บทที่ 16 I ไม่ได้กันแต่ได้เรื่อง 1/2
ฉันไม่ฟังจูเน่ไม่พอยังปรี่เข้าไปหาเฮียปัณณ์อีก ทั้งยังขวางข้างด้านหน้าอีกด้วย ไม่ได้เก่งแต่ห่วงผู้ชาย
“อย่า...อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” แม้จะกลัวนิด ๆ แต่ต้องห้ามมีเรื่องกันที่หน้าร้านฉันเด็ดขาด เดี๋ยวนิติจะไล่แม่ออกจากคอนโดนี้ กว่าจะได้เช่าที่ทำเลดีขนาดนี้ไม่ง่ายหรอก
“มาทำไม”
เฮียปัณณ์ถามเสียงเครียด ดูเหมือนโกรธอีกแล้ว ทำไมต้องโกรธด้วยนี่กำลังเป็นห่วงอยู่นะ
“มาช่วย” ฉันรีบตอบ
“ใคร”
“เฮียไง”
“ใครขอไม่ทราบ”
เชี่ยเอ้ย...นี่มันใช่เวลามาทะเลาะกันหรือไง เฮียควรเอาเวลาไปจัดการคนตรงหน้าไม่ใช่มาด่าฉัน
“ก็พริกอยากช่วย” ฉันแหววใส่ทั้งที่ใจสั่นจะตายอยู่แล้วเถอะ
ดวงตาคมกริบของเฮียปัณณ์จ้องลึกเข้ามาเหมือนกำลังด่า ทำไมไม่อยู่เฉย ๆ แต่ในความโกรธนั้น…ฉันกลับเห็นอะไรบางอย่าง? หรือฉันคิดไปเอง
พี่คิวหัวเราะหยัน “หึ…นี่มึงมีผู้หญิงมาปกป้องแล้วเหรอวะ...เก่งเถอะยืนหลังผู้หญิงอะ”
หมัดของเขาขยับขึ้นทีละน้อยก่อนจะกำแน่น ฉันรู้สึกเย็น ๆ ที่ด้านหลังคงเพราะความโกรธที่แผ่ซ่านออกจากร่ายกายใหญ่นั่นเอง
“ถอยไป พริก”
เสียงเฮียต่ำและเด็ดขาด ทั้งไม่อยากให้ฉันขัดใจด้วย
“ไม่” ฉันส่ายหัวทั้งที่กลัวแทบขาดใจ “ถ้าเฮียจะมีเรื่อง พริกก็จะขวาง!”
เสี้ยววินาทีนั้น เฮียปัณณ์ก้าวมาหนึ่งก้าวดันจนฉันถอยหลังไป ดวงตาเขาเข้มขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเสียงลอดไรฟัน
“บอกว่าอย่ายุ่ง”
ยังไม่ทันที่ฉันจะเถียง พี่คิวก็พุ่งหมัดมา!
ฉันหลับตาปี๋…แต่แรงกระแทกไม่เกิดขึ้นกับฉัน ทว่ากลับได้ยินเสียง ปึก! หนัก ๆ แทน
ฉันลืมตาเฮียปัณณ์จับหมัดพี่คิวไว้ได้ด้วยมือเดียว!
กล้ามแขนเขาเกร็งแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ เส้นเลือดปูดชัดรับรู้ถึงแรงที่ใช้ในการจับหมัดของพี่คิว ดวงตาคมดุดันเหมือนหมาป่านักล่าที่กำลังเอาชีวิตเหยื่อ
“แรงมีแค่นี้เหรอ”
น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบจนคนรอบข้างขนลุก เสี้ยววินาทีนั้น…ฉันไม่รู้ว่าควรกลัวหรือหลงเฮียมากกว่ากัน
พี่คิวพยายามสะบัดหนี แต่แรงของเฮียปัณณ์มันโคตรเหนือกว่า เขาบิดข้อมืออีกฝ่ายจนพี่คิวร้องซี้ด ก่อนผลักอย่างแรงจนเซไปกระแทกกับโต๊ะด้านข้าง
เสียงแก้วกระทบพื้น เพล้ง! ดังสนั่น
คนที่กินข้าวในศูนย์อาหารร้องอื้ออึงทิ้งจานข้าวแล้วรวมกันอยู่มุมเดียว เฮียปัณณ์ก้าวเข้าหาพี่คิวอีกครั้ง ช้า ๆ กดดันทุกฝีก้าว
“มึงลองอีกทีสิ…กูจะให้มึงนอนคว่ำแดกเลือดแทนข้าว”
ฉันรีบคว้าแขนเฮียไว้แน่น “เฮียพอแล้วนะ…พอแล้ว”
เขาหันมามองฉัน…แววตายังเดือดปุด ๆ ยิ่งกว่าน้ำในกระทะทองแดง แต่เริ่มอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าฉัน
“พริก…” เสียงเรียกนั้นทำให้ฉันหันไปมอง แต่แล้วเหมือนอะไรบางอย่างลอยปลิวผ่านหน้าฉันไปแบบไม่ทันตั้งตัว
ปั่ก!
รองเท้าผ้าใบที่เปื้อนโคลน ลอยแปะหน้าไอ้พี่คิว เต็ม ๆ
เชรดดด...
พี่รินแม่งมาเหนือสัด ๆ ให้ตายเหอะไม่ใช่มาแค่เสียง รองเท้าแล่นเร็วมากจนภาพจับแทบไม่ทัน ส่วนไอ้พี่คิวเหรอล้มไปแล้ว
“ไอ้เหี้ย...ตัวไหนมันรุมเพื่อนกู”
กูยอมจังหวะนี้ ใหญ่กว่าแก๊งค์สามป. กูว่าพี่รินนี่แหละ ที่บอกว่าวีรกรรมเยอะนี่ชวนไปยกพวกตีกับนักเลงกันมาเหรอวะ ส่วนพี่ปุณณ์กับพี่ปั้นยืนกอดอกนิ่ง ๆ ให้เพื่อนหญิงหนึ่งเดียว ได้โชว์ลีลาเต็มที่ราวกับกำลังหาที่ระบาย
“ไอ้ริน!” พี่คิวเงยหน้าไปจากนั้นมองไปยังต้นเสียง แต่แล้วพี่รินชี้หน้ากลับมา
“ปากมึงดีนักเหรอ...แดกรองเท้ากูอร่อยไหม ทำไมไม่อยากกินข้าวแกง แดกตีนกูก่อนเลย”
จังหวะนี้ฉันว่าพี่รินต้องโมโหใครสักคนมาแน่ ๆ แต่โคตรเท่
“ใครเรียกมึงมาวะไอ้ริน” เฮียปัณณ์ดูหัวเสียนิดหน่อย แถมเพื่อนดูเดือดจัดกว่าคนที่มีเรื่องด้วย ทั้งเฮียยังหาว่าใครกันที่ปากหมา
แต่ฉันที่ตอนแรกเสนอหน้าไปปกป้อง ตอนนี้ยืนแอบอยู่หลังเฮียไปแล้ว ทำตัวล่องหนราวกับไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้
