บทที่ 9 ยัยเด็กแสบ!
Ep.9 ยัยเด็กแสบ!
เวลา 1 ทุ่ม
“ไอ้แมกซ์ มึงไปสืบประวัติของยัยเด็กแสบนั้นอย่างละเอียดมาให้กูที”
ผู้เป็นนายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานสั่งขึ้นมาอย่างงงๆ มือขวาของเขาถึงกับไม่เข้าใจว่าจะให้ไปหาประวัติเธอมาทำไม?
“นายสนใจเธอหรอครับ? ”
“อย่าเสือก!! กูให้มึงไปทำอะไร ก็ไปทำตามที่กูสั่งอย่างอื่นไม่ต้อง”
มาเฟียหนุ่มรู้สึกเอือมระอากับไอ้มือขวาขี้เสือกนี้สะเหลือเกิน มันเหมือนกันกับไอ้มือซ้ายของเขาอีกคน และอดไม่ได้ที่จะด่ามัน เเถมมันยังทำให้เขานึกไปถึงพวกเพื่อนๆของเขาที่ชอบเสือกเรื่องของเขาอยู่บ่อยครั้ง เวลานัดพบปะกัน
“เข้าใจแล้วครับนาย แฮร่ๆๆ”
พอรู้ตัวว่าตัวเองเสือกเรื่องเจ้านายมากเกินไป แมกซ์ได้แต่ยิ้มแห้งๆ เอามือมาปิดปากที่ชอบพูดจาไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาไว้
"หึๆ"
“ไอ้สัส!!”
ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนที่หัวเราะเยาะเขา มันคนนี้ก็คือ ไอ้มือซ้ายที่ชื่อแซมนั้นเอง เขาล่ะอยากเอาตีน เอ้ย เท้าถีบปากมันสะจริงๆ
1 ชั่วโมงผ่านไป
”นี่ครับนาย ประวัติของเธอ” มือขวาอย่างแมกซ์ ก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับผู้ที่เป็นนาย จากนั้นมาเฟียหนุ่มก็หยิบไป
“นายต้องการอะไรอีกไหมครับ? ”
“ถ้ากูต้องการจะถีบปากมึงล่ะ? ”
“ผมหมายถึงอย่างอื่นคร๊าบบบ แต่เท้านายผมไม่เอาน่ะ ขอแต่เงินเดือนก็พอ”
ไม่วายพูดด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนกับเด็ก เเรกเกิดเพื่อให้นายเอ็นดู แต่ในสายตามาเฟียหนุ่มนั้น มันไม่เคยดูกระจกหรือไง ตัวใหญ่เท่ากับยักษ์ แต่กลับทำท่าทางเหมือนตัวเองเป็นแมวเหมียวไปได้
“ไปให้พ้นตีนกูไป” มาเฟียพูดอย่างรำคาญ
“แต่ว่านา” เมื่อไหร่มันจะรู้ตัวสักทีว่าพูดมากไป
“จะไปดีๆ หรือในบัญชีไม่มีแม้แต่สลึงเดียว? ” สุดจะทนกับไอ้คนหน้ามึน เขาจึงขู่จะตัดบัญชีเงินเดือนของมัน
“งั้นผมลาล่ะคร๊าบบ” ไม่ลืมยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นนายอย่างอ่อนน้อมถ่อมต้น เพราะกลัวบัญชีไม่มีตังค์ใช้นั้นเอง
ฟิววว!!
เสียงของปากกาหลายด้ามบนโต๊ะถูกโยนมาทางที่แมกซ์ยืนอยู่
จากนั้น เสียงเท้าหนาของไอ้มือขวาวิ่งสุดชีวิต เสือชีตาร์ในแอฟริกายังต้องยกมือไหว้ให้กับมัน วิ่งเร็วฉิบหาย ถ้าเดาไม่ผิด หากเป็นนักวิ่งจะเอาเหรียญทองไปไว้ไหนหมดก่อน ส่วนไอ้มือซ้ายตามไป แต่เดินตามปกติไม่ได้รีบร้อนอะไร
จากนั้นไม่นาน มาเฟียหนุ่มกลับมาสนใจกับกระดาษในมือ ที่มีประวัติของลูกหนี้ตัวแสบของเขาอยู่ สายตาสีฟ้าครามคมกริบกวาดมองชื่อของเธอเป็นอันดับแรก
“ทานตะวัน วาริรินทร์” มาเฟียหนุ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
“ยัยเด็กแสบ ฉันจะให้เธอทำอะไรดีล่ะ? ” หน้าตาของเขาตอนนี้เหมือนเสือที่พร้อมจะขย้ำเยื้อตัวน้อยๆ
พอเขาอ่านประวัติของร่างบางเสร็จ ก็กลับมาอ่านเอกสารที่ค้างคาไว้ต่อ
เช้าวันสดใสต่อมา
ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่ง ร่างบางที่เริ่มรู้สึกตัว ได้ยินเสียงนกเสียงเสียงการ้องแต่เช้า โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนาฬิกาปลุก ก็สามารถปลุกเธอตื่นขึ้นมาได้
ร่างบางเปิดเปลือกตาขึ้นมา หน้าตาที่ไร้ซึ่งเครื่องสำอางกลับดูน่ารักเป็นธรรมชาติ
“โอ้ย เช้าแล้วหรอเนี่ย ยังง่วงอยู่เลย” ร่างบางร้องงัวเงียอยู่คนเดียวเบาๆ
“เห้ย วันนี้ฉันต้องไปพบไอ้เจ้าหนี้หน้าเงินนี่หนา เกือบลืมสะแล้ว”
พอคิดได้อย่างนั้น เธอก็รีบกระโจนเข้าห้องน้ำทันทีทันใด เพื่อไปขัดสีฉวีวรรณให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปเจอไอ้คนที่เธอไม่อยากเจอเลย
30 นาทีต่อมา
ร่างบางพออาบน้ำเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ก็ทำการแต่งตัว เธอเลือกที่จะสวมเสื้อยืดสีขาวธรรมดาๆตัวนี้ กางเกงยีนขายาวสีซีดขาดๆนิดๆแถวบริเวรหัวเข่า และกางเกงยีนส์มีขนาดใหญ่กว่าขาเรียวสวยของเธอ สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา
ส่วนผม เธอเลือกที่จะรวบผมขึ้นแล้วใช้ยางมัดผม มัดให้มันมาอยู่จุดเดียวกันคล้ายกับดอกกุหลาบที่เริ่มจะเบ่งบานอยู่บริเวรศีรษะส่วนบน
ตอนนี้ร่างบางยืนมองตัวเองผ่านหน้ากระจก เธอดูน่ารักสดใสเหมือนกับคนพึ่งเข้าสู่วัยรุ่นใหม่ๆ แต่ตอนนี้ เวลาเจ็ดโมงสามสิบนาที ถึงเวลาแล้วสินะที่เธอต้องไปเจอไอ้เจ้าหนี้หน้าเงินของเธอสักที
ณ บริษัทเรซเตอร์
เป็นบริษัทที่ผู้เป็นพ่อของร่างสูงได้ก่อตั้งขึ้นมานานแล้ว ทำธุรกิจมากมาย ประสบความสำเร็จไม่น้อย แต่ไม่ค่อยได้มาดูสักเท่าไหร่ เพราะบริษัทนี้ไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่มาก นี่ขนาดไม่ใหญ่มากน่ะ
เพราะบริษัทที่ประจำการอยู่ อยู่ที่อังกฤษ ส่วนของผู้เป็นลูกจะอยู่ที่กรุงเทพ เขาจะให้คนคนหนึ่งที่ไว้ใจได้ดูแลแทน แต่ไม่ใช้ผู้เป็นลูกที่รับหน้าที่นี้
แต่ตอนนี้ในเมื่อลูกของเขามาอยู่ที่นี่ชั่วคราวแล้ว ผู้เป็นพ่อเลยขอให้เขามาช่วยดูแลบริษัทอีกแรง ในระหว่างที่ยังอยู่ที่นี่เพื่อมาจัดการเรื่องหนี้แทนเขา
พอทานตะวันเดินเข้ามาในบริษัท ตาของเธอถึงกับต้องลุกวาวให้กับความใหญ่โตของบริษัทของเจ้าหนี้ของเธอ ทำไมมันอลังการขนาดนี้ ทุกอย่างดูแพง และหรูไปหมด ไม่เว้นแม้แต่พรมเช็ดเท้า คงจะหลายสตางค์เลย เธอได้แต่คิดในใจ พอเธอเข้ามาได้ไม่นาน ก็มีชายชุดดำคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เชิญทางนี้ครับ”
แล้วพาเธอขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นที่สูงสุด คงจะเป็นห้องของเขาคนนั้น พอมาถึงยังห้องๆหนึ่งที่มีขนาดใหญ่สุดในบริษัทนี้ ชายชุดดำคนนั้นก็ไม่พูดอะไร เดินจากไปทิ้งให้เธออยู่คนเดียว ทีนี้เธอควรทำยังไงต่อดี
ทานตะวันสูดหายใจเข้าลึกๆเต็มปอด แล้วใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตูห้องสองสามครั้งอย่างไม่ดังมาก
จากนั้นประตูห้องขนาดใหญ่ถูกปลดล็อดโดยไม่มีใครมาเปิดให้ด้วยซ้ำ มือบางจึงเลือกที่จะเปิดเข้าไป
ภายในห้องมีขนาดกว้างขวางมากกว่าที่เธอคิด ทุกอย่างในห้องนี้มีเพียบพร้อม นี่ที่ทำงานหรือคฤหาสน์กันแน่
“มาพบฉัน แต่งตัวแบบนี้? ” ยังไม่ทันที่ร่างบางจะสำรวจทุกอย่างภายในห้องเสร็จ เสียงเข้มก็ดังขึ้น
“ก็ฉันสบายใจที่จะแต่งแบบนี้ ทำไม? ” ร่างบางยกคิ้วข้างหนึ่งใส่ร่างสูงอย่างกวนๆ
“อย่ากวนให้มันมากนัก”
“ใครกวน? ไม่มี๋ ไม่มี” น้ำเสียงที่เธอเปล่งออกไปนั้น มันไม่เข้าหูมาเฟียหนุ่มเอาซะเลย
“ไม่งั้นเรื่องหนี้ของเธอ อาจจะทำให้ฉันเปลี่ยนใจก็ได้” มาเฟียหนุ่มพูดขึ้นมาอีกครั้งอย่างคนได้รับชัยชนะ
"....."
ทานตะวันพอได้ยินอย่างนั้น กลับเงียบกริบพูดอะไรไม่ออกเหมือนกับว่า ปากของเธอโดนแม่มดพ่อมดสาปไม่ให้พูดอย่างงั้นแหละ
“หยอกนิด หยอกหน่อยทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ แล้วที่ให้ฉันมาเจอวันนี้ ให้มาทำไม? ” เธออดไม่ได้ที่จะถามเหตุผล
“วันนี้ สิ่งที่เธอต้องทำก็คือ…”
“คือไร? ”
“ทำความสะอาดห้องน้ำให้ฉัน” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากหยักสวยแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“หะ???? ทำความสะอาดห้องน้ำ จะบ้าหรือไง? ให้ฉันมาพบคือให้มาทำความสะอาดห้องน้ำเนี่ยน่ะ" ฉันไม่เคยเข้าใจความคิดของไอ้คนตรงหน้านี้เลย คิดได้ยังไงให้ฉันมาทำความสะอาดห้องน้ำให้
"ทำไมไม่ให้แม่บ้านทำล่ะ หรือขี้เหนียวจนไม่กล้าจ้างแม่บ้าน? ” ฉันยกคิ้วข้างเดียวใส่เขาขณะพูดไปหนึ่งกรุบอย่างกวนๆ สงสัยจะขี้เหนียวมากสิน่ะ ถึงขนาดไม่จ้างให้คนมาทำความสะอาดให้
‘ไอ้คนขี้เหนียว’ ฉายาที่แต่งให้เยอะจริงๆ จนแทบจะใช้เรียกไม่หมด
“ก็แม่บ้านคือเธอไง จ้างทำไมในเมื่อฉันมีแล้ว และที่สำคัญจำคำพูดที่เคยพูดของตัวเองไว้ด้วย และอย่าเกี่ยงงาน ไม่งั้น…” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เสียงเธอก็แทรกขึ้น
“ก็ได้ๆ ห้องน้ำอยู่ไหน? ”
มาเฟียหนุ่มไม่พูดอะไร แต่นิ้วชี้เรียวยาวสวยชี้ไปยังห้องน้ำ
พอร่างบางรู้ว่าห้องน้ำอยู่ตรงนั้น ก็รีบขนย้ายตัวไปทำความสะอาดทันที
“หึ” มาเฟียหนุ่มหัวเราะในลำคอ รู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาดที่ได้แกล้งยัยลูกหนี้ตัวแสบคนนี้สำเร็จ...
