บทที่ 12 EP. 03|เล่ห์เหลี่ยมลวงหลอก (3/4)
เรื่องของเขาและฉันเป็นเรื่องที่ฉันไม่สามารถเล่าหรือระบายกับใครได้เลย เพราะเรื่องนี้มันไม่ได้มีเพียงแค่ฉันที่ผิดมันมีมากกว่านั้นและอีกคนก็เป็นคนสำคัญสำหรับฉัน ฉันไม่อยากพูดไม่ดีถึงเขาให้คนนอกฟัง
“ขิงก็เป็นซะแบบนี้ พี่ก็จะคิดว่าหมอนั้นแหละที่ทำให้ขิงเป็นเด็กไม่ดีเหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าไม่อยากให้พี่โทษมันก็แค่เล่ามา”
ฉันส่ายหัวไปมาแทน คิดว่าฉันจะหลงกลเล่าให้ฟังหรือไงถ้าพูดแบบนี้
“งั้นก็เชิญพี่คิวเทคิดเองเออเองไปเถอะ อยากคิดไรก็คิดเพราะยังไงคนที่พี่พูดถึงก็ไม่ได้มีผลต่อจิตใจของขิงอยู่แล้ว”
ฉันลุกขึ้นบิดขี้เกียจเล็กน้อย จากนั้นก็จัดการเก็บขยะที่ตัวเองนำมาใส่ลงถุงให้เรียบร้อยและก็เดินมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าด้านหลัง เมื่อฉันรู้สึกว่าอิ่มและพร้อมทำงานต่อแล้ว
“ถ้างั้นทำไมถึงเข้าไปทักมันล่ะ”
ฉันหยุดเดินเมื่อพี่คิวเทพูดจบ และก็ใช้เวลาไม่นานที่ฉันจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและเดินออกไปโดยที่ไม่ได้หันกลับไปตอบโต้อะไรพี่เขาต่อ
“…”
“ก็เพราะว่าขิงยังรู้สึกกับมันอยู่ไง” และนี่ก็เป็นคำพูดสุดท้ายที่ฉันได้ยินจากพี่คิวเท ก่อนที่ประตูจะปิดลง
เพราะฉันยังรู้สึกอยู่ ถึงได้เข้าไปทักเขางั้นเหรอ...
ขนาดตัวฉันเองก็ยังไม่สามารถตอบตัวเองได้เลย ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่นะถึงได้คิดว่าเขาจะพูดคุยกับฉันเป็นปกติ ถ้าเทียบกับสิ่งที่ฉันเคยทำมาในอดีตอะไรที่ทำให้ฉันคิดว่าเขาอาจจะไม่เกลียดฉันแล้ว
คำตอบคืออะไรฉันยังตอบตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ช่วงหัวค่ำ
ต้นซอยของทางเข้าไปในคอนโด
“เมื่อไหร่คนพวกนั้นจะทำอะไรสักอย่างกับซอยนี้และช่วยเหลือพวกยายสักทีนะ”
ฉันบ่นกับตัวเองด้วยใจที่รู้สึกแย่กับสังคมที่กำลังเป็นอยู่
สังคมตอนนี้มันแย่ถึงขนาดคนแก่ยังต้องออกมานั่งเปิดแผงขายของตั้งแต่เช้ายันดึกในซอยเปลี่ยวที่เข้าไม่ถึงผู้คนและไม่มีลูกค้าเลยสักราย มีเพียงแค่ฉันและไม่กี่คนในละแวกนี้ที่รู้จักและมักจะแวะมาอุดหนุนพวกยายด้วยความสงสาร
ฉันเพิ่งมารู้เรื่องนี้ได้ไม่นานหรอกจากป้าที่ดูแลคอนโดที่ฉันอยู่ แกคงเห็นว่าฉันออกไปจ่ายตลาดบ่อยก็เลยแนะนำอีกสถานที่ให้ฉันลองไปอุดหนุนดู พอฉันไปถึงก็รู้สึกหดหู่มาก
ก็นั้นแหละถ้ามีเวลาฉันก็มักจะไปเหมาของพวกยาย ๆ ตลอดเหมือนอย่างวันนี้ที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไป ตอนนี้ฉันอยู่อีกซอยซึ่งการจะไปซอยดังกล่าวจะต้องผ่านซอยเปลี่ยวที่ไฟติด ๆ ดับมาสักซอยสองซอยถึงจะเจอพวกยายมาตั้งแผงขายของกัน
“แย่อะไรแบบนี้”
ฉันพูดออกมาด้วยเสียงหงุดหงิดเมื่อไฟดวงเดียวของทางเข้ามันเกิดดับลง จนฉันต้องล้วงมือเข้าไปหามือถือก่อนจะหยิบออกมาเพื่อเปิดไฟฉายนำทางไปต่อ
ฉันไม่ได้รู้สึกแย่ที่ตัวเองจะต้องมาลำบากเดินไปในทางที่สกปรกและมืดแบบนี้ แต่ฉันรู้สึกแย่ที่คนพวกนั้นไม่ลงมาดูแลเลยต่างหากเป็นอะไรที่ฉันเจ็บใจมากที่สุด
เพราะไม่ว่าทางมันจะสกปรกหรือลำบากแค่ไหนคนที่ลำบากกว่าเราเขาก็ยังรออยู่ด้านใน กับแค่การเดินเข้าไปฉันไม่รู้สึกลำบากเลยถ้าจุดหมายมันจะจบลงด้วยการทำให้คนด้านในมีเงินซื้อข้าวกิน
ฉันเคยคิดจะให้เงินไว้และไม่รับของแต่พวกยายไม่ยอมทำให้ฉันต้องซื้อแทนการให้เงินเพราะยายมักจะพูดว่าอยากทำเหมือนกับพวกเขาเป็นขอทานเลย เขายังมีมือมีเท้าที่สามารถทำมาหากินได้อยู่แค่การที่ฉันมาอุดหนุนพวกแกตลอดแค่นี้พวกแกก็ดีใจแล้ว
ก็นั้นแหละเลยทำให้ฉันเลือกที่จะซื้อของแทนการให้เงินเฉย ๆ
“กรี๊ด!”
ฉันร้องตกใจออกมาเมื่อรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเหยียบอะไรที่นุ่ม ๆ เข้าให้ อย่างที่บอกมันมืดมาก ไฟฉายของมือถือฉันก็ไม่ได้สว่างขนาดนั้นอีกอย่างฉันก็เดินไวมองไวไม่ได้ดูให้ละเอียดดีเท่าไหร่ว่ามีอะไรขว้างทางอยู่ไหม
“ตายแล้ว!”ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อลองฉายไฟไปตรงที่ฉันเหยียบเมื่อกี้กลับเป็นมือของคนและลองฉายไปตามที่มือยื่นออกมาก็เห็นว่ามีผู้ชายร่างใหญ่นั่งก้มหน้าอยู่อีกซอย โดยมีแขนยื่นออกมาตรงทางเดินด้านนอกซอย
ถึงว่าทำไมฉันมองไม่เห็นก็เพราะว่ามีคนนั่งแอบอยู่นี้เองอีกอย่างกำแพงก็สูงด้วยเพราะงั้นฉันก็เลยไม่ได้สังเกตทางด้านข้างมากกว่าทางด้านหน้าที่ฉันจะต้องเดินไปไงล่ะ
“คุณคะ คุณ” ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นพยาบาลก็ไม่รีรอที่จะรีบเข้าไปช่วยคนบาดเจ็บที่นั่งสัปหงกอยู่ในที่มืดคนเดียว
