บทที่ 3 EP. 01|เล่ห์เหลี่ยมลวงหลอก (2/4)
**โรงพยาบาล **X
“วันนี้มาไวจังเลยนะคะพี่หมอน้ำขิง” ระหว่างที่ฉันกำลังจะก้าวขาเข้าตึกหอพักเสียงของเด็กวัยรุ่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“พี่บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกพี่ว่าหมอ” ฉันเอ่ยตักเตือนเด็กตรงหน้าไปเพราะถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้าคงไม่ชอบใจมากนัก เพราะฉันไม่ได้เป็นหมอแต่เป็นนางพยาบาลต่างหาก
“โอเคค่า แมวก็แค่แกล้งหยอกพี่น้ำขิงไปงั้นแหละไม่เห็นต้องทำหน้าดุใส่แมวเลย”ฉันได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อเด็กตรงหน้าดันทำอะไรที่มันเกินอายุเธอไปแล้ว
แมวเป็นเด็กวัยรุ่นที่เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านและดูแลหอพักรวมที่ฉันพักอยู่ เธออายุยังน้อยบ้างทีเด็กที่อายุเท่าเธออาจจะกำลังเรียนกันอยู่เลยมั้ง แต่เธอไม่ได้มีโอกาสเหมือนเด็กพวกนั้นเลยทำให้เธอต้องมาทำงานแทนการเรียน
อันที่จริงเธอเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานเองเพราะป้าคนเก่าล้มป่วยซึ่งป้าคนนั้นก็คือแม่ของเธอนั้นเอง เมื่อเสาหลักของครอบครัวล้มลงทำให้เด็กคนนี้ต้องออกมาทำงานหาเงินเพื่อค่ารักษาของแม่แทน
ดีนะที่แม่ของเธอทำงานมานานจนเจ้าของโรงพยาบาลเห็นใจและรับแม่ของเธอเข้ารับการรักษา อันที่จริงจะส่งแมวเรียนด้วยแต่เธอไม่ยอม เธอพูดอย่างแน่วแน่ว่าจะของทำงานใช้หนี้แทนเมื่อแม่เธอหายเมื่อไหร่เธอก็จะกลับไปเรียนต่อตามความฝันของเธอ
ฉันที่ได้รับรู้เรื่องราวของเธอมาก็เลยรู้สึกเข้าใจและถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ฉันก็จะเป็นคนติวและสอนเกี่ยวกับการเรียนที่ฉันพอจำได้ให้เธอเอง
ก็เลยทำให้เราสองคนสนิทเหมือนดั่งพี่น้องกัน
“โตแล้วนะเราอะ ยังทำตัวเป็นเด็กอีก พี่ไปก่อนนะ เจอกันจ้ะ” ว่าจบฉันก็เดินเข้ามากดลิฟต์เพื่อจะไปยังชั้นที่ตัวเองอยู่ หอพักแห่งนี้เป็นแบบรวมชายหญิงและไม่ได้แยกด้วยว่าเข้าได้พักเฉพาะคนเป็นหมอหรือพยาบาลเท่านั้น หอพักนี้สามารถพักได้ทั้งสองสายงานเลย
ทำให้หอพักแห่งนี้มีทั้งหมอและนางพยาบาลคนอื่น ๆ ปะปนกันหมด มันก็ดีนะเพราะมันทำให้เราไม่เหงาดี บางทีฉันเองก็มีเพื่อนหรือรุ่นพี่เป็นหมอเหมือนกันก็เลยทำให้สามารถเดินไปหาปรึกษาหรือพูดคุยกันได้ตลอด
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะนิสัยดีกันหมดนะ โดยเฉพาะข้างห้องของฉันที่มักจะทำอะไรไม่เกรงใจคนอื่นอยู่เสมอเพราะเธอเป็นญาติห่าง ๆ ของเจ้าของโรงพยาบาลทำให้หลายคนไม่กล้าว่าอะไรเธอกันสักเท่าไหร่
“อื้อ~” เหมือนอย่างตอนนี้ที่ฉันก็คงต้องทำใจให้ชินกับสถานการณ์ที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ เสียงร้องนี้แค่ฟังก็รู้แล้วว่าภายในห้องคงจะเร่าร้อนกันน่าดู
“แต่เช้าเลยเหรอ ?” ฉันพูดกับตัวเองเสียงเบาด้วยความไม่เข้าใจพร้อมกับปิดประตูห้องลง ฉันไม่เข้าใจว่าไอ้กิจกรรมอย่างว่านี่เขาทำกันแต่เช้าขนาดนี้เลยเหรอ ให้ตายเถอะ
“อย่าทำแรงสิคะ เบลอาย กลัวคนข้างห้องได้ยิน~”
ฉันพยักหน้าพร้อมกับเม้มปากเมื่อเจอประโยคเดิมซ้ำ ๆ คนที่อยู่ข้างห้องฉันเธอชื่อเบล เป็นหมอประจำโรงพยาบาลและก็ไม่ค่อยถูกกับฉันสักเท่าไหร่ เพราะเรื่องอะไรนั้นเอาเป็นว่าทุกคนรอดูกันเอาเองดีกว่า
ส่วนไอ้ประโยคที่ว่าเธอพูดมาแล้วหลายรอบฉันได้ยินจนเอือมระอาแล้ว เธอพูดกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้าไม่พอ แต่เธอไม่เคยคิดที่จะทำตามที่ตัวเองบอกเลยคือความอาย เพราะเธอมักจะร้องเสียงดังตลอดไม่ได้มีเสียงส่วนไหนบอกเลยว่าเธอกำลังอายอยู่จริง
หลายนาทีผ่านไป
ใช้เวลาหลายนาทีเลยกว่าเสียงบ้านั้นจะเงียบลง ฉันเลยใช้โอกาสนี้ในการที่จะงีบต่อเพราะเหลือเวลาไม่เท่าไหร่แล้วในการพักผ่อนของฉัน ถ้าไม่มีเสียงบ้าบอนี้ฉันก็คงพักได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะ
**ติ๊ง ๆๆๆๆ **!!!
เสียงโทรศัพท์ของห้องดังขึ้นทำให้ฉันรีบเด้งตัวสะดุ้งตื่นวิ่งไปรับสายด้วยความเคยชิน หลังจากที่เพิ่งจะหลับไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องปกติของหมอและพยาบาลอยู่แล้วที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
“ด่วนขิง!” เพียงแค่ไม่กี่คำของรุ่นพี่พยาบาลก็ทำให้ฉันตื่นเต็มตา
“ค่ะพี่”
ฉันรีบวางสายดังกล่าวไปและจัดการกับเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองโดยไม่ลืมที่จะแปรงฟันและอาบน้ำดั่งคำว่าวิ่งผ่านน้ำ มันก็เกิดขึ้นจริงเมื่อถึงช่วงเวลาแบบนี้แหละ
ใช้เวลาไม่นานฉันก็อยู่ในชุดทำงานเต็มรูปแบบพร้อมออกไปรบแล้ว
ภายในโรงพยาบาล
ตกเย็น
“เหนื่อยหน่อยนะขิง”
หลังจากออกมาจากห้องผ่าตัดที่ใช้เวลานานหลายชั่วโมงรุ่นพี่พยาบาลก็พูดให้กำลังใจฉันเหมือนว่าให้สู้ ๆ นะ
“ขอบคุณนะคะพี่ ขิงเป็นภาระตลอดเลย”
