บทที่ 2 เด็กในปกครอง
บทที่2
เด็กในปกครอง
โต๊ะอาหาร
หลังจากวนิดาให้คนไปตามฟรานลงมาทานข้าว ตอนนี้คนตัวโตก็ได้มานั่งอยู่ตรงข้ามกับวนิดาด้วยใบหน้านิ่งเรียบเช่นเคย
“หนูรัณมาถึงหรือยัง” เป็นเสียงของเฟ่ยหรงเอ่ยถามภรรยาตัวเองขึ้นซึ่งตอนนี้ทั้งหมดกำลังรอใครอีกคนที่กำลังกลับจากมหาวิทยาลัยที่เจ้าตัวเรียนอยู่
“อยู่หน้าบ้านแล้วค่ะ” วนิดาตอบกลับสามีไป ซึ่งไม่นานก็มีเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบด้วยความเกรงใจและมีสีหน้าตื่นไม่น้อยก็เพราะบริเวณรอบบ้านตอนนี้เต็มไปด้วยชายชุดดำที่มองมายังเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยและดูดุดันจนดูน่ากลัวไปหมด
“ขอโทษที่ให้รอค่ะคุณลุงคุณป้า” ดารัณรีบยกมือไหว้เพื่อขอโทษกับบุคคลทั้งสองด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรๆ มานั่งข้างป้านี่มา” วนิดารีบเรียกหลานสาวคนเดียวของตัวเองให้มานั่งข้างๆด้วยความเกรงใจลูกชายเจ้าของบ้านที่นั่งมองอยู่ด้วยแววตาเรียบๆแต่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดไม่น้อย
หลังจากดารัณนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เฟ่ยหรงก็พูดขึ้นมาก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟอาหารเพราะเขาอยากจัดการเรื่องที่เขากังวลใจให้เรียบร้อย
“หนูรัณทักทายเฮียเขาสิลูก หลังจากนี้เฮียฟรานเขาจะดูแลเราแทนลุงกับป้าระหว่างที่เรายังอยู่ที่นี่” เฟ่ยหรงเอ่ยบอกหลานสาวภรรยาตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาเอ็นดูหลานสาวคนนี้เหมือนลูกสาวคนหนึ่งของเขาเช่นกัน
“สะ..สวัสดีค่ะเฮียฟราน” เมื่อพูดออกไปแล้วดารัณก็ต้องรีบก้มหน้าก้มตาลงด้วยความกลัวปนประหม่าเพราะอีกคนเพียงแค่ปรายตามองเธอเท่านั้น แต่เพราะสายตาเย็นชาที่แฝงไปด้วยความดุดันของเขาทำเอาเธอแทบไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆเลยทีเดียว ถึงแม้เธอจะเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไรแต่กับคนร่างสูงตรงหน้าทำเอาเธอแทบไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ คนอะไรน่ากลัวที่สุดเลย
“หึ! ฉันไม่เคยมีน้อง” เพียงคำพูดสั้นๆแสนเย็นชาของคนตัวโตทำเอาทั้งวนิดาและดารัณถึงกับนั่งบีบมือด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน วนิดานั้นอดที่จะรู้สึกเป็นห่วงหลานสาวไม่ได้ถ้าต้องอยู่ภายใต้การปกครองของฟราน ส่วนดารัณเมื่อได้ยินแบบนั้นก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้เช่นกันและเธอก็รู้สึกไม่ชอบใจในคำพูดของเขาด้วย เธอจึงทำได้เพียงลอบทำปากขมุบขมิบตามประสาคนดื้นรั้นและเธอคงไม่รู้ว่าท่าทีเหล่านั้นได้อยู่ในสายตาของผู้ปกครองในอนาคตของเธอเรียบร้อยแล้ว
“พูดกับน้องดีๆนะฟราน!” เฟ่ยหรงที่รู้สึกไม่ชอบใจกับคำพูดไม่รักษาน้ำใจคนอื่นของลูกชายก็อดจะปรามไม่ได้
“พ่อมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหม ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว” เมื่อบอกผู้เป็นพ่อเสร็จแล้ว ฟรานก็ลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอกทันทีด้วยท่าทีไม่สนใจใคร
“แก!” เฟ่ยหรงรู้สึกไม่พอใจในความแข็งกระด้างของลูกชายก็อดเลือดขึ้นหน้าไม่ได้ วนิดาจึงรีบจับแขนสามีไว้แล้วส่ายหน้าไปมาเพื่อให้สามีใจเย็นลง
“ปล่อยคุณฟรานไปก่อนเถอะค่ะ คุณฟรานเองก็คงไม่พอใจเท่าไหร่ที่ต้องมาดูแลหลานสาวของนิ” ก่อนจะหันไปมองหลานสาวตัวเองด้วยสายตาเป็นห่วง
“ลุงต้องขอโทษแทนลูกชายลุงด้วยนะ อย่าถือสาเฮียเขาเลยนะลูก”
“ค่ะคุณลุง” แม้ดารัณเองจะไม่ชอบใจกับท่าทีและคำพูดของอีกคนเท่าไหร่แต่เธอก็รำลึกเสมอว่าคุณลุงคุณป้ามีบุญคุณกับเธอมากขนาดไหน ชีวิตนี้เธอจะขอตอบแทนและดูแลทั้งสองคนให้ดีที่สุด ถึงหนึ่งปีต่อจากนี้เธอจะต้องทนอยู่กับผู้ปกครองหน้าดุคนนั้นก็ตามที ทั้งแววตาสีน้ำตาลเข้มที่ดูเรียบนิ่งและแสนเย็นชานั้นทำให้เธออดใจสั่นไม่ได้ ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่หล่อและดูดีเอามากๆจริงๆ
“ทานข้าวกันเถอะลูก ทานเสร็จป้ามีเรื่องจะคุยด้วย” วนิดาหันไปบอกหลานสาวตัวเองเบาๆด้วยความเอ็นดู หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ลงมือทานข้าวเงียบๆด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ด้านฟรานเมื่อออกจากบ้านมาแล้วก็บอกทีเจมือขวาตัวเองให้พาไปยังผับหรูที่เพื่อนของเขารออยู่ หลังจากนั้นก็หลับตาลงนิ่งๆด้วยท่าทีปกติเพื่อพักสายตา ก่อนจะนึกไปถึงท่าทีแสบๆของใครอีกคนที่เขาพึ่งเคยเจอหน้าครั้งแรก เด็กสาวที่หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา ดวงตากลมโตนั้นดูดื้อรั้นไม่เบา เส้นผมสีน้ำตาลสว่างนั้นทำให้ผิวของเธอที่ดูขาวอยู่แล้วขาวขึ้นไปอีกแต่ท่าทางกับดูนุ่มนิ่มไปหมด มันทำให้ฟรานรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เหอะ! เด็กในปกครองงั้นเหรอ” เมื่อคิดได้ดังนั้นฟรานก็รีบรีบสลัดความคิดเหล่านั้นออกไปก่อนจะคงท่าทีนิ่งเรียบเหมือนเดิมพร้อมกับคิดอะไรบางอย่างในหัวไปด้วย
“นายครับ พรุ่งนี้จะเข้าบริษัทเลยไหมครับ” ทีเจที่ทำหน้าที่คนขับก็เอ่ยถามขึ้นเพราะหลังจากนี้เจ้านายหนุ่มจะต้องเข้าบริษัทไปรับช่วงต่อจากนายท่านเฟ่ยหรงแล้ว ซึ่งมีทั้งบริษัทนำเข้าและส่งออกรถหรู บริษัทส่งออกน้ำมันและบริษัทที่เกี่ยวกับระบบแฮกข้อมูลทางคอมพิวเตอร์และรักษาความปลอดภัยในด้านการใช้งาน ซึ่งมีคุณโฟล์ ญาติผู้น้องของเจ้านายเป็นผู้ดูแลอยู่
“อืม เข้าเลย”
อีกด้านยังคฤหาสน์สุดหรู
หลังทานข้าวเสร็จเรียบร้อย วนิดาก็เรียกดารัณเข้ามาคุยยังห้องรับแขกเพราะเธอต้องเดินทางไปฮ่องกงในวันพรุ่งนี้แล้ว
“คุณป้ามีอะไรหรือเปล่าคะ” ดารัณเอ่ยถามผู้เป็นป้าด้วยท่าทีน่ารักตามแบบของเธอ วนิดาเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบดึงหลานสาวเข้ามากอดเบาๆด้วยความเอ็นดูและอดจะคิดถึงไม่ได้เมื่อต้องอยู่ห่างกัน
“พรุ่งนี้ป้าต้องเดินทางแล้ว หนูอยู่ได้ใช่ไหม” วนิดาถามหลานสาวตัวเองย้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยความเป็นห่วง
“อยู่ได้ค่ะ แค่ปีเดียวคุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” ดารัณยิ้มตอบผู้เป็นป้าให้หายห่วง แม้ในใจของเธอจะไม่มั่นใจกับคำพูดตัวเองก็ตามที
“ป้าเอาเงินเข้าบัญชีไว้ให้หนูแล้ว ไม่พอยังไงหนูบอกป้านะ อย่าไปรบกวนคุณฟรานเด็ดขาด อยู่ทางนี้ก็ช่วยดูแลคุณฟรานเขาด้วยนะลูก อะไรที่ช่วยทำได้หนูก็รีบช่วยนะ เพราะถึงยังไงคุณเขาก็เป็นคนดูแลหนูต่อจากนี้”
เมื่อดารัณได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าตอบกลับผู้เป็นป้าก่อนที่วนิดาจะขอตัวไปตรวจความเรียบร้อยของข้าวของสำหรับการเดินทางไปฮ่องกงพรุ่งนี้ ดารัณที่เห็นแบบนั้นก็อดใจหายไม่ได้ เพราะหลังจากนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าชีวิตเธอจะเป็นยังไงต่อไป
“เฮ้อ…แค่ปีเดียวเองดารัณ”
