บทที่ 17 I ไม่ได้กันแต่ได้เรื่อง 2/2
ดูทรงแต่ละคนที่คิดว่าจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เฮียปัณณ์แล้ว น่าจะพี่รินคนสวยมากกว่า นี่คือนาตาชาโรมานอฟเมืองไทย ฉันพูดได้แค่นี้จริง ๆ
“น้องพริกบอกว่าหมามาเห่าแย่งกระดูกอยู่หน้าร้าน ก็เลยเอารองเท้ามาโยนให้มันกัดจะได้เลิกแย่งกัน”
จ้า...เดี๋ยวนะ...บอกว่าผู้ชายมาทะเลาะกันแย่งฉันไม่ใช่หรือไง ทำไมสองคนนี้เป็นหมาแล้วฉันเป็นกระดูกล่ะ
พี่คิวดูจะถอยทันทีถ้าเป็นพี่ริน เพราะมีคนยืนกอดอกอยู่ด้านหลังพร้อมกับจะมีเรื่องด้วยเหมือนกัน
“เออ...กูไม่แดกแม่งล่ะ” พี่คิวยืนขึ้นพลางถอยออกไปทันที
“เออ...เอารองเท้าไปแทะด้วย จะได้ไม่หงุดหงิด” พี่รินอย่างเจ๋งบอกเลย ด่าไอ้พี่คิวเสียต้องกลับ แถมยกพวกไปหมดเลย และร้านฉันสภาพหงอยเหงาเลยทีนี้
แต่ทว่าเมื่อหันหน้ากลับมามีอีกคนที่ยืนใบหน้าถมึงทึงกับคำพูดที่ทำให้เสียวสันหลัง
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน!”
คำว่ามีเรื่องต้องคุยกันเห็นทีว่าต้องเอาไว้ก่อน เมื่อนิติคอนโดดูเหมือนมาเก็บภาพเอาไว้ ฉันนึกถึงความซวยของตัวเองขึ้นมาทันที
แม่ก็ไม่อยู่...เดี๋ยวต้องโดนนิติเรียกไปเตือนแน่ แต่มีกฎว่าห้ามมีเรื่องทะเลาะกันอยู่นะ หากเรื่องนี้ไปถึงกรรมการไม่แน่ว่าร้านแม่ฉันน่าจะปลิวไปแล้ว
แม่ฉันจะมีเงินส่งฉันเรียนมหาวิทยาลัยไหม
“พี่ริน...ขอบคุณที่มาช่วยนะคะ เดี๋ยวพริกจัดการที่ร้าน ไปก่อนนะ” ฉันบอกลาทุกคนก่อนจะเข้าไปจัดการในร้าน จากนั้นนิติก็เรียกฉันไปคุย
แต่ดูเหมือนเฮียปัณณ์จะไม่ได้กลับไปทันที ฉันมองจากห้องที่เรียกไปคุยจากกระจกเห็นเฮียปัณณ์นั่งอยู่ แต่ฉันออกไปคุยกับเขาไม่ได้
“ร้านคุณทำผิดกฎ...บทลงโทษแรกก็คือต้องหยุดร้านเจ็ดวัน ระหว่างนี้เราจะประชุมกันว่ายังต้องการร้านของคุณอยู่ไหม แต่เราย้ำชัดเจนว่าหากมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นหมายความว่าเงินที่คุณจ่ายมาล่วงหน้าหนึ่งปีก็จะไม่ได้คืนเช่นกัน”
ฉันบอกเลยว่าหน้าซีดแล้ว อันที่จริงเรื่องทั้งหมดเป็นปัญหาฉันคนเดียว แต่แม่ต้องเดือดร้อนด้วย และในสัญญาระบุชัดเจนถึงระเบียบ และพวกเราไม่สามารถเรียกเงินคืนที่จ่ายค่าเช่า 1 ปีนั้นไปแล้วได้
ค่าเช่าไม่ใช่น้อยด้วย หากจะทำข้าวแกงขายที่อื่นก็ยาก ไม่มีที่ขายก็ลำบากอีก ชีวิตอีพริกต้องดิ้นรนกันอีกแล้วล่ะสิ
“ขอบคุณค่ะ” ฉันก้มหน้าเศร้า ๆ จากนั้นเดินออกไปคุยโทรศัพท์กับแม่ถึงปัญหาเรื่องนี้ แต่แม่ไม่โกรธฉันไม่พอยังพูดแค่ไม่เป็นไร
ไม่เป็นไรก็บ้าแล้ว นี่เห็นชัด ๆ ว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดีงดขายอาหารอีกแล้วพวกเราจะอยู่กันยังไง
หลังจากจัดการคุยกับแม่เสร็จก็เห็นว่าเฮียปัณณ์หายไปแล้วคงไม่ได้รอฉันหรอก อีกอย่างตอนนี้ฉันน่าจะยุ่งเล็กน้อย ทั้งคุมคนงานขนของกลับไปบ้าน เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ขายตั้งแต่ตอนนี้เลย
คืนนี้ฉันไม่ได้นอนคอนโดของลูกฟูก ทั้งบอกจูเน่ว่าคงจะไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยอาทิตย์นี้เก็บงานเผื่อด้วย ทั้งคิดวุ่นวายกับแม่ว่าระหว่างที่กำลังถูกตัดสินจะหาเงินจากไหนดี
“ทำข้าวกล่องขายในคอนโดไหมแม่หรือไม่ก็เปิดขายในแอป”
“โดนหักเปอร์เซ็นต์เยอะ หากตั้งราคาสูงคนก็ไม่ค่อยซื้อกันหรอก บางทีได้ไม่คุ้มเสียด้วยซ้ำ” แม่พูดอีกก็ถูกอีกแล้วพวกเราสองคนแม่ลูกก็ยกแขนก่ายหน้าผากนอนมองเพดานกัน พลันนึกถึงวิกฤติสมัยก่อนที่ผ่านกันมาได้
ครั้งนี้ก็คงจะผ่านไปได้เหมือนกัน แต่เมื่อเข้านอนเสียงแจ้งเตือนในไลน์ที่เธอไม่รู้จักแอดเข้ามา จากนั้นเธอเปิดเครื่อง ก่อนจะเห็นว่าเป็นเฮียปัณณ์
Pann Panathon: ทำอะไร
หือ...นี่เฮียเอาไลน์มาจากไหน ตอนฉันขอไลน์ยังไม่ให้เลยนี่ แล้วทักมาทำอะไรนะ
พริกแกงไม่เผ็ดเด็กกินได้: อยู่บ้านกับแม่ค่ะ
Pann Panathon: อืม!
อืมนี่คืออะไร...ทักมาเฉย ๆ งั้นเหรอ ประหลาดคนแท้ ถ้าเป็นช่วงปกติเธอก็จะหยอดคำหวาน ๆ อยู่หรอก แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์ ไม่มีแม้กระทั่งความดีใจที่เฮียทักมาด้วยซ้ำ
เฮ้อ...ชีวิตเหี้ยของพริกแกง
ไม่ได้กันแต่ได้เรื่อง
