บทที่ 11 บทที่ 9

บทที่ 9

บรรยากาศภายในห้องทำงานของชนัญชิดาอึดอัด แม้แต่เครื่องปรับอากาศเจ้าของห้องก็ไม่คิดจะเปิดไว้ให้กับแขกที่มาเยี่ยมเยียนเธอ ฉัตรฉายจะพูดคำนี้ได้ไหม แต่เขาไม่ได้มาเยี่ยมเขาตั้งใจมาปรับความเข้าใจ!

“อ้าวคุณฉาย อยู่ที่นี่เองหรือคะ แล้วนี่ไม่ร้อนหรือคะ ตายแล้วแม่บ้านคงลืมเปิดแอร์ให้ สักครู่นะคะ”

ฉัตรฉายเพียงแค่พยักหน้าให้กับเลขาส่วนตัวของชนัญชิดาเท่านั้น

เลขาของชนัญชิดาเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างสูงของฉัตรฉายยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นอาณาจักรตั้งลิ้มสกุลได้ทั้งหมด

“ไม่เป็นไรครับ”

ฉัตรฉายตอบไปแบบนั้นแต่เขาถอดเสื้อสูทพาดไว้บนราวข้างกันกับเสื้อสูทสีเทาเข้มตัวเล็กนั่น แม่บ้านไม่ได้ลืมเปิด แต่เจ้าของห้องเอารีโมตเครื่องปรับอากาศเก็บไว้ในลิ้นชัก!

มุมปากของฉัตรฉายโค้งขึ้น ปลายนิ้วชี้เคาะอยู่บนท่อนแขนแกร่งของตัวเอง ส่วนสายตาก็จับจ้องไปยังเบื้องล่างของอาคารที่เขากำลังยืนอยู่ผ่านกำแพงกระจกเทมเปอร์ที่สูงชิดติดเพดาน

รถฟอร์คลิฟต์ที่ขับร่อนไปมาทั่วทั้งคลังสินค้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ท้ายตู้คอนเทนเนอร์ที่รถหัวลากเพิ่งขับเข้ามาจอดเพื่อเตรียมลงสินค้าในตู้นั้น โดยมีพนักงานคลังฝ่ายเช็กสินค้าเข้ามาตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ

ก่อนพนักงานชายคนหนึ่งจะปีนขึ้นไปตัดซีลล็อกตู้คอนเทนเนอร์และกระโดดลงมายืนข้างกันกับรถยกคันเล็กนั่น

หญิงสาวในชุดหมีทะมัดทะแมง สวมหมวกนิรภัยสีส้มเข้ม และเธอเป็นคนบังคับพวงมาลัยเครื่องทุ่นแรงคันเล็กนั่น

พวกพนักงานในคลังสินค้ายืนคุมเชิงอยู่ด้านหน้าพาเลตไม้ที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ตู้ใหญ่

“อันตรายจะตายไป…”

“คุณหินฝึกงานอยู่สามวันแล้วค่ะ เธอเก่งและทำได้ทุกอย่าง”

ใช่…ชนัญชิดาเก่งแต่เขาก็ไม่คิดว่าเธอจะทำทุกอย่างแบบที่พนักงานผู้ชายในคลังสินค้าทำกัน!

การบังคับรถฟอร์คลิฟต์ตักยกพาเลตสินค้าซึ่งคือสุขภัณฑ์ที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ ฉัตรฉายมองว่าไม่เข้าเรื่อง!

“คุณหมูไปเชิญเจ้านายคุณขึ้นมาคุยกันดี ๆ เถอะครับ เป็นสิบครั้งที่คุณปฏิเสธผมนะ ไปบอกลูกหินด้วย ถ้าภายในสิบนาทีไม่ขึ้นมาคุยกัน ผมจะลงไปตามข้างล่างด้วยตัวเอง”

เสียงของฉัตรฉายเข้มขึ้นตามแรงอารมณ์ เขาคิดว่าตัวเองก็อดทนกับนิสัยเด็ก ๆ ของชนัญชิดามาพอสมควรแล้ว ไม่ให้เข้าพบเขาก็ไม่ตื๊อ ไม่รับโทรศัพท์เขาก็ส่งข้อความไปแทน

แต่นี่เธอเล่นใหญ่เกินไป ประชด…ประชดด้วยวิธีแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!

“ได้ค่ะ หมูจะรีบไปตามคุณหินให้เลย”

อยากโกรธ อยากโมโห อยากประชดประชันเขาไม่เคยว่า ปล่อยใจตามสบายและใจเย็นอย่างที่สุด

แต่ถ้าเอาชีวิตตัวเองมาประชดเขาแบบนี้ไม่เห็นด้วย เกิดมันผิดพลาดและเป็นอันตราย ที่ตรงนั้นไม่มีใครรับผิดชอบได้สักคนเดียว!

ร่างผอมบางของเลขาส่วนตัวคือ ‘พี่หมู’ วิ่งหน้าตั้งโบกไม้โบกมือจนคนที่กำลังตักพาเลตเพื่อจะเอามันลงจากตู้คอนเทนเนอร์ชะงักไป

ชนัญชิดาคิดว่ามีเรื่องด่วนมากแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นคนเนี้ยบ ๆ อย่างพี่หมูมีหรือจะวิ่งจนกระโปรงปลิวแบบนี้

“คะ คุณหินคะ คุณหิน”

ตึง! ในจังหวะที่ชนัญชิดาเอียงหน้าหันไป แน่นอนว่าคันเร่งที่กดค้างของรถทุ่นแรงคันเล็กต้องเบาไปด้วย และเสียงตึงเมื่อสักครู่คือหน้าต่างกระจกบานหนึ่งจากห้องทำงานของเธอ

“มีอะไรพี่หมู” ชนัญชิดาเห็นแล้ว เห็นแล้วว่าใครเปิดหน้าต่างห้องทำงานเธอกระแทกแบบนั้น ถ้ากระจกมันแตกขึ้นมาก็ขอให้มันกระเด็นใส่ตาให้บอดไปเลยแล้วกัน

“คุณฉายให้พี่มาตามคุณหินด่วนเลยค่ะ คุณฉายรอคุณหินอยู่นานมากแล้วค่ะ” หมูรีบรายงานด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย

ชนัญชิดาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเหลือบสายตามองไปด้านบนชั้นสามของอาคารฝั่งออฟฟิศ มุมปากของชนัญชิดายกขึ้นอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นหน้าตาถมึงทึงโกรธของฉัตรฉายที่หน้าต่างกระจกบานนั้น

เลขาอย่างหมูไม่อยากจะเป็นโล่ปะทะให้เจ้านายนักหรอก แต่เจ้านายสั่งก็ต้องทำ ทุกครั้งก็หวั่น ๆ คุณฉายอยู่เหมือนกัน

หมูก็ไม่ได้อยากจะตกงานหรอกนะ ครั้งนี้คุณฉายน่าจะโกรธมากทีเดียว

ข่าวคาว ๆ ของฉัตรฉายและเพื่อนสนิทของเจ้านายก็หลุดออกมาหลายข่าวเหลือเกิน ร้ายแรงสุดก็น่าจะเป็นเรื่องหนีกันไปแต่งงานกัน แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมไม่มีการแต่งงานของคุณฉายกับผู้หญิงที่ชื่อนีรนาทเล่า!

คนที่ได้ข่าวก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คุณฉายไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น เพราะที่ผ่านมาฝั่งผู้ชายก็ไม่มีใคร ถ้าจะมีก็คงมีไปนานแล้ว…

หรือมีแต่เจ้านายเธอไม่สนก็ไม่รู้ แต่พอมาเป็นนีรนาทเพื่อนสนิทก็ทนไม่ได้ขึ้นมากันนะ

“ไปบอกเขาว่าหินจะขึ้นไปอีกครึ่งชั่วโมง”

การที่เจ้านายเธอโกรธเคืองถึงขั้นไม่มองหน้ากัน เรื่องโดนเพื่อนตีท้ายครัวก็น่าจะจริงครึ่งหนึ่งแล้ว และถ้าตอนนี้คุณฉายกำลังง้ออยู่ เลขาอย่างหมูควรจะช่วยดีไหมนะ บรรยากาศจะได้ไม่อึมครึมแบบนี้

“คุณหินครับเดี๋ยวทางนี้พวกผมทำต่อเองครับ พรุ่งนี้ค่อยมาเรียนกันใหม่นะครับ”

“รีบไปเถอะค่ะคุณหิน กะนี้อีกชั่วโมงก็เลิกงานแล้วถ้าตักงานไม่เสร็จเขาจะต้องโอทีต่อนะคะ พนักงานมีลูกเล็ก ๆ ต้องรีบกลับบ้านกันทั้งนั้น”

พี่หมูเร่งเร้าให้เธอกลับไปคุยกับฉัตรฉายโดยเอาเรื่องเวลาของพนักงานในคลังมาอ้าง แล้วชนัญชิดาจะทำอะไรได้ เธอยอมลงมาจากรถฟอร์คลิฟต์ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าตัวอาคารไป

คนที่ยืนมองอยู่บนชั้นสามของอาคารถึงได้ยอมปิดหน้าต่างกระจกนั้น และเพียงไม่กี่นาทีประตูห้องทำงานก็เปิดออกพร้อมกับร่างอวบอิ่มในชุดรัดกุมที่เหงื่อไหลโทรมกาย

หญิงสาวไม่เอ่ยทักทายชายหนุ่ม เธอเดินผ่านโซฟากลางห้องทำงานและไปเปิดลิ้นชักหยิบรีโมตเครื่องปรับอากาศมาเปิดทำงาน

ฉัตรฉายมองตามโดยไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินไปเปิดตู้เย็นตู้เล็กมุมซ้ายสุดของห้องทำงาน หยิบขวดน้ำดื่มก่อนจะเปิดฝาปักหลอดลงไปและเอามาวางไว้บนโต๊ะ

ชนัญชิดาหมุนตัวกลับมาทั้งที่มือกำลังใช้ทิชูเปียกเช็ดมือทำความสะอาดอยู่

เธอมองขวดน้ำนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ฉัตรฉายลากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานก่อนจะนั่งลง

“เรามาคุยกันอย่างคนที่โตแล้วกันเถอะ” ชนัญชิดาเลิกคิ้วขึ้นมองเขา ก่อนจะเขวี้ยงทิชชูเปียกในมือทิ้งลงถังขยะด้านข้าง

“อย่าใช้คำว่าเราเลยค่ะพี่ฉาย พูดแล้วมันไม่กระดากปากบ้างเหรอ?” ถ้าบอกว่าชนัญชิดาเป็นคนกวนประสาทคนเก่ง แน่นอนว่าเธอเป็นแบบนั้น

“เมื่อไหร่เธอจะหายโกรธ นี่ก็เป็นอาทิตย์แล้ว ทำแบบนี้คนอื่นที่ทำงานกับเราเขาทำตัวลำบาก”

“งั้นพี่ก็ลาออกไปซะสิ หินไม่อยากเห็นหน้าพี่อีก” เธอหยิบขวดน้ำและปิดฝาก่อนจะโยนมันลงถังขยะตามทิชชูที่ใช้แล้วทิ้งไป

เธอไม่มีอารมณ์จะดื่มน้ำที่เขาเปิดให้!

“เธอก็เห็นแล้วนี่ แค่เธอบอกว่าพี่พักร้อนเก้าอี้ก็สะเทือนแล้ว”

ชนัญชิดามองคนที่นั่งเก้าอี้อยู่ตรงหน้า หญิงสาวกำมือแน่นมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

“พี่เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อ้อ…หรือว่าสันดานมันติดกันได้ แต่ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่เนอะ” ฉัตรฉายสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ โกรธไหมแน่นอนว่าโกรธ แต่ก็สมควรที่จะโดนชนัญชิดาดูถูกกันแบบนี้

“คำพูดของเธอบอกตัวตนได้เป็นอย่างดี จะพูดอะไรคิดถึงตัวเองไว้บ้างหิน”

เจ็บแสบไปถึงทรวง! เขากำลังบอกว่าคำพูดของเธอส่อนิสัย!

คำพูดของฉัตรฉายเหมือนกับน้ำเกลือข้น ๆ ที่สาดลงมาบนบาดแผลเธอให้ช้ำเลือดช้ำหนอง

“แล้วพี่ทำอะไร เคยคิดไหมว่าคนอื่นจะมองพี่ยังไง”

ถ้าฉัตรฉายยียวนมา เธอก็จะทำแบบนั้น ตอนนี้ชนัญชิดาเหมือนกับเด็กหญิงในวันวานที่ไม่พอใจอะไรเขาก็หลบหน้าหลบตา

แต่ที่พัฒนากว่านั้นคือทั้งหลบหน้าหลบตาและประชดประชันในคราเดียว!

“เธอกำลังนอกเรื่อง” เมื่อเห็นขอบตาของชนัญชิดาแดงก่ำ แม้จะแค่ครู่เดียวแต่นั่นก็หมายถึงว่าเธอกำลังเสียใจ เสียใจเพราะเขาอีกแล้ว

“อ้าว? พี่อยากมาคุยเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ? พี่ฉายนี่หินกำลังพูดในเรื่องงานของเรา ไม่มีนอกเรื่องเลยสักนิด” ชนัญชิดาตอบออกไปก่อนจะนั่งลงเผชิญหน้ากับฉัตรฉาย

“เธอจะบีบพี่ให้ลาออก?”

“พี่จะเอาเท่าไหร่แลกกับเก้าอี้ของพี่ พี่จะเอาเท่าไหร่ที่จะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับกิจการหินอีก”

เจ้าสัวสุรชัยยกตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้กับฉัตรฉาย นั่นทำให้เขามีตำแหน่งเท่ากับเธอ

ที่จริงเก้าอี้หัวโต๊ะห้องประชุมมันควรจะต้องถูกแบ่งครึ่งคือฉัตรฉายและเธอนั่งด้วยกัน

แต่ฉัตรฉายก็ยกให้เธอนั่ง ไม่ว่าอะไรเขาซัปพอร์ตเธอห่าง ๆ ทุกอย่างให้เธอจัดการ แต่ตอนนี้เขากำลังกลืนน้ำลายตัวเอง!

“พูดเหมือนที่ผ่านมาพี่ไม่ทำงาน พี่ก็ทำงานเหมือนลูกจ้างคนหนึ่งนะหิน” แน่นอนว่าเรื่องทำงานฉัตรฉายทำได้ดีเลยแหละ! ตอนที่เธอไปเรียนต่อเขาก็วิ่งวุ่นดูแลสองกิจการคนเดียว!

“อย่านอกเรื่อง จะเอาเท่าไหร่ที่พี่จะลาออกไป” ชนัญชิดาบอกความต้องการโดยที่เธอหยิบสมุดเช็คในลิ้นชักขึ้นมาเปิด

หญิงสาวไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ใครจะเป็นคนของใครตอนนี้ก็ช่าง ขอเพียงฉัตรฉายออกไปจากบริษัทเธอก็พอ

“งั้นเธอก็คืนกิจการพ่อพี่มาสิ พี่มีเงินซื้อเธอขายไหมล่ะ? ถ้าเธอยอมขายพี่ก็จะลาออกจากที่นี่”

ฉัตรฉายพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่หือไม่อือว่าโกรธเคืองหรือรู้สึกอย่างใด พูดเหมือนมันเป็นเรื่องไม่น่าตื่นเต้นตรงไหน ไม่ว่าจะขายหรือไม่ขายก็ไม่เดือดร้อน!

สำหรับฉัตรฉายก็วัดใจกันไปเลย เขาเชื่อหมดใจอยู่แล้วว่าชนัญชิดาไม่มีทางยอมคืนโรงโม่มาให้เขาหรอก บิดาบอกเขาทุกอย่างหมดแล้ว ชนัญชิดาไม่ได้พูดเรื่องนี้กับท่าน

และที่เธอทำแบบนี้เพื่อต้องการบีบให้เขาเลิกยุ่งกับนีรนาท

บาดแผลที่เขาและนีรนาททำทิ้งไว้ แน่นอนว่ามันไม่อาจทำให้ชนัญชิดาไว้ใจใครได้อีก เธอต้องกอดสิ่งนั้นเอาไว้แน่นเพราะเธอจะแพ้นีรนาทไม่ได้

แต่ทันทีที่ชนัญชิดาได้ยินฉัตรฉายพูดประโยคนี้ออกมา หัวใจของเธอเหมือนว่าจะปริแตกอีกครั้ง

ฉัตรฉายไม่ได้แต่งงานกับนีรนาทแล้ว แน่นอนว่าเขาคงไปรู้เช่นเห็นชาติผู้หญิงคนนั้นถึงได้วิ่งกลับมาหาเธอ

การกลับมาของฉัตรฉาย เขาไม่ได้กลับมาอย่างคนที่จนตรอกไม่มีทางไป เพราะการที่เขาคลุกคลีวงการนี้มากับเธอ แน่นอนว่าเขาเป็นผู้ชายที่มากพร้อมด้วยอายุ วุฒิภาวะ มีคนนับหน้าถือตา

การที่เธอจะทำอะไรต้องคิดให้ดี แบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่เช่นนั้นไม่ว่าอะไรเธอก็คงไม่เหลือ!

ชนัญชิดาคิดง่าย ๆ ว่าจะขายโรงโม่กิจการของเขาซึ่งมันเป็นของเธอ เพราะพ่อยกให้เธอแล้วทั้งหมดทุกอย่าง

แต่ในทางธุรกิจ! มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น! เพราะมันหมายถึงความเสียหายที่ตั้งลิ้มสกุลจะต้องแบ่งรับแบ่งสู้ด้วย!

เมื่อผลประโยชน์ที่เคยได้รับและมีแววว่าจะต้องได้รับถูกตัดออกไป แล้วใครหน้าไหนมันจะยอม!

ดูได้จากการประชุมช่วงสายที่ผ่านมาสิ!

“พี่มาที่นี่เพราะต้องการแค่นี้ใช่ไหม? ต้องการของที่เป็นของพี่คืน?” ชนัญชิดาแพ้เหรอ ไม่หรอกเธอไม่ยอมแพ้แน่นอน

และระหว่างที่เราจ้องตากันโทรศัพท์มือถือชนัญชิดาก็ดังขึ้น เธอสูดน้ำมูกก่อนจะมองไปยังสายเรียกเข้าที่โทร. เข้ามา เราทั้งคู่ต่างเห็นเธอบันทึกเบอร์เป็นภาษาไทย ‘คุณทัพ’

ชนัญชิดาเลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับและมองหน้าฉัตรฉายไปด้วย เธอไม่ได้ตั้งใจจะมอง แต่เขามองเธออยู่ก่อนแล้ว

“ค่ะคุณทัพ”

“อืม…สองทุ่มเหรอคะ ได้ค่ะแล้วพบกัน”

ชนัญชิดาตอบรับนัดไปก่อนจะเบนสายตามองไปด้านหลังฉัตรฉาย เธอหวังให้เขาลุกขึ้นออกไปจากตรงนี้ในตอนที่เธอน้ำตาจะไหลอยู่รอมร่อ!

“ที่เธอถามว่าพี่มาเพราะต้องการของของพี่คืนใช่ไหม ขอตอบตรงนี้เลยว่าใช่!”

“...”

“หลังจากนี้ไม่ว่าใครจะเอาอะไรของพี่ไป พี่จะเอาคืนไม่ยอมให้ใครเอาไปได้! รวมทั้งตัวเธอด้วย!”


ทางลงของพี่ฉายมีค่ะ เดินลงกระทะทองแดงไปเลย

เวลคัมมมมมม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป