บทที่ 7 บทที่ 6 เดินทางไปวันสำคัญ
บทที่ 6 เดินทางไปวันสำคัญ
ตั้งแต่วันที่ทะเลาะกับจิณะและเขาหุนหันพลันแล่นขับรถออกไปจากฟาร์มโดยไม่ร่ำลาเธอสักคำ ธัญวรินทร์กับจิณะก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก หญิงสาวไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เพราะมารดาของเธออยู่กรุงเทพฯ กับมารดาของเขา ไม่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะทำอะไรต่อไป ธัญวรินทร์นอนหลับไม่สนิทสักคืน เพราะชนักที่ติดหลังอยู่
หลาย ๆ ครั้งที่อยากจะโทรศัพท์ไปปรับความเข้าใจอย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวง แต่คำพูดที่จิณะทิ้งเอาไว้ครั้งสุดท้ายมันก็เหมือนหอกแหลมที่แทงคาบนหัวใจของเธอ และนั่นมันก็ทำให้ทำใจกดโทร. ออกไปไม่ลง
“คุณวีมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ ช่วงนี้ดูทานข้าวน้อย ๆ” เสียงของคีรติ หรือ หมอคีย์ สัตวแพทย์ประจำฟาร์มฉุดเธอออกจากภวังค์
“ไม่นี่คะ” ทั้งที่รู้ตัวว่ากินน้อยอย่างที่คีรติพูด แต่ธัญวรินทร์ไม่คิดว่านี่เป็นความเครียดที่สะสมจากการที่เธอทะเลาะกับจิณะในคราวก่อน
“อย่าหาว่าผมละลาบละล้วงเลยนะครับ แต่ถ้าคุณวีมีอะไรไม่สบายใจคุยกับผมได้นะ” ธัญวรินทร์ได้ยินแล้วก็ได้แต่ยิ้มอ่อน เธอก้มหน้าจัดการอาหารในจานต่อไป
ระหว่างนั้นก็มีคนงานมากมายเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเองจึงทำให้คลี่คลายสถานการณ์อึดอัดตรงหน้าไปได้ ทั้งเธอและคีรติต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง
ธัญวรินทร์เป็นเจ้าของฟาร์มที่ไม่ได้ถือยศถืออย่าง คนงานทำอะไรเธอก็ทำแบบนั้น คนงานกินอะไรก็กินด้วยกัน เธอชอบมาทานข้าวที่โรงเลี้ยงอาหารของพนักงานที่สุด
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ค่ะ อากาศมันร้อนเลยทานข้าวไม่ค่อยลง” ในเมื่อธัญวรินทร์ยืนยันเช่นนั้นก็ตามนั้น
คีรติไม่คิดจะซักไซ้อะไรต่อ ก่อนจะทำทีเป็นสนใจข้าวในจานตัวเองต่อเช่นกัน จนคนงานในโรงเลี้ยงอาหารบางตาลง เขาจึงเอ่ยปากถามในเรื่องที่อยากรู้เพราะเพิ่งทราบมา
“อาทิตย์หน้าคุณวีจะขึ้นกรุงเทพฯ เหรอครับ?” ธัญวรินทร์ค่อนข้างแปลกใจที่คีรติหมอหนุ่มมาถามเรื่องที่เธอเพิ่งบอกผู้ช่วยส่วนตัวไปเมื่อเช้า และนอกจากมารดาที่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่น่าจะมีใครรู้เรื่องอีก
“คือ…พอดีผมเดินผ่านแล้วได้ยินคุณวีคุยกับคุณผู้ช่วย” คีรติรู้ว่าการแอบฟังเป็นเรื่องไม่ดี แต่ถ้าไม่ถามเลยก็ไม่สบายใจอีก หมอหนุ่มเป็นพวกซื่อสัตย์กับตัวเอง
“เอ่อ พอดีว่าผมจะขอติดรถคุณวีไปกรุงเทพฯ ด้วยนะครับ ผมว่าจะไปหาพี่สาว”
ธัญวรินทร์ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจคีรติแล้ว เธอจึงยิ้มก่อนจะรวบช้อนในมือ ถ้าเรื่องติดรถไปกรุงเทพฯ ด้วยก็ไม่ใช่ว่าจะไปไม่ได้ เธอไม่ได้ไม่มีน้ำใจขนาดนั้น เพราะคุณหมอก็มีน้ำใจกับฟาร์มเธอเช่นกัน
“วีไม่ได้ไปอาทิตย์หน้าค่ะ แต่ไปวันมะรืน” พอพูดถึงเรื่องนี้จิตใจเธอไม่ได้สงบอย่างสีหน้าและแววตาเลย
มารดาของจิณะหรือคุณป้าโทร. สายตรงขอร้องแกมบังคับให้เธอขึ้นไปกรุงเทพฯ เพราะอีกไม่กี่วันจะเป็นวันสำคัญของสามีเธอ ซึ่งธัญวรินทร์ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันเป็นวันอะไรจนคุณป้ามาพูดนั่นแหละถึงจำได้ แต่เธอต้องทำทีเป็นว่าจำได้ และเคลียร์งานจนหัวหมุนเพราะคงต้องอยู่ที่กรุงเทพฯ หลายวัน
“อ้อ งั้นผมขอติดรถไปด้วยนะครับ ผมเลื่อนวันได้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เคลียร์งานฟาร์มจะเจอกันอีกทีก็เดือนหน้าเลย” คีรติพูดจบก็ก้มหน้า
ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ถ้าคุณหมอหนุ่มจะติดรถเธอไปกรุงเทพฯ ด้วย ถ้ามันเป็นรถของเธอ แต่นี่เป็นรถของคุณป้า รถของแม่สามี...
“หรือว่าคุณวีไม่สะดวก” คีรติเม้มปากมองเธออย่างรอคอยคำตอบ ธัญวรินทร์สบตาหมอหนุ่มเพียงครู่และก็ลอบถอนหายใจ
“คือ...วีต้องถามคุณแม่ก่อนค่ะ เพราะท่านคนส่งรถมารับวี”
ธัญวรินทร์บอกออกไปก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความลงในกล่องแชต ไม่นานปลายทางก็ตอบรับกลับมา
แต่เธอยังคงชั่งใจเรื่องนี้อยู่ เพราะเอาจริง ๆ ก็เกรงใจแม่สามี ถึงจะเป็นเพื่อนหรือใคร แต่เป็นผู้ชายมันก็ต้องเว้นระยะห่างเพราะเธอแต่งงานแล้ว
“ผมขอติดรถไปด้วยนะครับ ตั้งแต่เตะบอลล้มหัวเข่าหลุดยังขับรถทางไกลไม่ได้เลย จะให้นั่งรถทัวร์กลับผมก็เป็นคนเมารถนะครับ” คีรติตื๊อต่อด้วยแววตาใสซื่อ
และคำพูดของคุณหมอหนุ่มก็ทำให้ธัญวรินทร์ตัดสินใจได้ว่าจะให้คีรติเดินทางไปด้วย และมันคงเป็นครั้งเดียวเท่านั้นที่เธอจะมีน้ำใจกับเขาในเรื่องแบบนี้
คีรติเอ่ยปากขอบคุณและอาสาเอาจานข้าวไปเก็บให้เธอ
ธัญวรินทร์ได้แต่มองตามร่างสูงของหมอหนุ่มไป เธอจะเห็นแก่น้ำใจของเขา แม้จะอยากปฏิเสธแต่ก็นึกถึงตอนที่มีปัญหาเรื่องฟาร์มก็มีหมอคีรติคนเดียวที่รับจะเข้ามาดูแลฟาร์มเธอต่อ
ทั้งที่จะต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมายแต่หมอหนุ่มน้ำใจงามคนนี้ก็ไม่ทิ้งฟาร์มกิจเมธีสกุลไปไหน แค่ติดรถไปกรุงเทพฯ คงจะไม่อะไรมากหรอกมั้ง
และวันเดินทางก็มาถึง ตอนนี้เธอกับคีรตินั่งอยู่ในรถตู้คันหรูที่มารดาของสามีเป็นคนส่งมารับพวกเรา ตลอดทางก็ไม่มีอะไรนอกจากสายตาของชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่เธอจำได้ว่าเป็นลูกน้องคนสนิทของจิณะ สามีเธอเป็นคนแนะนำเขาเอง จิณะเมาเขาก็เป็นคนแบกจิณะขึ้นไปนอนบนห้อง
ธัญวรินทร์ควรรู้สึกอุ่นใจแต่ก็ไม่เลย เธออึดอัดมากเมื่อเจอสายตาที่จับจ้องกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะลงไปเข้าห้องน้ำ แวะซื้ออะไรรองท้อง ง่าย ๆ คือไม่ว่าจะเดินไปตรงไหน ผู้ชายคนนี้ก็เดินตามแบบไม่คลาดสายตา
“รบกวนคุณลงป้ายหน้านะครับ เพราะผมต้องขึ้นทางด่วนแล้ว” คนสนิทของจิณะหันมาบอกคุณหมอหนุ่ม แค่บอกเฉย ๆ ไม่ต้องการคำตอบและคนขับรถตีไฟเลี้ยวแล้ว
“คือ…” คีรติอึกอักเพราะไม่ได้คิดจะลงข้างหน้า เขาต้องการจะลงที่เดียวกับธัญวรรินทร์ ชายหนุ่มจึงหันไปมองหน้าหญิงสาวอย่างขอความช่วยเหลือ
“คุณจินรอคุณวีอยู่นะครับ…” ธัญวรินทร์เผลอกลั้นหายใจเมื่อได้ยินว่าใครรออยู่ และเธอก็เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องแยกย้าย
“วีส่งคุณคีย์ข้างหน้านะคะ” หญิงสาวบอกตัดบท คุณหมอหนุ่มจึงยกธงถอยทัพกลับไป
ไม่ใช่ธัญวรินทร์ไม่รู้ว่าคุณหมอคีรติคิดอะไรยังไงกับเธอ แต่เธอก็ขีดเส้นกั้นเอาไว้อย่างชัดเจน ไม่เคยสนิทสนมหรือติดต่ออะไรกันเป็นการส่วนตัวด้วย น้อยครั้งที่เธอจะเปิดอ่านข้อความของเขาในทันที จะมาเปิดอ่านก็อีกสองวันประมาณนั้น
ส่วนคีรติก็ไม่เคยถามอะไร เธอว่าเขาก็น่าจะรู้เช่นกันว่าที่เธอไม่ตอบเพราะต้องการรักษาระยะห่าง ซึ่งช่วงหลัง ๆ โดยเฉพาะวันนี้ธัญวรินทร์รู้สึกไม่สบายใจเลย และคิดว่าคงต้องหาเวลาพูดคุยกับเขาให้ชัดเจน หรือไม่แน่เธออาจจะต้องเตรียมหาสัตวแพทย์ประจำฟาร์มคนใหม่ไว้รอเลย
