บทที่ 18 I ชอบแค่ไหน 1/2

วันถัดมายังไม่ทันคิดเรื่องจะขายข้าวแกงยังไง แม่ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าร้านของแม่โดนยกเลิกสัญญาแบบไม่คืนเงินตามกฎ เรียกได้ว่าทำฉันปวดขมับฉิบหายเลย ปัญหารุมเร้าจริง ๆ 

“ไม่ต้องเครียดหรอกลูก เดี๋ยวเราค่อยหาทางกันใหม่”

คำว่าไม่เครียดของแม่ก็ทำฉันเครียดหนักกว่าเดิม ไม่ให้เครียดได้ยังไง ก็นี่คืออาชีพที่เลี้ยงฉันมาจนถึงทุกวันนี้นี่นา และฉันคิดว่าต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านแล้วแหละพร้อมกับทักแชตหาลูกฟูกกับจูเน่

Group สามสาวสวยศิลปะประสาทแดก

พริกแกงไม่เผ็ดเด็กกินได้ : กูมีปัญหาที่บ้านอะเมิงต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านกับแม่ เดี๋ยวจะไปขนของนะ 

J-Junee : นิติไล่มึงไม่ให้ขายเลยเหรอ

Luk Fook : ร้ายแรงขนาดนั้นเลย

พริกแกงไม่เผ็ดเด็กกินได้ : ตอนแรกก็ไม่เท่าไรหรอกมึง แต่อีพี่คิวเหมือนมันปั่นในเพจของคอนโด น่าจะแค้นกู 

J-Junee : สารเลว

พริกแกงไม่เผ็ดเด็กกินได้ : เออช่างมันเถอะ นิติให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย มันเกี่ยวกับชื่อเสียง คอนโดนี้ก็มีลูกบ้านรวย ๆ ทั้งนั้น หากฟ้องร้องนิติก็น่าจะหนัก 

ฉันพิมพ์ไปยาว ๆ หวังให้เพื่อนสองคนเข้าใจ และฉันให้พวกมันช่วยฉันเก็บของลงมาให้หน่อย เดี๋ยวจะเรียกรถไปเอาของทั้งหมดกลับบ้าน 

ที่จริงบ้านก็ไม่ได้ห่างมาก แค่รถติดจนฉันเบื่อเท่านั้นเองแต่ทำไงได้ ตอนนี้แม่มีปัญหาฉันจะไม่ยอมให้แม่ต้องเผชิญปัญหาคนเดียว หลังจากนี้คงต้องประหยัดกันไปก่อน 

เวลาห้าโมงเย็นวันพุธเพื่อน ๆ ฉันช่วยกันขนของลงมาด้านล่าง จากนั้นฉันก็คืนคีย์การ์ดให้กับลูกฟูก ก่อนจะลากัน 

“ไว้เจอกันมึง น่าจะวันจันทร์เย็นเลย”

“เออดี ๆ ล่ะ มีอะไรก็บอก ช่วยมึงไม่ได้ช่วยเป็นที่ระบายก็ยังดี” จูเน่ปลอบใจฉันแต่ฉันไม่อยากให้เพื่อนเศร้านี่ 

“ขอบใจ ยังไงพวกมึงก็ยังเป็นส้วมให้กูเสมอ”

“เหี้ย...กลิ่นมาเลย” จูเน่ว่าพลางบีบจมูก

“เป็นอื่นไม่ได้หรือไงทำไมต้องเป็นส้วม” ลูกฟูกก็ไม่อยากเป็นส้วมเหมือนกัน

“เออ...เป็นเพื่อนตายกันอยู่แล้วไปก่อนนะ เดี๋ยวไปช่วยแม่คิดก่อนเอายังไงต่อ” ฉันโบกมือลาเพื่อน จากนั้นขึ้นนั่งด้านหลังก่อนจะให้รถออกไปยังบ้านของตัวเอง 

ฉันนั่งปล่อยใจปล่อยจอยมองข้างทางที่มีรถเยอะแยะมากมาย มีคนทำงานเดินกลับจากออฟฟิศ มีวินมอเตอร์ไซค์รับคน และคนเดินไปที่รถไฟฟ้า เรียกได้ว่าวุ่นวายมาก ๆ ในเย็นวันพุธ จนกระทั่งรถจอดติดอยู่หน้าห้างแห่งหนึ่งซึ่งเป็นย่านรถติดมาก ๆ

ก๊อก ก๊อก! 

เสียงเคาะกระจกด้านข้างทำให้ฉันสะดุ้ง จากนั้นมองเห็นว่าเป็นเฮียปัณณ์อีกแล้ว 

ฉันลดกระจกลงโดยที่พี่คนขับมองหน้าฉันว่าใคร แต่ฉันยังไม่ได้ตอบพี่เขาหรอก

“เฮีย...บังเอิญจังนะ”

“ไปไหน”

“กลับบ้าน”

“ลง!”

“หือ...ลง?” ฉันขมวดคิ้วถาม เฮียจะให้ลงไปไหนอีก นี่รถกำลังติดอยู่นะ 

“ลงไม่ได้เฮีย...ของข้างหลังเพียบเลย ต้องไปส่งบ้าน”

เฮียไม่พูดอะไรจัดการควักแบงค์พันสองใบยื่นให้คนขับรถที่ฉันเรียกมา จากนั้นสั่งสั้น ๆ 

“ขนของท้ายรถไปที่รถคันนั้น” 

คนขับไม่รีรอรับเงินแล้วเปิดประตูทันที โดยที่คนโดยสารอย่างฉันและเป็นเจ้าของสัมภาระด้านหลังถึงกับงง 

“เดี๋ยวเฮีย...เอาของพริกไปไหนพริกต้องกลับบ้าน”

เฮียไม่พูดอะไรยืนกอดอกมองคนขับรถยกของจนเสร็จจากนั้นคนขับรถรีบขับออกไปทันที ราวกับว่ากลัวเฮียจะเปลี่ยนใจ 

“ขึ้นรถ”

“ไปไหน”

“ไม่ต้องถามมาก”

เอ้า...ถ้าจะให้ไปไหนก็ต้องถามก่อนสิ เกิดพาฉันไปขายทำไง เพราะว่าเฮียคงไม่ทำมิดีมิร้ายฉันหรอก รังเกียจฉันขนาดนั้น ช่วงนี้ฉันไม่มีเวลาจะมาจีบมาเต๊าะเฮียหรอกนะ เพราะว่าต้องคิดหาทางหาเงินช่วยแม่ด้วย 

แต่เมื่อคนขับรถขึ้นไปนั่งแล้วมองมาด้วยสายตาเฉียบขนาดนั้น อีพริกแกงจะเลือกอะไรได้นอกเสียจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับในรถบีเอ็มทรงคูเป้มูลค่าไม่ต้องพูดถึง คนอย่างพริกแกงไม่มีวันได้สัมผัสง่าย ๆ 

รถของเฮียปัณณ์ขับปาดซ้ายปาดขวา เรียกได้ว่าหากไม่ใช่ราคาที่แพงระยับคงมีคนขับเบียดมาทุบรถพร้อมด่าด้วยถ้อยคำสุภาพว่า ‘รีบไปหาพ่องมึงเหรอ’

“เฮีย...รีบเหรอ”

“ทำไม”

“งื้อ...น่ากลัวง่า...นี่เฮียจะไปไหน ถ้าจะไปตายพริกไม่ไปด้วยหรอกนะ ยังมีแม่อยู่พริกตายไม่ได้” 

ฉันพูดเสียงสั่นจับยึดที่จับบนหัวเอาไว้แน่น สองเท้าที่วางด้านล่างก็ช่วยเฮียเบรกจนหัวทิ่มหัวตำ เรียกได้ว่าเกร็งขาจนเมื่อย 

“กลัว”

ถามมาได้...ใครบ้างไม่กลัว เฮียนะเฮีย 

“ชะ...ช้าหน่อย พริกไม่ชอบความเร็ว”

“แล้วชอบอะไร”

“ชอบเฮีย” 

พูดเสร็จแล้วก็ยกมือปิดปากทันที มันไม่ใช่เวลาจะมากวนตีนเฮียตอนนี้ จากที่เฮียจะลดความเร็วอาจจะอยากพุ่งรถเข้าชนเสาไฟที่ไหนสักที่แล้วเอาด้านที่ฉันนั่งอัดกระแทกเลยก็เป็นได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป