างทั้งร่างของเธอกลับต้องแข็งทื่อดั่งถูกสาป สายตาสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่อยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่
กล่องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตา... กล่องของขวัญอีกแล้ว!
หัวใจของหญิงสาวร่วงวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ไม่จริง..."
เธอผงะถอยหลังหนีจากหน้าต่างทันที ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวจนแทบจะประคองโทรศัพท์ในมือไม่อยู่ นิ้วเรียวรีบกดต่อสายด่วนหาชายหนุ่มบ้านข้างๆ ทันที ปลายสายกดรับในวินาทีแรกราวกับเฝ้ารออยู่
(กาน?)
"พี่ปุณ..." เสียงของเธอสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้
(มีอะไร เกิดอะไรขึ้น) น้ำเสียงของปุณร้อนรนขึ้นมาทันที
"สวนหลังบ้าน... ฮึก ในสวนหลังบ้านค่ะ"
(ทำไมกาน ตั้งสติแล้วบอกพี่)
"มีกล่องของขวัญ... วางอยู่ใต้ต้นมะม่วงอีกแล้วค่ะ"
ปลายสายเงียบกริบไปชั่ววินาที ก่อนที่เสียงเฉียบขาดจะสั่งการลงมา (อยู่ในห้องนอน ล็อกประตูให้แน่นหนาที่สุด)
"ค่ะ..."
(พี่กำลังไป)
สายตัดไปแล้ว ดากานดายกมือขึ้นกอดโทรศัพท์แนบออรวมถึงกอดตัวเองเอาไว้แน่น หัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก ไม่ถึงสามนาที เสียงเคาะประตูบ้านชั้นล่างก็รัวดังขึ้น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"กาน! เปิดประตูให้พี่"
หญิงสาวรีบวิ่งกระหืดกระหอบลงบันไดไปเปิดประตูทันที ทันทีที่บานประตูเปิดออก ปุณณพัฒน์ในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงนอนขาสามส่วนธรรมดาๆ ก็ก้าวเข้ามา ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดและมีเหงื่อซึมตามไรผมเหมือนรีบวิ่งหน้าตั้งมา
"มันอยู่ไหน"
"หลังบ้านค่ะ..."
ชายหนุ่มพักพยักหน้าครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินนำออกไปยังประตูหลังบ้านทันที ดากานดารีบก้าวตามแรงกดดันคืบคลานเข้ามาในทุกย่างก้าว ทั้งคู่มาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นมะม่วงใหญ่ กล่องสีขาวกล่องนั้นยังคงวางสงบนิ่งเด่นหราอยู่บนพื้นหญ้า
ปุณก้มลงมอง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นกร้าวระยับและดุดันขึ้นมาทันที เพราะบนฝากล่องสีขาวใบนั้น มีข้อความประโยคหนึ่งถูกบรรจงเขียนด้วยลายมือสีดำสนิท
[ คุณยังจำผมไม่ได้จริงๆ เหรอ? ]
ลมหายใจของดากานดาสะดุดกึก ตัวอักษรเหล่านั้นส่งความเย็นเยียบแล่นวาบผ่านกระดูกสันหลังจนเธอต้องยกมือขึ้นกุมแขนตัวเองเอาไว้
และความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด... คือพวกเธอไม่มีวันรู้เลยว่า คนที่เขียนข้อความนี้ กำลังยืนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอันมิดชิด ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร และกำลังจับจ้องมองปฏิกิริยาของทั้งคู่ด้วยสายตาเคียดแค้น...
