บทที่ 10 .
“เข้าใจแล้วค่ะ” ฉันตอบรับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นอย่างจำยอม ไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาให้ความมันยืดยาวจนพาลทำให้เสียเวลา ยิ่งพูดกับคนแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าเปลืองน้ำลาย
“เข้าใจแล้วก็เดินตามฉันมา”
พูดจบเฉิงก็หมุนตัวเพื่อเดินกลับไปยังทางเดิมที่ฉันพึ่งจะเดินจากมา คิดว่าฉันทำอะไรได้นอกจากเดินตามเขาหรือเปล่าล่ะ?
ใช่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ แต่ในใจนี่สาปแช่งเขาจนไม่รู้จะแช่งยังไงแล้ว
ร่างบึกบึนพาฉันกลับมาที่ห้องครัวอีกครั้ง ซึ่งพ่อครัวเองก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะเพื่อรอฉันกลับมา
ร่างบางของฉันเดินไปหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะนั่งก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าอย่างไม่สนใจร่างบึกบึนที่ยืนมองอยู่
“รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ” พ่อครัวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ เป็นแบบนี้ก็ดีหน่อย ถ้าให้ฉันเจอแต่คนโหดๆ เถื่อนๆ ทุกวันมีหวังฉันคงเป็นบ้าจนเรียกรถพยาบาลมารับไปบำบัดแทบไม่ทันแน่
“อร่อยค่ะ” ฉันพูดออกไปพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา เพราะฉันคิดว่าถ้าใครดีกับฉัน ฉันก็ควรจะดีตอบ แต่ถ้าใครร้ายใส่ ฉันก็พร้อมที่จะงัดด้านมืดของตัวเองมาสู้
“หึ!”
เสียงแค่นหัวเราะดังแทรกขึ้นมา ฉันถึงได้หันไปมองเฉิงที่ยืนพิงเสาอยู่ตรงแถวประตูห้องครัว
เมื่อสายตาของเราผสานกันฉันก็ชักสีหน้าใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ เขาจะได้รู้ ว่าฉันไม่ชอบขี้หน้าเขา หรือจะพูดให้ถูกก็คือฉันไม่ชอบทั้งเฮีย และเจ้านายเขาด้วย
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จฉันก็เก็บจานไปคืนให้พ่อครัว ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาเฉิง เพื่อให้เขานำทางพาฉันกลับไปที่ห้อง เนื่องจากฉันจำทางไม่ได้แล้ว
“ไม่มีห้องว่างให้ฉันซุกหัวนอนนอกจากห้องของเฮียคุณแล้วเหรอคะ” ระหว่างทางฉันก็หาโอกาสพูดกับเขา เพื่อหาที่ปลอดภัยให้กับตัวเอง
“มี แต่ไม่ให้” และเขาก็ตอบฉันกลับมาแทบจะในทันทีโดยไม่ต้องคิดไตร่ตรองให้ยุ่งยาก
ก็นั่นสิเนอะ บ้านหลังนี้มีตั้งหลายห้อง ยังไงห้องว่างมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเขาไม่ให้ฉันไปนอนที่ห้องอื่นมากกว่า
“ในห้องนั้นมีแต่กลิ่นบุหรี่ ฉันหายใจไม่ออกค่ะ” แต่ฉันก็จะไม่ละความพยายาม ยังไงซะฉันก็จะพูดกรอกหูเฉิงจนกว่าเขาจะยอม
“เธอก็ต้องไปบอกเฮียวายุแล้วล่ะ ว่าให้เลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว”
แต่ประโยคที่เขาย้อนกลับมามันทำให้ฉันหมดอารมณ์ที่จะพยายามต่อ เขาคิดว่าฉันพูดได้ขนาดนั้นเลยหรือไง ถ้าเฮียของเขาเชื่อฟังฉันขนาดนั้น ป่านนี้ฉันคงบอกให้เขาพาฉันกลับประเทศไทยแล้วแหละ คงไม่ต้องมานั่งตัวสั่น และกลัวเขาจนหัวหดแบบนี้หรอก
นี่เฉิงไปดมกาวมาหรือไงถามจริง...
“ถ้าพูดแบบนั้นได้ก็ดีสิคะ” ฉันเอ่ยออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะเดียวกันหูก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังอยู่ในลำคอแกร่งของคนที่เดินอยู่ด้านหน้า
ขำ...ขำเข้าไป ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรน่าตลกตรงไหนเลย
“ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วเธอก็ต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเอง”
มันก็ถูกอย่างที่เฉิงพูด สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้ก็คือต้องยอมรับชะตากรรม แต่มันแย่ตรงที่ว่านี่มันไม่ใช่กรรมของฉันโดยตรง
“แล้วฉันต้องอยู่ชดใช้หนี้อีกนานเท่าไหร่คะ”
ถ้าจะให้ฉันอยู่ที่นี่ไปจนตายฉันไม่ยอมหรอก ยังไงสักวันฉันก็ต้องกลับไปหาคนรักของฉัน แต่ก็ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเต้จะรอฉันอยู่หรือเปล่า
คุณแม่ของเต้ยิ่งชอบหาผู้หญิงมาให้เขาอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้นะว่าเต้กำลังคบกับฉันอยู่
แต่ก็อย่างว่าแหละ ท่านไม่ชอบฉันนี่เนอะ ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็คงไม่อยู่ในสายตาของท่านอยู่ดี
คนที่มองเห็นความดีของฉันก็คงมีเพียงแค่เต้เท่านั้น คนบางคนเวลาไม่ชอบใครก็จะปิดหูปิดตาไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น แล้วแบบนี้จะรู้ได้ยังไงกันว่าคนที่ไม่ชอบอยู่นั้นแท้จริงแล้วเขาเป็นคนนิสัยยังไงกันแน่
เลือกตัดสินคนอื่นว่าไม่ดีเพียงเพราะไม่ชอบ ฉันว่าตรรกะแบบนี้มันไม่ดีเท่าไหร่เลย มันควรจะหมดจากยุคนี้ไปได้แล้วด้วยซ้ำ
“เรื่องนี้เธอก็ต้องไปถามเฮียวายุเอา”
ให้ตายเถอะ...นี่เฉิงคิดหาคำตอบเองไม่ได้หรือไง ทำไมเขาต้องให้ฉันไปถามเฮียเขาอยู่เรื่อยเลย
ฉันผ่อนลมหายใจหนักๆ ออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินแซงนำหน้าเขาเมื่อสายตาเห็นว่าใกล้จะถึงห้องแล้ว
ถึงฉันจะจำทางไม่ได้ แต่อย่างน้อยฉันก็จำได้ละกัน ว่าตรงหน้าห้องมีรูปภาพติดผนังและแจกันเป็นจุดสังเกต
“ขอบคุณที่พาฉันมาส่ง หมดหน้าที่ของคุณแล้วก็กลับไปเถอะฉันจะพักผ่อน” ฉันเอ่ยไล่เขาแบบอ้อมๆ ไม่รอให้ร่างบึกบึนตอบรับอะไร ฉันก็เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วจัดการปิดประตูใส่หน้าเขาทันที โดยไม่ลืมที่จะกดล็อคลูกบิดเอาไว้ด้วย
เท้าเล็กทั้งสองข้างของฉันเดินย่างก้าวไปหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ มือบางก็เอื้อมไปเปิดอย่างไม่รอช้า
เสื้อผ้าในตู้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของผู้ชายคนนั้น แต่ถึงแม้ว่าจะมีเสื้อผ้าเยอะแยะมากมายมากแค่ไหนเขาก็คุมโทนเอาไว้แค่สามสีเท่านั้น ซึ่งก็คือสีขาว สีเทา แล้วก็สีดำ
พอเห็นแบบนี้แล้วฉันก็พอรู้แล้วล่ะว่าเขาเป็นคนนิสัยยังไง ขนาดเสื้อผ้าในตู้ยังไม่มีสีสันแล้วนับประสาอะไรกับนิสัยของเขาเอง
แล้วที่ฉันมาเปิดดูตู้เสื้อผ้าของเขาแบบนี้ใช่ว่าฉันจะรู้สึกพิศวาสเขาหรืออะไรหรอกนะ แต่ฉันกำลังหาเสื้อผ้าเตรียมไว้เพื่อเอามาเปลี่ยนหลังจากอาบน้ำเสร็จต่างหาก
แต่มาคิดดูอีกที ฉันว่าฉันไม่ควรจะไปยุ่งกับของๆ เขาดีกว่า
เพราะเดี๋ยวจะโดนลูกตะกั่วเป่ากะบาลเอาได้...
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นฉันก็ปิดตู้เสื้อผ้าเอาไว้ตามเดิม ก่อนจะเดินไปที่เป้าหมายใหม่ นั่นก็คือห้องน้ำ
ฉันจะใส่ชุดเดิมของฉันนี่แหละ เหม็นก็ช่างมัน เพราะฉันยอมรับตัวเองได้
ดีซะอีกเขาจะได้ไม่เข้ามาใกล้ฉัน...
หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวด้วยชุดเดิมเสร็จเรียบร้อยฉันก็เดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียง โดยไม่ลืมที่จะเอาผ้าห่มมาพันม้วนรอบตัวจนรูปร่างกลายเป็นหนอน
ถ้าเกิดเขากลับมา กว่าเขาจะลวนลามฉันได้ก็ต้องเสียเวลากับการดึงผ้าห่มออกไปนานพอสมควรแหละ
แหม...ฉันนี่ช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ เลยนะ
ตกดึก
“อื๊อออ” เสียงงึมงำเปล่งออกมาจากลำคอของฉัน เมื่อรู้สึกได้ว่ามีอะไรนิ่มๆ และเปียกชื้นกำลังแตะสัมผัสกับผิวกาย
ฉันพยายามลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งของตัวเองขึ้นมอง ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้ฉันตื่นขึ้นเต็มตา เรียกได้ว่าหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
“กรี๊ดดดด!...อุ๊บ!...อื๊อออ” ฉันกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น ก่อนที่จะถูกฝ่ามือหนาเอื้อมมาปิดปากเอาไว้
ฉันมองหน้าร่างแกร่งเบื้องบนด้วยดวงตาที่เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก
พอเคลื่อนสายตาก้มมองตัวเองก็เห็นว่าผ้าห่มที่ฉันพันตัวเอาไว้มันไม่อยู่แล้ว เสื้อที่ฉันกำลังใส่อยู่ก็ถูกเลิกขึ้นสูงจนเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบและบราเซียร์
แถมร่างสูงเองก็กำลังเปลือยท่อนบนอยู่ด้วย ฉันยอมรับว่าวายุหุ่นดีและกำยำมาก
แต่เผอิญว่านี่มันไม่ใช่เวลาที่ฉันจะมาชื่นชมเขา!
“ตื่นแล้วก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องลักหลับเธอ”
