บทที่ 10 Diffuser Love หอมกลิ่นรัก 10

Diffuser Love หอมกลิ่นรัก 10

“ป้าทำกับข้าวไว้แล้วนี่?” ฉันเดินเข้าห้องครัวไปถึงได้เห็นว่าอาหารถูกเตรียมไว้พร้อมอุ่นกินอยู่ในห้องครัว

“อ้าว ผมลืมเลยครับ” น้องชายโผล่หน้าเข้ามามองทั้งยังทำหน้าตาน่าสงสารยามเห็นว่าบนเคาน์เตอร์ห้องครัวมีอาหารวางอยู่หลายอย่าง

“ไม่เป็นไร ๆ อันนี้เก็บเข้าตู้เย็นไว้เลย ถ้าทำงานดึกแล้วหิวค่อยอุ่นกินนะ” ฉันบอกน้องชายอย่างเข้าใจ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำและน้ำเปล่าเดินออกไปที่โต๊ะกินข้าว ขณะที่เด็ก ๆ ก็กำลังเทก๋วยเตี๋ยวและรวบถุงพลาสติกเก็บใส่ถุงใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ

“ขอบคุณครับพี่กัลป์”

“ไม่ต้องเกรงใจค่ะ ทำตัวตามสบายเลยนะ ห้องนอนพี่ให้แม่บ้านเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวคาร์ลพาไปดูนะคะ อ้อ แล้วก็มีผลไม้กับขนมในตู้เย็นด้วย ถ้าหิวตอนดึกก็หยิบกินได้เลยค่ะ” รีบบอกน้อง ๆ ทั้งสี่คน มือก็รินน้ำใส่แก้วไปวางไว้ให้

“ขอบคุณครับพี่ ขอรบกวนสักสองสามวันนะครับ” น้องที่ชื่อเจมส์เอ่ยบอกด้วยความเกรงใจ

“ตามสบายเลยเด็ก ๆ” ฉันยิ้มให้กับน้อง ๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวแรกสุด ถัดไปเป็นคาร์โลว์ ฝั่งตรงข้ามก็มีเพื่อน ๆ ของน้องชายรวมกันทั้งหมดสี่คน ระหว่างที่ทานข้าว เด็ก ๆ คุยกันไปเรื่อย ๆ เรื่องเรียนบ้าง เรื่องโพรเจกต์บ้าง และไม่ลืมที่จะชวนฉันคุยด้วยอย่างน่ารัก

“พี่กัลป์กินผลไม้ไหมครับ?” น้องออสก้าเอ่ยถามขณะวางจานผลไม้ลงบนโต๊ะสองจาน หลังจากที่กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จเด็ก ๆ บอกว่าขอเวลานั่งย่อยสิบห้านาทีแล้วจะขึ้นไปอาบน้ำก่อน ค่อยลงมาทำงานกัน

“ขอบใจจ้ะ” แม้จะอิ่มแต่ก็หยิบผลไม้มากินหนึ่งชิ้นเพื่อที่คนทำมาเผื่อจะได้ไม่เสียน้ำใจ

“พี่ไปพักแล้วนะ คาร์ลดูแลเพื่อนด้วยล่ะ”

“รับทราบครับผม” น้องชายขานรับ ฉันถึงเดินแยกออกมาหยิบกระเป๋าก่อนจะเดินต่อไปยังชั้นสองของบ้าน ทุกห้องนอนจะมีห้องน้ำในห้องเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพักที่บ้าน แต่เอาจริง ๆ ก็แทบจะไม่มีใครมาเลยเพราะเราสองพี่น้องไม่มีญาติที่ไหน หลังจากพ่อแม่เสียก็มีกันอยู่สองคนมาตลอด

ใช้เวลาอาบน้ำสระผมสักพัก โทรศัพท์ที่วางอยู่บนเตียงก็สั่นขึ้นมาเบา ๆ ฉันที่ปิดไฟในห้องจนเหลือแค่โคมไฟข้างเตียง ค่อย ๆ เดินไปหยิบโทรศัพท์ที่กำลังสั่น และรับสายที่โทร. เข้ามาในช่วงเวลาดึกแบบนี้

“สวัสดีค่ะ...” แม้จะเป็นเบอร์แปลก แต่ฉันก็ยังส่งเสียงทักทายกลับไปด้วยความสุภาพ

(สวัสดีครับ อ่า...ที่น้องคุณต่อยผมน่ะ?)

“อ้อ คุณคนนั้น ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ ไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือยังคะ?” เมื่อได้ยินเสียงปลายสาย ฉันก็ไม่รอช้าที่จะถามกลับไปด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าเขาจะบาดเจ็บหนักจนเป็นอันตราย อีกทั้งก่อนหน้านี้เหมือนเขาจะมีบาดแผลที่ร่างกายด้วย แต่ฉันฟังไม่ถนัดว่าเขาพูดถึงจุดไหนบนร่างกาย

(แผลฉีก...)

“อ่า ไปโรงพยาบาลหรือยังคะ เดี๋ยวฉันออกค่ารักษาให้คุณเองค่ะ”

(ขอคิดดูก่อนแล้วกัน) ปลายสายตอบราวกับอาการบาดเจ็บของเขาไม่รุนแรง ทั้งที่เจ้าตัวเพิ่งจะบอกว่าแผลฉีก ฉันงงแล้วนะ?

“ไม่ได้สิคะ คุณแผลฉีกเลยนะคะ จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้นะคะ”

(ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้...)

“...” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ ทำไมคนปลายสายถึงได้ดื้อแบบนี้ล่ะ เขาบาดเจ็บอยู่นะถ้ามันอักเสบหรือติดเชื้อขึ้นมาจะทำอย่างไร

(ยังอยู่ไหม?) เมื่อฉันเงียบไปอีกฝ่ายก็รีบเรียกขึ้นมาเพื่อเช็กให้แน่ใจ

“ยังอยู่ค่ะ”

(พรุ่งนี้มีงาน ขับรถไม่ไหว...)

“อ่า คุณไปทำงานกี่โมง เดี๋ยวฉันไปรับไปส่งได้ค่ะ”

(สิบโมงเช้าก็ได้)

“ได้ค่ะ ๆ จะให้ไปรับที่ไหนคะ?” เมื่ออีกฝ่ายบอกมาแบบนั้นฉันก็รีบถามต่อ และเต็มใจที่จะไปรับไปส่งเขาระหว่างที่อีกฝ่ายบาดเจ็บ พรุ่งนี้อยากจะขอให้เขาไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วย ฉันกลัวว่าเขาจะบาดเจ็บหนักน่ะสิ

(เดี๋ยวส่งให้ในแชต เพิ่มเพื่อนจากเบอร์นี้ได้เลยใช่ไหม?)

“ใช่ค่ะ หรือจะขอคอนแท็กต์จากน้องอลิซก็ได้นะคะ”

(ได้ วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ พักผ่อนเถอะ...)

เอ่ยจบก็ไม่รอให้ฉันได้ตอบอะไร ปลายสายชิงวางสายไปก่อนแล้ว ส่วนฉันได้แต่บ่นในใจถึงเขาที่ดูไม่ห่วงตัวเองเลย ทั้งยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไร พูดเหมือนการเจ็บตัวเป็นเรื่องปกติของเขาไปแล้ว แต่ช่างเถอะ ก็พูดไปด้วยความหวังดีแล้ว ถ้าเขาจะไม่ทำตามก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วละ

ฉันนั่งเช็กตารางงานของวันพรุ่งนี้อีกสักพัก ก่อนจะตัดสินใจล้มตัวลงนอนพักในค่ำคืนนี้ ความวุ่นวายที่เจอมาทั้งวันฉันโยนทิ้งไป เพื่อให้สมองและสายตาได้หยุดพัก พักจากทุกสิ่งที่เจอมาในวันนี้...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป