บทที่ 9 .

“ฉันบอกว่าฉันหิวข้าว” ฉันพูดย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิม เพราะกลัวว่าเขาจะไม่ได้ยินอีก

“งั้นตามฉันมา จะพาไปที่ครัว”

พอเฉิงพูดออกมาแบบนั้นฉันก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้ดูเรียบร้อยขึ้น ก่อนจะก้าวลงจากเตียงแล้วเดินตามหลังเขาไปต้อยๆ

ในระหว่างที่กำลังเดินไปห้องครัว ดวงตากลมโตของฉันก็กวาดมองบริเวณรอบๆ อย่างสำรวจ

“มองหาช่องทางเอาไว้หนีหรือไง”

แต่อยู่ๆ ร่างบึกบึนที่เดินนำหน้ากลับพูดแทรกขึ้นมา จนฉันต้องรีบหันขวับไปมองแผ่นหลังกว้างของเขา พร้อมกับทำท่าทีให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไร

“ฉันไม่คิดหนีหรอก เดี๋ยวโดนนายเอาปืนจ่อหัวอีก” น้ำเสียงประชดประชัน และกระแทกแดกดันถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของฉัน

นี่ฉันพึ่งจะอยู่ที่นี่ยังไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ แต่รู้สึกว่านิสัยเถื่อนๆ ของพวกเขามันจะแพร่กระจายเชื้อมาถึงฉันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

“หึ! รู้แล้วก็ดีฉันจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำลายพูดเตือนเธอซ้ำๆ” เฉิงแค่นเสียงหัวเราะออกมาจากลำคอเล็กน้อย

อย่างเขาเนี่ยนะเตือนฉัน? การกระทำทุกอย่างของเขามันเรียกว่าข่มขู่กันชัดๆ เลย

“...” พอได้ยินแบบนั้นฉันก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กรอกตามองบน พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ

ห้องครัวที่เขาพูดถึงนี่ก็ไกลซะจริง บ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ อย่าว่าแต่หาช่องทางหนีเลย ฉันว่าควรจำทางกลับห้องให้ได้ก่อนดีกว่า

“อยากกินอะไรก็สั่งพ่อครัวได้เลย อ๋ออีกอย่างคือที่นี่ไม่ค่อยมีใครพูดไทยได้หรอกนะ จะสื่อสารกับใครเธอก็ใช้ภาษาอังกฤษเอาละกัน ว่าแต่เธอพูดเป็นใช่มั้ย?” เขาหันมาย้อนถามฉันหลังจากที่พูดอธิบายคร่าวๆ เสร็จสรรพ

ตอนนี้เราสองคนเดินเข้ามาถึงภายในห้องครัวที่กว้างใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าห้องครัวห้องนี้กว้างใหญ่กว่าบ้านของฉันด้วยซ้ำ

จากที่สังเกตตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ฉั นว่าคนพวกนี้ต้องเป็นพวกมาเฟียคุมบ่อนอะไรแบบนี้แน่ๆ เลย

นี่ฉันแค่เดาไว้ก่อนนะ ก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเป็นใคร และทำอาชีพอะไรกันแน่ แต่อยู่ไปนานๆ ฉันก็คงจะรู้เองแหละ เอาเป็นว่าช่างมันก่อนเถอะ ฉันควรสนใจเรื่องของตัวเองมากกว่า

แต่ถ้าพวกเขาเป็นมาเฟียกันจริงๆ ล่ะก็...งานนี้ศพฉันไม่สวยแน่ นี่ฉันพอจะมองเห็นอนาคตของตัวเองล่วงหน้าบ้างแล้ว

“พูดเป็นค่ะ” ฉันตอบรับ พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก

“นึกว่าจะไร้สมองเหมือนพ่อซะอีก งั้นเธอไปนั่งไป อีกยี่สิบนาทีฉันจะกลับมา” ก่อนที่ร่างบึกบึนจะเดินจากไปก็ไม่วายพูดเหน็บแนมไปถึงพ่อของฉัน

สิ่งที่เขาพูดออกมาก็เป็นความจริงอยู่นะ อันนี้ฉันไม่เถียง ตั้งแต่ถูกจับตัวมาฉันเข้าข้างพ่อตัวเองไม่ลงหรอก ใครจะพูดจะเหน็บพ่อฉันยังไงก็เอาเป็นว่าฉันจะรับฟังอย่างเดียว ไม่ขอออกความเห็น และพูดปกป้องใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะขนาดพ่อยังไม่ปกป้องฉันเลย แล้วฉันจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน จริงไหม?

“รับอะไรดีครับ” พ่อครัวที่ดูท่าทางใจดีเอ่ยถามขึ้นมาด้วยภาษาอังกฤษ เขาคงจะฟังจากภาษาไทยที่ฉันพูดกับเฉิงเมื่อกี้ล่ะมั้ง ถึงรู้ว่าฉันไม่ใช่คนฮ่องกง

“เอาอะไรก็ได้ค่ะฉันไม่เรื่องมาก แล้วแต่คุณจะทำเลย” ฉันไม่รู้ว่าที่ฮ่องกงมีเมนูอาหารการกินแบบไหน ก็เลยคิดอะไรไม่ออกจึงตอบกว้างๆ ออกไปแบบนั้น

และที่สำคัญคือฉันก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไรมากมายด้วย เป้าหมายของฉันไม่ใช่ของกิน หากแต่เป็นการสำรวจบ้านหลังนี้ต่างหาก

“ตกลงครับ”

เมื่อพ่อครัวละสายตาจากฉันเพื่อหันไปทำอาหารให้ ฉันก็รีบชิ่งหนีออกมาจากห้องครัวทันที

เท้าเล็กทั้งสองข้างของฉันก้าวฉับๆ เดินไปตามทางเดินอย่างไม่รู้ทิศทาง ตลอดทางมีห้องเรียงรายอยู่มากมายเต็มไปหมด จนฉันไม่สามารถรู้ได้ว่าทางออกมันอยู่ตรงไหน

วินาทีนี้ฉันเหมือนคนที่กำลังเดินวนอยู่ในเขาวงกต ถ้าหากบ้านหลังนี้เกิดไฟไหม้ หรือเป็นอะไรขึ้นมาคงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าใครจะตายเป็นคนแรก

ก็เนโกะคนนี้ไง...

“นั่นเธอกำลังจะไปไหน” เสียงทุ้มแข็งกระด้างเอ่ยถามขึ้นมาจากทางด้านหลัง เท้าของฉันหยุดชะงัก ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกสาป

สมองจ๋า ลาก่อน…

“...” ฉันได้แต่เงียบ ฟันแหลมซี่เล็กขบกัดริมฝีปากล่างของตัวเองไว้ ขณะที่ในหัวก็กำลังครุ่นคิดหาข้อแก้ตัว

“ฉันถามว่าเธอกำลังจะไปไหน คงไม่ใช่กำลังหาทางหนีออกไปจากที่นี่หรอกนะ” เฉิงเอ่ยถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเวลาที่พูดมันทำให้ฉันรู้สึกเย็นสันหลังวาบ

“เปล่าสักหน่อย ฉันก็แค่กำลังจะเดินหาห้องน้ำเอง”

ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดไปจะทำให้เขาเชื่อได้หรือเปล่า แต่ฉันก็พยายามที่สุดแล้วที่ไม่ให้ตัวเองเสียงสั่นเวลาพูด

“คิดว่าฉันโง่ถึงขนาดไม่รู้เหรอว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่”

นี่ฉันยังไม่ได้หาว่าเขาโง่เลยนะ แต่เขากลับพูดมันออกมาเองต่างหาก

“แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ ถ้าไม่เชื่อที่ฉันพูดก็แล้วแต่ เพราะฉันคงบังคับความคิดของใครไม่ได้” ฉันหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับเขา พร้อมกับพูดเอ่ยออกมาอย่างยาวเหยียด

“ถ้าเธอไม่อยากตายก่อนวัยอันควรก็ช่วยอยู่ในที่ของตัวเองด้วย มาอยู่ที่นี่ใช่ว่าเธอจะเดินเพ่นพ่านไปไหนก็ได้”

หนึ่งคำก็ขู่ สองคำก็ขู่ เขาคงจะคิดว่าฉันกลัวมากงั้นสิ ใช่...ฉันกลัว แต่กลัวแค่ตอนแรกๆ เท่านั้นแหละ เวลานี้ฉันไม่กลัวอะไรแล้ว ถ้าอยากฆ่าฉันนักก็ฆ่าเลยก็ได้ ดีซะอีกฉันจะได้หลุดพ้นจากเรื่องบ้าๆ นี้สักที

คิดว่าฉันมีความสุขมากงั้นสิที่ต้องมารอคอยเวลาถวายตัวให้ผู้ชายเพื่อชดใช้หนี้แบบนี้

มันไม่มีความสุขเลยสักนิด ไม่เลย...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป