บทที่ 14 I ตัดใจยากตัดเพื่อนง่ายกว่า 1/2
วันอังคารใจฉันที่อยากกลับมาสดใส แต่ความเครียดก็ไม่ยอมจางหายไปสักทีได้แต่นั่งใต้ตึกคณะมองดูนักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างเซ็ง ๆ
“มึงบอกจะตัดใจไม่ใช่หรือไง ทำไมทำหน้าเหมือนไม่ได้แดกข้าวมาสองชาติอย่างนั้น”
นังลูกฟูกพูดเกินไปไม่ได้แดกข้าวสองชาติ ได้ตายตั้งแต่สามวันแรกแล้วมั้ง
“กูอยู่ระยะทำใจไง” ฉันบอกอย่างเซ็ง ๆ พยายามคิดหาวิธีmove on อยู่
อ้อลืมไปฉันถือคติจะไม่แย่งคนที่มีเจ้าของอยู่ หากจะจีบต้องโสดเท่านั้น และต่อให้เป็นคนที่ฉันชอบมากแค่ไหนก็จะตัดใจ
“แดกเหล้าไหมมึง”
“วันนี้วันอังคารนะ พรุ่งนี้เรียนเช้า วันศุกร์ไหมล่ะ”
เรียกได้ว่านี่คือชีวิตในฝันของฉันเลยแหละ เมื่อก่อนเรียนห้าวันหยุดสองวันรู้สึกไม่พอ ทุกวันนี้เรียนสี่วันหยุดสามวันและฉันจะได้นอนเปื่อย ๆ อยู่ห้องได้
ฉันไถโทรศัพท์เล่นไปเรื่อย จนกระทั่งเสียงสั่นแจ้งเตือนทำให้หันมองนาฬิกาที่เชื่อมกัอถือเห็นว่ากรุ๊ปไลน์ของเซกเด้ง ทั้งที่ยังไม่ได้อ่านจบนังลูกฟูกก็ตะโกนขึ้น
“ยกคลาส...วู้...ปะ” ฉันเข้าไปอ่านให้ละเอียดว่ายกคลาสแล้วมีชดเชยวันไหนหรือเปล่า แต่ว่าวันนี้อาจารย์ติดประชุมเร่งด่วน ทำให้ต้องยกคลาสไปก่อนค่อยโล่งใจ
“ไปไหน”
“ไปหาอะไรกินไง”
“ไม่ไปอะ...ไปช่วยแม่ขายข้าวแกงก่อนเป็นลูกอกตัญญูมาหลายวันแล้ว ไปให้เห็นหน้าบ้างจะสิ้นเดือนแล้วเดี๋ยวค่าขนมเดือนนี้อด”
ต่อให้เศร้าเรื่องผู้ชายแค่ไหน ฉันก็ไม่ลืมว่าตอนนี้ยังเป็นลูกแม่ค้าอยู่นะ ถ้าว่างก็จะไปช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อให้มีลูกจ้างอยู่แล้วก็เถอะ
“โห...ไรง่ะ...ว่าจะชวนไปดูหนังด้วยนะ”
“ไว้วันหลังไม่จอยวะ”
“ทุกหยดนะเมิง...หนังสยองขวัญสั่นประสาท” จูเน่ยังคงเร้าหรือ
“ไม่เอา...น่ากลัว...อีกอย่างไม่ใช่วันพุธที่มีโปร 99 บาททุกเรื่อง” ที่บอกว่ามีโปรเพราะว่าหากราคาตั๋วสองร้อย ฉันดูหนังสยองขวัญได้แค่ยี่สิบเท่านั้นแหละ ที่เหลือหลับตา
“งกจริงมึงเอาฟีลอะ”
“ไม่มีฟีล”
ฉันบอกกับจูเน่ไป จากนั้นมองไปยังนังลูกฟูกที่ดูช่วงนี้มีลับลมคมในแปลก ๆ นะ
“ลูกฟูก...คุยกับใคร” ฉันหรี่ตามองเพื่อนอย่างสงสัย แต่ทว่านังลูกฟูกเอาจอโทรศัพท์คว่ำก่อนจะตอบ
“เปล่าสักหน่อย พอดีที่บ้านเรียกมีธุระ” นอกจากลูกฟูกจะไม่บอกแล้วก็ยังรีบกลับไปเลย ส่วนจูเน่ก็คงต้องกลับห้องไปก่อน
“กินข้าวแกงร้านแม่ฉันก่อนป่าว เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง” ฉันจับมือเพื่อนปลอบใจ แต่ว่าหากไม่ช่วยแม่วันนี้ เดือนหน้าฉันคงต้องกินแกลบแทน แม้จะได้กินข้าวฟรีที่ร้านแม่ แต่มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกนี่นา
ค่าใช้จ่ายแฝงมีเยอะจะตายไป
“ก็ได้”
เมื่อง้อเพื่อนสำเร็จฉันก็พากันกลับมาที่คอนโด จากนั้นเดินตรงไปยังร้านข้าวแกงของแม่ทันที ก่อนจะทักทายพี่หยี่เป็นอันดับแรก
“พี่หยี่อยู่คนเดียวเหรอแม่ล่ะ”
“ไปธุระ”
แม่ธุระเยอะจริง ๆ แต่ช่างเถอะฉันไปช่วยพี่หยี่ขายข้าวก่อนและเมื่อฉันเข้าไปยืนตักข้าวแกงให้เพื่อนนั่งกิน เหล่าหนุ่ม ๆ หน้าตาหล่อเหลาก็เข้ามาทันที
“น้องพริกคนสวย...ไม่เจอตั้งหลายวันคิดถึงจะแย่” นั่นพี่คิววิศวะไฟฟ้าปีสองอยู่คอนโดที่ถัดไปสองตึกเป็นตึกราคานักศึกษาที่พอมีฐานะจับต้องได้ ลุคพี่คิวหล่อสะอาดแต่เอาไม่เลือกเหมือนกัน ควงหญิงขึ้นห้องไม่ซ้ำ ฉันสืบมาหมดแล้ว
“ค่า...ว่าไงคะพี่คิวสุดหล่อ วันนี้จะรับอะไรดีคะ เดี๋ยวพริกแกงจะตักพิเศษแบบจุก ๆ ให้เลยค่ะ” ปากก็บอกพิเศษ แต่ฉันน่ะตักปกตินี่แหละ นี่คือการตลาด
“ถ้า~เอา~แม่ค้าจุก ๆ คิดเท่าไรครับ”
งื้อ...หม้อฉิบหาย ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกค้าแม่นะฉันจะเอาสากเคาะกบาลสักที ให้ตายเถอะสมองไม่เคยสูงกว่าเข็มขัดเลย
“อุ๊ย...แม่ค้าไม่ขายนะคะ เดี๋ยวไม่มีคนช่วยขายข้าว”
ฉันฉีกยิ้มให้ทั้งที่ตีนเริ่มกระดิกแล้ว ไอ้พวกนี้ชอบหม้อจริง ๆ อยากยกตีนฟาดหน้าสักที
จูเน่ที่กินอยู่เริ่มหันมองมาที่ฉัน เพราะคงคิดเหมือนกันว่าไอ้พี่คิวนี่ชักจะมากไปละ ทำเหมือนฉันเป็นผู้หญิงขายตัวอย่างนั้นแหละ
“ก็แม่ค้าปากหวานพี่ก็อยากชิมเหมือนกันอะครับ”
ฉันที่หงุดหงิดเรื่องเฮียปัณณ์อยู่แล้ว มาโดนหลีแบบนี้อีกชักจะขึ้นเสียแล้ว
