บทที่ 11 EP. 03|เล่ห์เหลี่ยมลวงหลอก (2/4)
“ขิงยังอยากใช้ชีวิตปกติอยู่นะพี่คิวเท”
ฉันพูดออกไปด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพี่เขาจะต้องทำแบบนี้ด้วย ในเมื่อพี่เขาก็รู้ว่าถ้าอยู่ใกล้ฉันมันจะเป็นยังไง แต่พี่เขาก็เลือกที่จะทำอยู่ดี
เหตุผลมีไม่มากหรอก ไม่ใช่เพราะพี่เขาแอบชอบฉันนะแต่เป็นเพราะว่า…
“แกล้งขิงแล้วสนุกดีออก” นั้นไงล่ะ พูดยังไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็ยอมรับออกมาแล้วว่าพี่เขามีความสุขกับการได้แกล้งฉันแค่ไหน
ยังจำได้ใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงโดนเบลเกลียดก็เพราะเรื่องนี้แหละ เบลชอบพี่คิวเทแต่พี่คิวเทกลับเอาแต่มาตัวติดกับฉันแกล้งฉันอยู่เรื่อย จนคนที่ทำงานเอ่ยปากแซวไม่เว้นแต่ละวัน พี่คิวเทแค่ใช้ฉันเป็นไม้กันหมามากกว่า
เพราะพี่เขาไม่ได้ชอบเบลพี่เขาบอกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้วเลยจัดการกันเบลออกห่างด้วยกันใช้ฉันเป็นเครื่องมือแทนเนี่ย นอกจากเบลจะเกลียดไม่ชอบหน้าฉันแล้วพวกคนอื่น ๆ ที่เล็งพี่แกก็พากันหมั่นไส้ฉันไปด้วย
พี่คิวเทแกหล่อนิสัยดีแถมยังรวยเพราะครอบครัวเป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลที่ฉันทำงานอยู่ ใครได้แกไปเอาง่าย ๆ ก็สบายเป็นคุณนายเลย แต่มันไม่ใช่กับฉันไง ฉันคิดกับแกเป็นเพียงแค่พี่ชายที่ชอบแกล้งน้องสาวอย่างฉันมากกว่า
ก็ดูแกทำสิ มีแต่หาเรื่องให้ฉันจะโดนคนเขาดักตบไม่เว้นแต่ละวันเลยแถมไอ้ที่ฉันพูดว่าหล่อนิสัยดีอันนั้นคือหมายถึงคนอื่นมองนะเพราะกับฉันแกเหมือนพี่ชายที่ชอบกวนประสาทมากกว่า ไม่เห็นจะนิสัยดีเหมือนที่พวกเพื่อนฉันเอาแต่พูดเลยสักนิด
แถมพวกมันก็เอาแต่บอกว่าอิจฉาที่พี่คิวเทเข้าใกล้และดูสนิทกับฉันมากกว่าคนอื่น ๆ อีก
แต่หารู้หรือไม่ว่าฉันโดนพี่แกแกล้งอะไรมาบ้าง T^T
“พูดอย่างกับพี่เป็นตัวซวยงั้นอะ”
“เพิ่งรู้ตัวเหรอคะ” พอพี่เขาพูดจบฉันก็รีบสวนทันควันโดยไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง
“ขิง!”
พอฉันพูดเรื่องจริงก็มาทำเสียงโมโหใส่เฉย ควรเป็นฉันมากกว่าที่จะต้องโมโหเนี่ยไอ้พี่บ้า
“…” ฉันเลยเลือกที่จะเงียบและนั่งกินแซนด์วิชต่อแทนการต่อล้อต่อเถียงกับคนด้านข้าง
“พี่ไม่อยู่แค่วันสองวันได้ข่าวมาว่าไปคุยกับผู้ชายคนอื่นมาเหรอเราอะ” ระหว่างที่ความเงียบกำลังปกคลุมก็เป็นพี่คิวเทที่พูดถึงเรื่องอื่นขึ้นมาซึ่งฉันรู้ดีเลยว่าพี่เขากำลังหมายถึงใคร อันนี้ไม่ใช่อาการหึงนะแต่เป็นอาการที่ไม้กันหมาอย่างฉันจะหลุดจากตำแหน่งอันสำคัญนี้ของเขาไปต่างหาก
เพราะงั้นเวลาที่มีผู้ชายหรือเพศตรงข้ามเข้ามาคุยทุกคนก็จะเตลิดกันออกไปซะก่อนเมื่อเจอสายตาของพี่คิวเทเข้า
นอกจากหน้าตาจะหล่อในสายตาของผู้หญิงแล้วแต่ในสายตาเพศเดียวกันกับพี่คิวเทพี่เขาเหมือนนักเลงที่อยู่ในชุดหมอหรือที่คนนิยมเรียกกันคือ ‘หมอเถื่อน’ มากกว่า
“ขิงจะคุยกับใครพี่คิวเทมีสิทธิ์อะไรมายุ่งด้วยล่ะ” กับคนอื่นฉันจะนอบน้อมและเป็นผู้ใหญ่มาก แต่กับพี่คิวเทฉันจะเหมือนเด็กที่เถียงคำไม่ตกฟากตลอด
“พี่ก็ไม่ได้จะว่าอะไรถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนที่ขิงเคยเสียน้ำตาให้จนเกือบจะฆ่าตัวตายเพราะมัน”
เมื่อพี่คิวเทพูดจบภาพเก่าในอดีตที่ฉันเคยคิดจะทำร้ายตัวเองก็ลอยกลับเข้ามา
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตของฉันตกต่ำที่สุดก็มีพี่คิวเทนี่แหละที่เป็นคนเรียกสติกลับมา โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่ต้องการให้โรงพยาบาลของเขามีวิญญาณเพิ่ม
“ขิงเคยบอกไปหลายรอบแล้วนะว่าเขาไม่ได้ทำให้ขิงเป็นแบบนั้นทุกอย่างมันเป็นเพราะขิงเองต่างหาก” ฉันพูดคำเดิมเป็นรอบที่ร้อย แต่พี่คิวเทก็เอาแต่เข้าใจว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ทำให้ฉันคิดจะฆ่าตัวตายอยู่นั่นแหละ
ตอนนั้นยอมรับว่าฉันเสียใจมากและก็คงบ้ามากพอกันที่คิดจะทำแบบนั้นเพื่อหนีปัญหา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณพี่คิวเทอยู่ดีที่ดันพูดเหมือนไม่แคร์ฉันออกมา
และมันก็ได้ผลพอให้ฉันรู้สึกตลกในใจ ว่าลูกชายของเจ้านายใหญ่ของฉันไม่ห่วงพนักงานเลยแต่กลับห่วงว่าโรงพยาบาลจะมีวิญญาณเพิ่มมากกว่าแทน
“งั้นก็อธิบายมาสิพี่ก็รอฟังเราพูดมาหลายปีแล้ว พี่จะได้เข้าใจและไม่โทษผู้ชายคนนั้นไง แต่เป็นเราเองไม่ใช่หรือไงที่ไม่ยอมเล่าออกมาสักที” ฉันถอนหายใจเสียงดังด้วยความอึดอัดและก็เงยหน้ามองผู้ชายหน้าดุด้านข้างของตัวเอง
“อย่าไปพูดถึงเลยดีกว่า เรื่องมันก็นานมาแล้วทั้งเขาและขิงตอนนี้ ก็ต่างมีชีวิตใหม่กันแล้วแค่นี้ก็คงน่าจะพอแล้วล่ะพี่คิวเท”
