บทที่ 6 .
“ใช่ครับ...นี่นายฉัน สวัสดีท่านซะสิ” ร่างบึกบึนข้างกายตอบรับอย่างสุภาพ ก่อนที่ประโยคหลังเขาจะหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงกระด้างตามเคย
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือขึ้นไหว้เขาอย่างจำยอม ฉันมันก็เป็นเพียงแค่คนที่ถูกส่งมาเพื่อชดใช้หนี้ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะหือกับพวกเขา
“ชื่ออะไรคนสวย” เขาเอ่ยถามฉันด้วยภาษาไทยเหมือนเคย
“เนโกะค่ะ”
แต่พอฉันตอบออกไปเขาก็หันไปพูดกับลูกน้องของเขาด้วยภาษาอื่นที่ฉันแปลไม่ออก จากสำเนียงที่ได้ยินก็คงไม่พ้นภาษาจีน
“ป่ะ”
หลังจากที่บทสนทนาระหว่างเขาสองคนจบลง ฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาฉุดกระชากข้อมือของฉันอีกครั้งเพื่อให้เดินออกมาจากห้องทำงานของเจ้านายเขา
“จะพาฉันไปไหนอีกล่ะคะ” ฉันชักจะหงุดหงิดกับนิสัยของชายร่างกายบึกบึนคนนี้แล้วสิ ไม่รู้ว่าเขาจะลากฉันไปไหนอีก
นี่ไม่คิดจะให้ฉันอยู่กับที่บ้างเลยหรือไง วันนี้ฉันเหนื่อยกับการเดินทางมาทั้งวัน แถมเมื่อคืนก็ไม่ค่อยได้นอน เขาไม่คิดจะเห็นใจฉันบ้างเลยเหรอ
คนนะเว้ยไม่ใช่หุ่นยนต์!
“เธอไม่อยากพักผ่อนเหรอ? ฉันก็กำลังจะพาเธอไปนอนในห้องเฮียวายุอยู่นี่ไง”
ฉันอยากให้เขาเก็บความหวังดีนั้นเอาไว้ ฉันยอมนอนกับหมาหน้าบ้านดีกว่าไปนอนห้องใครก็ไม่รู้
และจากที่ได้ยินเขาย้ำชื่อผู้ชายคนนี้ให้ฟังบ่อยๆ ฉันก็พอจะรู้ตัวว่าควรอยู่ให้ห่างจากใคร
‘วายุ’ ผู้ชายคนนี้คือบุคคลอันตรายสำหรับฉัน เขาทำให้ฉันเกรงกลัวแม้ได้ยินเพียงแค่ชื่อ
“ฉันนอนที่ไหนก็ได้ค่ะ คุณไม่ต้องลำบากหรอก”
“ไม่ ไม่เห็นจะลำบากเลยสักนิด อะไรที่จะทำให้เฮียฉันมีความสุข ฉันก็ยิ่งเต็มใจทำ”
ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนดีกับเฮียของเขามากมายขนาดนี้ มันน่าซาบซึ้งใจแทนจริงๆ แต่มันก็มีวิธีอีกตั้งเยอะแยะหนิที่เขาจะเลือกทำเพื่อเฮียของเขา
ทำไมความสุขที่ว่ามันต้องเป็นฉัน!
“ฉันว่าเฮียของคุณน่าจะเป็นทุกข์มากกว่านะคะ”
“ไม่ลองไม่รู้ เผลอๆ เฮียอาจจะติดใจเธอก็ได้” เขาหันมากระตุกยิ้มให้ ซึ่งมันเป็นรอยยิ้มที่ฉันเห็นแล้วอยากร้องไห้กลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดที่ว่า…กลับไม่ได้
แกร๊ก!...ผลั่ก!...ปั้ง!
ร่างบางของฉันถูกผลักให้เขาอยู่ในห้องๆ หนึ่ง ก่อนที่บานประตูจะถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว
ปั้ง...ปั้ง...ปั้ง....
“ปล่อยฉันนะ ฉันไม่อยากอยู่ในห้องนี้!” มือบางของฉันรัวทุบบานประตูอย่างบ้าคลั่ง ภายในห้องนั้นมืดสนิทจนในหัวของฉันจินตนาการไปถึงสิ่งน่ากลัวมากมาย
“ฮึก...ไอ้คนใจร้าย” ร่างบางของฉันค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นห้องอย่างหมดสภาพ ฉันหดขาตัวเองเข้ามาเพื่อกอดเข่าตัวเองเอาไว้ ก่อนจะฟุบหน้าลงไปกับหัวเข่าด้วยอาการจิตตก
ฉันกลัวความมืด กลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในห้องนี้
ฉันนั่งฟุบหน้ากอดเข่าอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานหลายนาทีจนกระทั่งได้ยินเสียงกุกกักดังขึ้นที่บานประตู ก่อนความมืดภายในห้องจะแทนที่ด้วยความสว่าง
“ใครวะ เข้ามาทำอะไรในห้องกูเนี่ย” เสียงห้าวทุ้มต่ำดังเข้ามาในโสตประสาทของฉัน
ใบหน้าเนียนที่เปื้อนคราบน้ำตาเล็กน้อยเงยขึ้น แล้วหันไปมองใบหน้าคนพูดอย่างเชื่องช้า
“...”
“เธอคือผู้หญิงที่ปืนกับไอ้เฉิงส่งมาให้ฉันใช่มั้ย” คิ้วเข้มที่เคยขมวดเป็นปมเริ่มคลายออก เมื่อเห็นหน้าฉันชัดๆ
เขาเป็นผู้ชายที่ตัวสูงมาก ร่างกายของเขาทุกสัดส่วนเต็มไปด้วยมัดกล้าม ที่ฉันสามารถเห็นรายละเอียดเขาได้เยอะขนาดนี้ก็เพราะเขาสวมใส่เพียงแค่เสื้อกล้ามสีขาว กับกางเกงยีนส์สีซีดขาดๆ
แม้ว่ามันจะเป็นการแต่งการเซอร์ๆ ไม่มีความพิเศษอะไร แต่พอเสื้อผ้าพวกนี้มาอยู่บนตัวเขามันกลับดูดียิ่งกว่านายแบบในนิตยสาร
ไหนจะรูปลักษณ์หน้าตาของเขาอีก นี่มันประติมากรรมชั้นเลิศที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาชัดๆ ไม่ว่าจะเป็นจมูกโด่งสัน ริมฝีปากหนาหยักลึกที่ออกสีคล้ำเล็กน้อย มันช่างรับกับใบหน้าหล่อเหลาของเขาได้เป็นอย่างดี
“...”
“มองอะไรของเธอวะ”
แต่...พอเขาพูดจาห้วนแบบนี้มันก็ทำให้ความหล่อของเขาลดต่ำลงจนฉันแทบมองไม่เห็น
หน้าตาหล่อแต่พูดจาสุนัขไม่รับประทานแบบนี้ฉันก็ขอบาย
“ปะ...เปล่าค่ะ” ฉันปฏิเสธด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ดวงตาคมปรายมองฉันขึ้นลงอย่างสำรวจ
“รู้หรือเปล่าเนี่ยว่ามาอยู่ที่นี่ต้องทำอะไรบ้าง” เขาเอ่ยถามฉันอีกครั้ง แววตาที่มองมานั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกแทะเล็มโดยดวงตาคมของเขา
“รู้ค่ะ” ฉันตอบเสียงแผ่ว ใครกันจะไม่รู้ ก็ในเมื่อผู้ชายร่างบึกบึนพูดย้ำฉันทุกวินาทีขนาดนั้น
“ฉันขอถามเธออย่างสิ”
“...” ฉันปิดปากเงียบอย่างตั้งใจฟัง ดวงตากลมโตของฉันก็กำลังจ้องมองเขาตาไม่กระพริบ
“เธอซิงหรือเปล่า”
แต่คำถามที่เอ่ยออกมาจากปากหนานั้นทำให้ฉันแทบสำลักน้ำลายตัวเอง รู้สึกเหมือนมีก้อนเหนียวๆ จุกอยู่ที่คอจนปริปากพูดออกมาไม่ได้
คนที่ตั้งคำถามแบบนี้ได้คงไม่ได้คิดดีหรอก...แล้วทีนี้ใครมันจะไปกล้าตอบล่ะ
“...” ฉันก้มหน้าหลบสายตาของเขา พร้อมกับกอดเข่าตัวเองแน่นขึ้นเหมือนคิดว่ามันปกป้องฉันได้อย่างนั้นแหละ
“ถามทำไมไม่ตอบ!” เขาเริ่มที่จะขึ้นเสียงใส่ฉัน
“ไม่ค่ะ ฉันมีคนรักแล้วจะเอ่อ...ซิงได้ยังไง” ที่พูดออกไปมันคือคำโกหกทั้งเพ ฉันกับเต้ไม่เคยมีอะไรกัน แม้แต่จูบสักนิดก็ไม่เคย อย่างมากก็แค่จับมืออย่างที่ฉันบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้
แต่ที่ฉันตัดสินใจโกหกออกไป ก็เผื่อว่าเขาอยากจะได้สาวๆ สดๆ ซิงๆ ซึ่งถ้าฉันตอบแบบนั้นก็แสดงว่าฉันคงไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาต้องการ
“ดีเลย แบบนี้แสดงว่ามีประสบการณ์ฉันจะได้ไม่ต้องสอน เรามาเริ่มกันเลยดีกว่ามา”
แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะมีความคิดแบบนี้...
ถ้าฉันเปลี่ยนคำตอบใหม่มันจะทันไหมนะ
“ดะ...เดี๋ยวค่ะ” ฉันรีบปัดมือหนาที่กำลังจะเอื้อมมาจับเนื้อตัวของฉัน พร้อมกับกระถดถอยหนีให้อยู่ห่างจากเขา
“อย่าทำตัวเป็นสาวน้อยใสๆ ชอบเล่นตัว ฉันเห็นแล้วมันหงุดหงิด” ร่างสูงกดเสียงต่ำ วินาทีนี้ฉันไม่รู้แล้วว่าควรทำยังไงให้รอดจากเงื้อมมือปีศาจร้ายอย่างเขา
